ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 421 ค่าโฆษณาหลายหมื่น!
บทที่ 421 ค่าโฆษณาหลายหมื่น!
นักข่าวเมิ่งยกถ้วยชาขึ้น พลางก้มหน้าลงเล็กน้อย เขาอาจกำลังคิดว่าการลงโฆษณาที่ลี่หรงเสนอจะมีผลประโยชน์อะไรต่อสถานีโทรทัศน์ และจะมีผลประโยชน์มากแค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่
ลี่หรงให้เวลาเขาคิด ไม่ได้รีบเค้นคำตอบจากเขาทันที
ผ่านไปสักพัก จึงมีคนมาเรียกนักข่าวเมิ่ง เขาลุกขึ้นพร้อมกับลี่หรงที่ลุกขึ้นตาม
นักข่าวเมิ่งยิ้มอย่างเกรงใจ “ขอโทษด้วยนะครับ ยังคุยกันไม่จบก็มีคนมาตามผมแล้ว เรื่องนี้ผมตัดสินใจเองไม่ได้ ต้องขอคำปรึกษาจากคนอื่นก่อน งั้นพรุ่งนี้รบกวนคุณมาอีกทีได้ไหมครับ?”
ลี่หรงจะพูดอะไรได้ เธอจึงพยักหน้ารับ “ได้ค่ะ รบกวนคุณแล้ว”
เมื่ออีกฝ่ายเสนอให้มาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ลี่หรงรู้ว่าเรื่องนี้อาจเป็นไปได้
พอถึงเวลาลี่หรงก็ไปที่สถานีโทรทัศน์อีกครั้ง เจ้าหน้าที่ต้อนรับจำลี่หรงได้ทันที จึงทักทายเธอว่า “คุณคงเป็นคุณลี่ใช่ไหม? หัวหน้าเมิ่งบอกว่าคุณอาจจะมา แต่ตอนนี้เขากำลังประชุมอยู่ เชิญคุณนั่งรอสักครู่ก่อนเถอะ”
“ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ” ลี่หรงนั่งรอในพื้นที่ต้อนรับสักพัก เธอสังเกตเห็นว่าสถานีโทรทัศน์มีคนมากมายจริง ๆ
คนเดินไปเดินมาดูเหมือนจะยุ่งมาก แทบไม่มีใครสนใจลี่หรง แม้แต่คนที่เห็นเธอก็แค่มองผ่าน ๆ แล้วก้มหน้าทำงานของตัวเองต่อ
พอดื่มชาหมดถ้วย นักข่าวเมิ่งก็รีบเดินเข้ามา “ขอโทษที่ให้รอนานนะครับคุณลี่ ผมมีประชุมด่วนน่ะ”
ลี่หรงยิ้ม “ไม่นานเลยค่ะ งานของคุณเสร็จแล้วหรือคะ?”
ลี่หรงตั้งใจจะถามว่าตอนนี้เขาว่างหรือไม่ แต่พูดออกไปแล้วถึงได้รู้ตัวว่าพูดผิด นักข่าวเมิ่งเป็นถึงระดับหัวหน้า พอเสร็จเรื่องหนึ่งก็ต้องมีเรื่องใหม่ให้ยุ่งแน่ ๆ จะมีเวลาว่างได้อย่างไร?
เธอกำลังจะพูดอะไรสักอย่างเพื่อแก้เก้อ แต่นักข่าวเมิ่งก็เริ่มพูดเรื่องอื่นแล้ว ราวกับไม่ได้สนใจความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของลี่หรง
นักข่าวเมิ่งพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คำขอของคุณได้เสนอไปถึงผู้บริหารแล้ว แต่ตารางรายการช่วงนี้จัดไว้หมดแล้ว จู่ ๆ จะแทรกอะไรเข้าไปคงไม่ค่อยดีเท่าไร่ ทางนี้เลยแนะนำให้ไปประชาสัมพันธ์ที่สถานีอื่นแทน”
ลี่หรงขมวดคิ้ว “ถ้าฉันอยากออกทางช่องกลางล่ะคะ?”
นักข่าวเมิ่งวางถ้วยชาเคลือบ “ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้หรอกครับ แต่คงต้องรอไปอีกหลายวันนะ”
นี่แสดงว่ายังพอมีช่องทางให้เปลี่ยนแปลงได้ ลี่หรงเข้าใจเรื่องน้ำใจและมารยาทสังคมดี เธอจึงยิ้มออกมา “ฝูหรงใช้เวลาไม่เกินห้านาทีค่ะ ฉันรู้ว่าการแทรกข่าวอื่นกะทันหันเป็นเรื่องยาก แต่เรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะกระทบชื่อเสียงของฝูหรง ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ มันจะบานปลายไปถึงต่างประเทศ และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศเราด้วย งั้นแบบนี้แล้วกันค่ะ ฉันจะจ่ายค่าโฆษณาตามอัตราของช่องกลาง ถือว่าฉันจ้างสถานีของคุณทำประชาสัมพันธ์ คุณว่าแบบนี้ได้ไหมคะ?”
แค่ลงโฆษณาเท่านั้น จะลงให้ใครก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ?
ตอนนี้คือการนำหลักฐานของฝูหรงไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์กลางโดยใช้เวลาของโฆษณาประชาสัมพันธ์
ลี่หรงเชื่อว่าพวกเขาจะตกลง ตอนแรกที่ไม่ยอมตกลงคงเป็นเพราะขี้เกียจยุ่งกับเรื่องวุ่นวาย เมื่อลี่หรงอธิบายเหตุผลและโน้มน้าวใจแล้ว ถ้าอีกฝ่ายยังไม่ยอมตกลง ลี่หรงเชื่อว่านั่นคงถึงเวลาที่เงินต้องเข้ามามีบทบาท ดังนั้น ลี่หรงจึงเสนอเรื่องค่าโฆษณาขึ้นมาเอง
นักข่าวเมิ่งไม่พูดอะไรชั่วขณะ พอผ่านไปสักพัก เขาจึงพูดว่า “น่าจะได้นะครับ แต่ค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์กลางแพงมาก แล้วงานของคุณคงต้องใช้เวลาหลายนาทีเลยใช่ไหมครับ?”
ขอเพียงยอมลงโฆษณาก็พอแล้ว ลี่หรงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ตอนนี้เพื่อชื่อเสียงของฝูหรง จ่ายเท่าไหร่ก็คุ้มค่า เพราะถ้าสตูดิโอเสียชื่อเสียงไป ต่อไปคงหาเงินยากขึ้นแล้ว!
ลี่หรงเคยทำโฆษณาลวี่สุ่ยมาก่อน แต่เป็นสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นที่ราคาหลายหมื่น แต่เป็นการออกอากาศหมุนเวียนทั้งฤดูกาล
เธอจำได้ว่าค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์กลางนั้นแพงมาก แต่ดีที่คราวนี้ไม่จำเป็นต้องออกอากาศหมุนเวียนทั้งฤดูกาล ลงสักหนึ่งถึงสองครั้ง แล้วค่อยหาสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นหรือหนังสือพิมพ์สักที่ก็น่าจะพอแล้ว
แต่เมื่อนักข่าวเมิ่งนำมาตรฐานค่าโฆษณามาให้ลี่หรงดู และยืนยันสัญญากับเธอ ลี่หรงก็ตกใจกับตัวเลขหลายหมื่นบนนั้น
ต้องรู้ว่าสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นตอนนั้นทั้งฤดูกาลยังจ่ายแค่หลายหมื่น แต่ตอนนี้เพียงออกอากาศไม่กี่นาทีแค่ครั้งสองครั้ง กลับต้องจ่ายตั้งหลายหมื่นแล้ว?
ลี่หรงรู้สึกอึ้งไปชั่วขณะ
นักข่าวเมิ่งที่เคยพบปะผู้คนมามาก มีความสามารถในการสังเกตสีหน้าท่าทาง เขามองทะลุจุดที่ลี่หรงกำลังอึ้งอยู่ได้ในชั่วพริบตา
พลันอธิบายว่า “คุณลี่ นี่เป็นช่วงเวลาของรายการข่าวภาคค่ำของสถานีโทรทัศน์กลาง เป็นช่วงเวลาที่มีการรับชมสูงสุดของสถานี และมีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่สามารถแทรกโฆษณาฝูหรงได้ ราคาค่อนข้างแพง แต่เมื่อคุณสามารถติดต่อสถานีโทรทัศน์กลางได้ ผมคิดว่าคุณน่าจะต้องการผลการประชาสัมพันธ์ที่ดีกว่า”
ต้องยอมรับว่านักข่าวเมิ่งนั้นเจ้าเล่ห์จริง ๆ เขาจับความคิดของลี่หรงได้อย่างแม่นยำ แต่ราคาหลายหมื่นหยวนนั้นแพงมาก เงินที่หาได้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้คงต้องเอาออกมาทั้งหมด
แต่ช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาทองจริง ๆ!
ลี่หรงคำนวณอย่างรวดเร็วว่าถ้าเอาเงินออกมา จะสามารถกู้ชื่อเสียงของฝูหรงกลับมา และจะสามารถหาเงินได้มากขึ้นหรือไม่…
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง ลี่หรงจึงกัดฟันพูดว่า “ตกลงค่ะ”
ตอนที่โอนเงินออกไป ลี่หรงรู้สึกหัวใจถูกกรีด ฝูหรงทำงานมาครึ่งปีเต็ม ๆ เหมือนกับการทำงานไปอย่างสูญเปล่าเลย!
หวังว่าการซื้อโฆษณาครั้งนี้จะคุ้มค่านะ
ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะบ่นกับจ้าวชิงซง “แต่ก่อนตอนที่ฝูหรงรับออเดอร์ตัดเสื้อผ้าอย่างเงียบ ๆ ไม่เคยมีเรื่องวุ่นวายมากมายขนาดนี้ แต่พอคิดจะทำอะไรใหญ่ขึ้น กลับมีเรื่องยุ่งยากสารพัดมากวนใจ!”
จ้าวชิงซงทำธุรกิจเหมือนกัน เขารู้ดีว่าการทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเข้าใจความรู้สึกของลี่หรงเป็นอย่างดี แต่ตัวเขาเองเป็นผู้ชาย เมื่อเจอปัญหา เขาก็แค่พยายามเอาชนะมันให้ได้เท่านั้น
เขาแทบไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับลี่หรง แต่ตอนนี้เห็นลี่หรงกำลังหงุดหงิดกับอุปสรรค จ้าวชิงซเลยรู้สึกสงสารเธอมาก “เรื่องนี้พวกต่างชาติทำไม่ถูกต้อง พวกเขาต้องส่งคนมาขโมยแบบของพวกเราแน่ ๆ ส่วนสื่อไร้จรรยาบรรณในประเทศสมองก็มีปัญหา ชอบฉวยโอกาสสร้างกระแส รอให้ผมมีเงินก่อนเถอะ ผมจะซื้อกิจการพวกเขา แล้วให้พวกเขาโฆษณาชมฝูหรงวนไปทุกวันเลย…”
“ฮ่า ๆ!” ลี่หรงขำกับคำพูดที่ทำราวกับตัวเองเป็นเจ้าพ่อของจ้าวชิงซง “พอเถอะค่ะ ฉันจ่ายเงินจ้างสถานีโทรทัศน์แล้ว หวังว่าจะช่วยกู้ชื่อเสียงของฝูหรงที่ถูกโจมตีได้บ้างนะคะ”
“ครับ” จ้าวชิงซงฟังลี่หรงพูดจบ แล้วพูดอย่างร่าเริง “เพราะคุณบอกว่าจะอยู่ในเมืองหลวงกับอันอัน ผมเคยบอกคุณว่าผมวางแผนจะกลับไปทำธุรกิจที่เมืองหลวงด้วย ตอนนี้ผมกำลังจัดการธุรกิจที่เมืองหยางอยู่ ผมตั้งใจจะโอนหุ้นให้เหล่าเจิ้งกับเย่เหลย พอผมได้เงินก็จะกลับมาเมืองหลวง คาดว่าเรื่องนี้น่าจะเสร็จก่อนสิ้นปีนี้”
ปีที่แล้วจ้าวชิงซงก็อยากกลับมาแล้ว แต่ยังจัดการเรื่องทางนั้นไม่เรียบร้อย
ลี่หรงนึกอะไรขึ้นมาได้ทันที เธอจึงรีบพูดอย่างรวดเร็ว “แล้วบ้านที่พวกเราซื้อที่ดินสร้างที่เมืองหยางล่ะ? คุณยังไม่ได้ขายใช่ไหมคะ?”
ถ้าเขาขายไปจริง ๆ ลี่หรงคงร้องไห้แน่!
“…ยังไม่ได้ขายครับ” จริง ๆ แล้วจ้าวชิงซงตั้งใจจะขาย แต่ก่อนหน้านี้ลี่หรงบอกว่าอยากสร้างบ้านของตัวเอง และเธอยังมีหลานไห่อยู่ที่นั่น เขาเลยเก็บไว้ให้เธอ
“ไม่ได้ขายก็ดีแล้วค่ะ” ลี่หรงคิดสักครู่ แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ห้ามขายบ้านหลังนั้นเด็ดขาด เมื่อถึงเวลาที่พวกเราไปเมืองหยาง เราก็ยังมีที่อยู่”
“ครับ แต่ตอนที่พวกเรากลับเมืองหลวง ก็ให้คนอื่นเช่าบ้านที่เมืองหยางไปเถอะครับ เก็บไว้แค่ห้องนอนของพวกเราและห้องรับแขกอีกหนึ่งห้องก็พอ การมีคนอยู่ตลอดจะทำให้บ้านมีชีวิตชีวา ถือเป็นข้อดีด้วย”