ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 429 โบตั๋น
บทที่ 429 โบตั๋น
ลี่หรงหรี่ตามองด้วยความระแวง โชคดีที่จ้าวชิงซงไม่ได้มีท่าทีสนิทสนมเกินเหตุ แม้แต่ตอนที่ผู้หญิงคนนั้นจงใจเข้ามาใกล้ เขายังถอยหลังไปก้าวหนึ่งทันที
ลี่หรงตั้งใจจะรออีกสักพัก แต่ไม่คาดคิดว่าจ้าวชิงซงจะเห็นรถเสียก่อน อีกทั้งจ้าวซีก็เห็นจ้าวชิงซงแล้ว จึงโบกมือเรียกพ่อ
จ้าวชิงซงเดินมาเปิดประตูรถ เขายิ้มแล้วพูดว่า “เด็กดี พวกคุณรอนานไหมครับ?”
ลี่หรงมองจ้าวชิงซงด้วยสายตาล้อเลียนโดยไม่พูดอะไร อันอันก็นั่งนิ่งเช่นกัน จ้าวชิงซงสังเกตเห็นความผิดปกติอย่างว่องไว จึงเอามือลูบท้ายทอยตัวเองโดยไม่รู้ตัว แล้วถามว่า “ทำไมถึงมองผมแบบนี้ล่ะครับ?”
อันอันพูดขึ้นว่า “คุณป้าประหลาด ๆ คนนั้นน่ะครับ…”
ผู้หญิงคนนั้นยืนห่างออกไปประมาณสองเมตร แต่สายตากลับชำเลืองมองทางนี้ตลอดเวลา
เธอไม่เห็นลี่หรงจึงไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่สงสัยว่ารองผู้จัดการโรงงานคนนี้มีลูกด้วยเหรอ?
เมื่อเห็นอันอันมอง หญิงคนนั้นก็ยิ้มอย่างเป็นมิตร แต่อันอันกลับทำหน้าล้อเลียนใส่เธอ ทำให้รอยยิ้มของหญิงคนนั้นแข็งค้างทันที
จ้าวชิงซงบอกว่า “นั่นเป็นคนงานแผนกบรรจุภัณฑ์ของโรงงานน่ะครับ”
ลี่หรงไม่พูดอะไร จ้าวชิงซงคิดครู่หนึ่งแล้วเดินอ้อมไปนั่งที่เบาะคนขับ “คืนนี้เรากินข้าวข้างนอกกันนะครับ คุณจะได้ไม่ต้องกลับไปทำอาหาร” เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง จ้าวชิงซงจึงเปลี่ยนคำถาม “อันอัน ตอนเย็นอยากกินอะไร?”
อันอันบอกว่าอยากกินเนื้อตุ๋นน้ำแดงที่ลี่หรงทำ จ้าวชิงซงจึงพูดว่า “แม่ของลูกทำอหารเหนื่อยมาก แถมยังต้องทำงานอีก ไปกินข้าวเย็นข้างนอกกันเถอะ ถ้าอยากกินเนื้อตุ๋นน้ำแดงก็รอให้ย่าหายป่วยก่อนนะ อ้อ! แล้วคุณแม่เป็นยังไงบ้างครับ?”
ประโยคหลังนั้นแน่นอนว่าถามลี่หรง เมื่อถูกถามเช่นนี้ ลี่หรงไม่อาจทำเป็นไม่ได้ยิน เธอจึงตอบว่า “ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วค่ะ ส่วนใหญ่เป็นเพราะคุณแม่ยังไม่อยากออกมาเอง”
คุณแม่จ้าวติดโรคระบาดชนิดหนึ่ง อยู่โรงพยาบาลสองสามวันแล้วกลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ยังแยกตัวอยู่ห่างจากลี่หรงและคนอื่น ๆ โดยมีคุณพ่อจ้าวคอยดูแล
ลี่หรงเพียงแค่ต้องทำอาหารให้ตัวเอง ตอนไปซื้อของก็ซื้อเผื่อคุณแม่จ้าวและคนอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งยังต้องดูแลจ้าวซี และไปรับอันอันกลับจากโรงเรียนเอง
เธอเคยคิดจะให้คุณแม่ลี่ช่วยดูแลสักพัก เพราะคุณแม่ลี่ดูแลเจียรั่วอยู่แล้ว หากดูแลเพิ่มอีกคนคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ลี่หรงคิดดูแล้วว่าตั้งแต่จ้าวซีเกิดมาจนถึงตอนนี้ เธอมีเวลาอยู่กับลูกน้อยเหลือเกิน เลยตัดสินใจพาลูกไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด…
พอลี่หรงมีงานที่ต้องทำมากขึ้น นักข่าวจึงหาเวลาสัมภาษณ์เธอไม่ได้ เมื่อเห็นว่าอีกยี่สิบกว่าวันจะถึงงานแฟชั่นโชว์แล้ว นักข่าวบางคนจึงมาดักรออยู่ที่ฝูหรงเลย
ลี่หรงเพิ่งส่งอันอันเสร็จเลยพาลูกสาวมาที่ฝูหรง เธอจูงมือลูกน้อยแล้วกำลังจะเดินเข้าไป จู่ ๆ ก็มีนักข่าวสองสามคนกระโดดออกมาจากที่ซ่อนข้าง ๆ ทำเอาลี่หรงตกใจ ส่วนจ้าวซีก็ตกใจกับลุงแปลกหน้าที่ปรากฏตัวขึ้นมาทันที จึงร้องเรียกแม่ด้วยความกลัว
ลี่หรงอุ้มจ้าวซี ใช้มือประคองศีรษะของจ้าวซีให้พิงไหล่ของตัวเอง แล้วถามด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “พวกคุณเป็นใครคะ?”
พวกนักข่าวตระหนักว่าการกระทำของตนแปลกประหลาดเกินไปจนทำให้คนตกใจ เขายิ้มแหย ๆ พลางกล่าวว่า “ขอโทษครับคุณลี่ พวกเราเป็นนักข่าวจากสำนักข่าวหรงหัว อยากจะ…”
ลี่หรงไม่คิดว่าการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการและการบุกเข้ามาแบบนี้ของนักข่าวจะเป็นเรื่องดี อีกทั้งจ้าวซียังตกใจกลัวอยู่ ลี่หรงจึงอุ้มลูกน้อยเข้าไปในสตูดิโออย่างรวดเร็ว
ก่อนจะเดินเข้าไป ลี่หรงยังตัดความหวังในการสัมภาษณ์ของพวกเขาอีกด้วย “ขอโทษนะคะ ตอนนี้ฝูหรงกำลังยุ่งมาก และไม่สะดวกที่จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับแฟชั่นโชว์ค่ะ… เชิญคุณกลับไปก่อนนะคะ”
พวกเขาไม่กล้าขัดขวาง ทำได้แต่มองดูลี่หรงเดินเข้าไปอย่างเสียดาย
เมื่อกลับมาที่สตูดิโอ ลี่หรงยังเล่าเรื่องนี้ให้เฉาเหลียงอวี้และคนอื่น ๆ ฟัง “ไม่คิดว่าฉันจะมีวันที่ถูกดักรอหน้าประตูเหมือนดาราแบบนี้ด้วย…”
เฉาเหลียงอวี้เล่นกับจ้าวซี พลางพูดขึ้นว่า “รอให้ฝูหรงใหญ่โตขึ้น คงเกิดเรื่องแบบนี้บ่อย ๆ พวกเราไม่ได้ด้อยไปกว่าดาราหรอกค่ะ แม้แต่ดาราก็อาจจะไม่เก่งเท่าพวกเราด้วยซ้ำ”
“ก็จริงนะ” ลี่หรงพึมพำ
เฉาเหลียงอวี้เตรียมแฟชั่นโชว์กับสวีเหมียน แต่รายชื่อแขกที่เชิญ ลี่หรงเป็นคนกำหนดทั้งหมด เฉาเหลียงอวี้จึงมาหาเธอเพื่อยืนยันรายชื่อ “ฉันเห็นในรายชื่อไม่มีการเชิญดารา เลยจะมาถามว่าครั้งนี้เราไม่เชิญดาราแล้วเหรอคะ? หรือว่าพี่จะเชิญแยกต่างหาก?”
“พวกเราจะไม่เชิญดาราแล้วล่ะ ครั้งนี้พวกเราจะไม่ทำเหมือนเดิม” รายชื่อแขกมีกว่าร้อยคน แต่ลี่หรงไม่ได้เชิญนักข่าวเลยสักคน เพียงแต่ตกลงกับสถานีโทรทัศน์กลางเท่านั้น
การแสดงแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นก็สร้างความคาดหวังให้กับผู้คน จนถึงตอนนี้ยังคงรักษาความลึกลับเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
ลี่หรงต้องการทำให้ฝูหรงเติบโตและมีชื่อเสียง แต่ปีที่แล้วเธอใช้เงินไปไม่น้อยกับฝูหรง เธอจึงนึกถึงจุดประสงค์แรกเริ่มของตัวเองคือการทำเงินก้อนใหญ่!
การจะสร้างแบรนด์ใหญ่ออกไปต่างประเทศและเข้าร่วมสัปดาห์แฟชั่นนานาชาติเป็นเรื่องในอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลี่หรงตอนนี้คือการทำเงินให้ได้ การทำธุรกิจต้องลองผิดลองถูก ถ้าเดินผิดทางก็ต้องเดินกลับมาใหม่
นี่คือเหตุผลหลักที่ลี่หรงไม่หาช่องทางการตลาดต่อ อีกเหตุผลหนึ่งคือเธอได้ร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์กลางแล้ว
หลังจากที่ลี่หรงและสวีเหมียนตกลงเรื่องแฟชั่นโชว์ทั้งหมดเสร็จไม่นาน ทางไห่ซื่อก็ประกาศจัดแฟชั่นโชว์ของสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าแบรนด์ในประเทศเช่นกัน ข่าวที่ครอบคลุมทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร ทำให้ลี่หรงรู้ข่าวสารได้โดยปริยาย
ชื่อสตูดิโอของคู่แข่งก็น่าสนใจทีเดียว
สตูดิโอโบตั๋นมีจุดเด่นคล้ายกับฝูหรง เน้นการตัดเย็บเสื้อผ้าตามสั่งสำหรับลูกค้าส่วนตัว แถมราคาก็ไม่ได้ถูกไปกว่ากัน
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เวทีแฟชั่นโชว์ของโบตั๋นเหมือนกับเวทีของฝูหรงเมื่อปีที่แล้วเกือบทุกอย่าง
ถ้าเป็นในยุคหลังทุกคนก็ทำแบบนี้กัน คงไม่มีใครคิดอะไรมาก แต่ในช่วงเวลานี้ยังไม่มีคนที่ทำอะไรแบบนี้มากนัก
ฝูหรงเป็นคนแรกที่ทำ โบตั๋นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำมาเปรียบเทียบ ทั้งยังมีนักข่าวสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งโบตั๋นว่า “เวทีของโบตั๋นเหมือนกับของฝูหรงมาก พวกคุณตั้งใจเลียนแบบหรือเปล่า?”
ผู้ก่อตั้งโบตั๋นตอบว่า “แน่นอนว่าไม่ใช่ เพราะการใช้ดอกไม้สดตกแต่งรันเวย์ในต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติมาก และอีกอย่าง พวกเราโบตั๋นเป็นราชาแห่งดอกไม้ ส่วนดอกไม้อื่น ๆ เกิดมาเพื่อเป็นฉากหลังให้พวกเราอยู่แล้ว”
คำพูดนี้ไม่รู้ว่าหมายถึงดอกไม้สดบนเวทีที่เป็นฉากหลังให้โบตั๋น หรือว่าฝูหรงที่เป็นดอกไม้ฉากหลังให้โบตั๋นกันแน่!
ลี่หรงอ่านบทสัมภาษณ์จบ เมื่อได้ยินประโยคนี้เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะ พลันรู้สึกถึงความเป็นศัตรูที่มุ่งเป้ามาที่เธอโดยเฉพาะ
แต่ลี่หรงไม่รู้จักกับผู้ก่อตั้งสตูดิโอโบตั๋นเลย ลี่หรงจึงคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะมีจิตใจแบบคู่แข่ง ประมาณว่าไม่มีใครดีเท่าบ้านของตัวเองหรอก
ลี่หรงสั่งซื้อนิตยสารและหนังสือพิมพ์ เพื่อดูคอลเลกชันเสื้อผ้าของสตูดิโอโบตั๋น หากพูดอย่างยุติธรรมแล้ว การออกแบบของอีกฝ่ายถือว่าไม่เลวเลย อย่างน้อยก็ไม่มีชิ้นไหนที่คล้ายกับของฝูหรง
ไม่แปลกที่ผู้ก่อตั้งคนนั้นจะหยิ่งผยอง และดูถูกคนอื่นแบบนี้
แม้ว่าฝูหรงจะเป็นสตูดิโอแห่งแรกในประเทศที่จัดแฟชั่นโชว์ ผู้ก่อตั้งโบตั๋นก็ยังไม่คิดว่าลี่หรงเก่งกาจ เมื่อให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว ผู้ก่อตั้งคนนั้นถึงกับพูดว่า “เราเพียงจัดแฟชั่นโชว์ช้ากว่าปีเดียว แต่ที่จริงแล้วสตูดิโอของเรามีประวัติยาวนานมาถึงเจ็ดแปดปี นับตั้งแต่เป็นร้านตัดเสื้อเล็ก ๆ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเร็วกว่าพวกเขามาก พวกเขาเพียงแค่เก่งเรื่องการตลาดเท่านั้น อีกไม่กี่วันพวกเขาจะมีแฟชั่นโชว์แล้ว ฉันขอเชิญชวนให้ทุกคนใช้สายตาอันแจ่มชัดของพวกคุณ ชื่นชมความแตกต่างระหว่างพวกเขากับเราแล้วกัน”
…………………………………………………………………………………………………………………
M7K44UGY