ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 422 การฝึกนางแบบ
บทที่ 422 การฝึกนางแบบ
สถานีโทรทัศน์กลางเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มีอำนาจมากที่สุดในประเทศขณะนี้ พวกเขาได้รวบรวมหลักฐานที่ลี่หรงนำเสนอเพื่อโต้แย้งว่าฝูหรงไม่ได้ลอกเลียนแบบ ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เชื่อ
ราวกับสื่อต่างประเทศถูกตบหน้า แต่ความจริงแล้วมันเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศเท่านั้น สื่อบางส่วนกล่าวหาว่าสื่อต่างประเทศปกป้องคนของตัวเองและใส่ร้ายฝูหรง แต่สื่อต่างประเทศกลับหน้าด้าน เมินเฉยต่อข่าวเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง
ลี่หรงยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำเรื่องใหญ่โตไปถึงต่างประเทศได้ แต่ถึงจะมีผลเฉพาะในประเทศ สำหรับลี่หรงนั่นถือว่าเพียงพอแล้ว
และแม้ว่าค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์กลางแพง แต่หลังจากออกอากาศไป ฝูหรงก็กลับมามีลูกค้าเหมือนตอนที่แฟชั่นโชว์เพิ่งจบ แม้แต่ลูกค้าที่ขอเงินคืนก็ยังหน้าด้านกลับมาหาฝูหรง แต่คนพวกนี้ลี่หรงไม่รับกลับมาแน่นอน
เพื่อนร่วมงานในสตูดิโอรู้สึกภาคภูมิใจมาก ตอนแรกพวกเขาดูถูกฝูหรง แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีปัญญาจะซื้อชุดจากฝูหรงแล้ว!
หลังจากไล่คนที่ต้องการสั่งซื้อของจากฝูหรงไปหลายคน เฟิงหงเซี่ยก็บ่นว่า “คนพวกนี้ทำตัวน่าเกลียดจริง ๆ คิดว่าทุกคนต้องหมุนรอบตัวพวกเขาหรือไง?”
เฉาเหลียงอวี้มองเธอด้วยหางตา พลันคิดในใจว่า ในที่สุดเฟิงหงเซี่ยก็หันปืนไปยิงคนนอกแล้ว
เฟิงหงเซี่ยรู้สึกอึดอัดที่ถูกมอง “มองอะไร ฉันพูดผิดหรือไง?”
สำหรับชุดในแฟชั่นโชว์ ลี่หรงก็คิดค่าคอมมิชชั่นให้พวกเธอด้วย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีคนซื้อแบบที่พวกเธอออกแบบ
เฟิงหงเซี่ยออกแบบชุดโชว์ที่เกือบจะเป็นชุดที่ถูกที่สุดในงาน แต่ก็ยังมีราคาเกินหนึ่งพันหยวน ก่อนหน้านี้เฟิงหงเซี่ยรับงานลูกค้าที่มีค่าชุดสูงสุดแค่สองสามร้อยหยวน ค่าคอมมิชชั่นสูงสุดก็แค่สิบกว่าหยวน แต่การออกแบบชุดแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ เธอทุ่มเทความคิดอย่างเต็มที่ ผ่านการแก้ไขหลายครั้งโดยได้รับความช่วยเหลือจากลี่หรง ซึ่งเป็นแบบที่เธอพอใจมาก
และเนื่องจากเป็นชุดจากแฟชั่นโชว์ ราคาที่ตั้งไว้เกินหนึ่งพันหยวนจึงเป็นเรื่องปกติ
ชุดราคาเกินหนึ่งพันหยวน อย่างน้อยค่าคอมมิชชั่นก็หลายสิบหยวน ถ้าขาดไปไม่กี่ออเดอร์คงจะขาดรายได้ไปเยอะ ซึ่งมีหลายออเดอร์ของเธอที่ถูกยกเลิกเพราะเรื่องวุ่นวายนี้ เท่ากับว่าเธอเสียรายได้ไปมาก!
เมื่อเงินน้อยลงแน่นอนว่าไม่มีความสุข
เฉาเหลียงอวี้เลิกคิ้ว “ไม่เป็นไร เธอพูดถูกแล้วละ แล้วก็… วันนี้เธอดูดีเป็นพิเศษเลยนะ”
เฟิงหงเซี่ยเคยมีปากเสียงกับเฉาเหลียงอวี้มาก่อน ตอนนี้เป็นสถานการณ์ที่ต่างคนต่างอยู่ เมื่อเฉาเหลียงอวี้พูดชมเฟิงหงเซี่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน เฟิงหงเซี่ยพลันรู้สึกงุนงง
การที่พวกเขาทั้งสองไม่ทะเลาะกันนับว่าเป็นบุญแล้ว แต่นี่เฉาเหลียงอวี้ยังชมเธออีก เฟิงหงเซี่ยไม่เข้าใจจริง ๆ
การถูกกล่าวหาว่าลอกเลียนแบบทำให้ลี่หรงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น และเริ่มสมัครสมาชิกนิตยสารแฟชั่นนานาชาติที่เกี่ยวข้อง
ตอนนี้เป็นเดือนสิงหาคม เดือนกันยายนและตุลาคมกำลังจะมาถึง คือช่วงสัปดาห์แฟชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่มิลาน
ฝูหรงเพิ่งเริ่มทำการประชาสัมพันธ์ จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับเชิญ แต่ลี่หรงเชื่อว่าสักวันหนึ่งเธอจะพาฝูหรงขึ้นสู่สัปดาห์แฟชั่นอย่างแน่นอน!
ลี่หรงวางแผนหาพรีเซนเตอร์ให้กับฝูหรง มีผู้สมัครสองคน คือซ่างกวนเจียซินและติงหลาน
ลี่หรงชอบติงหลานมาก แต่อีกฝ่ายเป็นพรีเซนเตอร์ของลวี่สุ่ยแล้ว
แม้ว่าติงหลานจะไม่ได้เซ็นสัญญาแบบผูกขาดกับลวี่สุ่ย และยังสามารถเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์อื่นได้ แต่ลี่หรงก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนซ่างกวนเจียซิน อีกฝ่ายหน้าตาสะสวยและมีชื่อเสียง หลังจากพบปะกันหลายครั้ง ความประทับใจของลี่หรงที่มีต่อเธอก็พูดได้ว่าไม่เลวเลย แต่ถ้าเป็นนักแสดงคนอื่น ลี่หรงคงไม่มีตัวเลือกที่ชอบเป็นพิเศษในตอนนี้
เธอดูละครโทรทัศน์มาหลายเรื่อง แต่ยังไม่พบนักแสดงที่เหมาะสม นักแสดงส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นสายฝีมือ ไม่เหมือนกับยุคหลังที่มีแต่คนหน้าตาดี
ลี่หรงหวังว่าจะสามารถหาคนที่คล้ายกับติงหลานได้ แต่ก็ยังไม่พบคนที่เหมาะสมเสียที เธอจึงตัดสินใจวางเรื่องนี้ไว้ก่อน
สำหรับนางแบบ ลี่หรงกำลังคิดว่าควรจะฝึกนางแบบประจำของฝูหรงสักหนึ่งหรือสองคนหรือไม่ เพื่อที่ในอนาคตจะไม่ต้องหาคนไปทั่วเวลาถ่ายโปสเตอร์
นางแบบสำหรับแฟชั่นโชว์ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาหญิงจากภาควิชาออกแบบที่อาน่าช่วยหามา พวกเธอในอนาคตคงจะเป็นนักออกแบบ การให้พวกเธอมาเป็นนางแบบหนึ่งหรือสองครั้งก็ยังดี ถือว่าเป็นงานพิเศษ แต่ถ้าเป็นประจำพวกเธออาจจะไม่ยินดี
ขณะนั้นลี่หรงนึกถึงภาพของสองคนขึ้นมาในหัวทันที ว่านซูและเชอเสี่ยวตง สองคนนั้นเคยบอกว่าอยากร่วมงานกับลี่หรงอีก
ตอนแฟชั่นโชว์ทั้งสองก็มา แต่หลี่เสี่ยวอ้ายไม่ได้ขึ้นเวทีเพราะแฟชั่นโชว์ต้องเดินแบบ ส่วนว่านซูและคนอื่น ๆ ต่างอดทนฝึกอย่างหนักเกือบหนึ่งเดือน
แต่ท้ายที่สุด พวกเธอก็ยังเป็นนักศึกษา ลี่หรงไม่รู้ว่าพวกเธอจะยินดีรับงานนี้หรือไม่ โอกาสของสองคนนี้มีมากกว่านักศึกษาภาควิชาออกแบบของมหาวิทยาลัยชิงหัวมาก ลี่หรงไม่อยากเดาไปเดามา จึงถามพวกเธอโดยตรง
เมื่อลี่หรงบอกจุดประสงค์ของเธอ ว่านซูเลยถามว่า “ยังคิดค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงเหมือนเดิมไหมคะ?”
“อืม…” ลี่หรงคิดสักครู่แล้วยิ้ม “ประมาณนั้นค่ะ แต่จะได้มากกว่านั้น ถ้าคุณเป็นนางแบบประจำของฝูหรง คุณก็จะเป็นพนักงานของฝูหรง ฉันสามารถจ่ายเงินเดือนพื้นฐานให้พวกคุณได้ นอกจากจะคิดเงินเป็นรายชั่วโมงตอนถ่ายรูปแล้ว ถ้าเดือนไหนไม่มีงานถ่ายเลย ฉันก็จะให้เงินเดือนพื้นฐานสิบห้าหยวน”
เชอเสี่ยวตงตกใจ “ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้ตั้งสิบห้าหยวนเหรอคะ?”
ต้องรู้ว่าคนงานบางคนทำงานหนักทั้งเดือนอาจจะได้เงินแค่สามสิบกว่าหยวนด้วยซ้ำ! แต่นี่พวกเธอไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้สิบห้าหยวนแล้ว!
เงินนี้สามารถซื้อเสื้อผ้าหรือครีมทาหน้าได้เลยนะ…
ลี่หรงพยักหน้า “แต่ฉันมีเงื่อนไขค่ะ ฝูหรงจะทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการฝึกฝนให้พวกคุณเป็นนางแบบเสื้อผ้าที่มืออาชีพมากขึ้น ข้อเรียกร้องเดียวคือ พวกคุณห้ามไปรับงานของคนอื่นโดยพลการ”
เชอเสี่ยวตงรู้สึกว่าคนแบบลี่หรงที่หาคนมาเป็นนางแบบใส่เสื้อผ้าถ่ายรูปแล้วให้เงินมากมายแบบนี้ ก็เหมือนพระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิด
พูดให้แรงหน่อยก็คือคนโง่! เชอเสี่ยวตงไม่เชื่อว่าคงจะมีคนโง่คนอื่นโผล่มาอีกแล้ว!
ดังนั้นเธอจึงรู้สึกว่าความกังวลของลี่หรงนั้นไม่จำเป็นเลย “คุณลี่ คุณคิดมากไปแล้วค่ะ มีแต่คุณเท่านั้นที่เห็นคุณค่าพวกเรา ข้างนอกจะมีใครเสียเวลาจ้างพวกเราอีกคะ?”
ว่านซูเห็นด้วยกับเชอเสี่ยวตง “พวกเราเป็นแค่นักศึกษาธรรมดา ถ้าไม่ใช่เพราะฝูหรงให้โอกาสพวกเรา พวกเราจะได้ทำงานแบบนี้หาเงินได้ที่ไหนกันคะ?”
ลี่หรงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ตอนนี้ไม่มีใครมาหาพวกเธอ แต่เมื่อลี่หรงฝึกอบรมพวกเธอเสร็จ และพวกเธอกลายเป็นนางแบบมืออาชีพแล้ว แม้จะไม่มีสตูดิโอเสื้อผ้ามาหา แต่บริษัทที่มีหัวทางธุรกิจก็คงจะยื่นมือเข้ามาใช่ไหม?
ว่านซูเป็นสาวสวย ถ้าถึงเวลานั้นมีคนมาดึงตัวไป ลี่หรงจะไปร้องไห้ที่ไหนได้?
ลี่หรงเห็นว่าพวกเธอเต็มใจที่จะเป็นนางประจำ จึงหยิบสัญญาที่เธอเตรียมไว้ออกมา
ว่านซูและคนอื่น ๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเซ็นสัญญาแบบนี้มาก่อน จึงลังเลไม่กล้าเซ็น
หลี่เสี่ยวอ้ายให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ “อยากเซ็นก็เซ็นเถอะ พี่ลี่หรงจะไม่หลอกพวกเธอหรอก ทุกคนที่ทำงานที่ฝูหรงต้องเซ็นสัญญากันทั้งนั้น ที่ก่อนหน้านี้ไม่ให้พวกเธอเซ็นเพราะเป็นแค่งานชั่วคราว พี่ลี่หรงเคยบอกพวกเราว่า สัญญานอกจากจะรับประกันผลประโยชน์ของฝูหรงแล้ว ยังคุ้มครองพวกเราที่เป็นแรงงานด้วย”
เชอเสี่ยวตงถามหลี่เสี่ยวอ้ายเบา ๆ “เธอเซ็นแล้วเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้าย “ฉันเคยเซ็น แต่ตอนนี้สัญญาหมดอายุแล้ว ตอนนี้ฉันเป็นพนักงานชั่วคราว ไม่ได้อยู่ที่ฝูหรงประจำ เลยยังไม่ได้เซ็นใหม่น่ะ”