ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 428 การกลับมา
บทที่ 428 การกลับมา
ลี่หรงเคยคิดว่าในอนาคตฝูหรงอาจจะรับตัดเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย แต่สำหรับแฟชั่นโชว์ในตอนนี้ เธอยังคงเน้นไปทางการทำเสื้อผ้าผู้หญิงมากกว่า
ลี่หรงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วถามว่า “คุณออกแบบเสร็จแล้วเหรอ?”
หากสวีเหมียนออกแบบเสร็จแล้ว ลี่หรงคิดว่าอาจจะให้โอกาสดูสักหน่อย แต่ถ้ายังไม่เสร็จ เธอยังอยากบอกเขาว่ายังไม่ต้องทำหรอก
สวีเหมียนตอบ “ยังไม่ได้ทำครับ แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมรู้สึกว่าเสื้อผ้าผู้ชายคงจะดูแปลกแยกบนเวทีแฟชั่นโชว์ของฝูหรงไปสักหน่อย”
ไม่ว่าสวีเหมียนจะทำหรือไม่ แต่เมื่อเขาบอกว่าไม่ได้ทำก็แปลว่าเขาไม่ได้ทำจริง ๆ
ลี่หรงจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “อ้อ! มีเรื่องหนึ่ง ถ้าคุณไม่มาหาฉัน ฉันก็ตั้งใจจะเรียกคุณมาเหมือนกัน สำหรับแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ ฉันตั้งใจจะมอบหมายให้คุณกับเฉาเหลียงอวี้เป็นคนรับผิดชอบนะคะ”
“อะไรนะครับ?” สวีเหมียนประหลาดใจ “คุณเชื่อใจพวกเราขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“แน่นอนสิ ปีที่แล้วฉันไม่ได้พาคุณมาด้วยเหรอ? คราวนี้ต้องรบกวนพวกคุณทำงานหนักแล้ว เหมือนกับที่ฉันพาคุณไปสังเกตการณ์เมื่อปีที่แล้วนั่นแหละ”
สวีเหมียนตอบรับ เขาไม่ใช่คนที่จะถ่อมตัวปฏิเสธ และไม่คิดว่าตัวเองจะทำงานพวกนี้ไม่ได้ อาจเป็นเพราะเคยอยู่ต่างประเทศมาก่อน สวีเหมียนจึงค่อนข้างมั่นใจ เมื่อลี่หรงกล้ามอบหมายงานให้เขารับผิดชอบ เขาก็กล้ารับมาเช่นกัน
อีกอย่าง เฉาเหลียงอวี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขา เธอไม่ใช่คนน่ารำคาญแบบหวังอ้ายเจิน สวีเหมียนคิดว่าการพาเฉาเหลียงอวี้ไปด้วยน่าจะไม่มีปัญหาอะไร
ที่ลี่หรงมอบหมายงานให้สวีเหมียนยังมีเหตุผลแฝงอีกอย่าง คือเธอต้องการทดสอบสวีเหมียน
สวีเหมียนดูเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ลี่หรงพบว่าเขามีจิตใจที่เข้มแข็งและอดทน แต่บางสิ่งต้องดูผ่านการทำงานจึงจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของคนคนนั้น อีกอย่าง งานแฟชั่นโชว์มีรายละเอียดมากมาย แม้แต่ความผิดพลาดเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมได้
ปีที่แล้วเพราะสวีเหมียนเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศและมีประสบการณ์ด้านแฟชั่นโชว์ ลี่หรงจึงแบ่งงานบางส่วนให้เขาทำ โดยให้เขาและอาน่าช่วยกันจัดการเรื่องโชว์
ตอนนี้ลี่หรงตั้งใจจะปล่อยมือ แล้วคอยดูอยู่ข้าง ๆ ว่าสวีเหมียนจะทำได้ดีหรือไม่ รวมถึงการนำทีมและการสอนเฉาเหลียงอวี้ด้วย ส่วนลี่หรงจะเน้นดูแลด้านการออกแบบเป็นหลัก ทุกชิ้นงานของฝูหรง ลี่หรงจะต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่สามารถประนีประนอมกับข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว
หลังจากปล่อยโปสเตอร์ในเดือนมีนาคมที่ว่านซูและคนอื่น ๆ ถ่ายไปแล้ว ฝูหรงก็ไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะอีกเลย
การแสดงแฟชั่นโชว์ครั้งแรก ลี่หรงได้ทำการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าหลายครั้ง และจ่ายค่าตอบแทนให้นักข่าวไปไม่น้อย แต่ครั้งนี้ลี่หรงกลับไม่ได้ติดต่อใครเลย เหมือนกับว่าเธอกำลังจัดแฟชั่นโชว์อย่างเงียบ ๆ
บนโปสเตอร์เขียนว่าแฟชั่นโชว์เดือนสิงหาคม พอถึงเดือนพฤษภาคม พวกนักข่าวที่รอลี่หรงมาจ่ายค่าตอบแทนต่างตั้งตารออยู่ โดยเฉพาะนักข่าวแฟชั่นปีที่แล้ว พวกเขาทำเงินได้ไม่น้อยจากข่าวของฝูหรง แถมตอนนั้นฝูหรงยังมีข่าวเรื่องลอกเลียนแบบด้วย นับ ๆ ดูแล้ว ฝูหรงถือว่าอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์มาเกือบครึ่งปีทีเดียว
คิดว่ามันจะเป็นกระแสไหมล่ะ?
พอถึงเดือนกรกฎาคม ฝูหรงก็ยังคงเงียบอยู่
ถ้าลี่หรงไปหาคนเพื่อประชาสัมพันธ์เอง เธอจำต้องจ่ายค่าตอบแทน ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีใครเขียนบทความชมเชยหรือประชาสัมพันธ์ให้เธอ แต่มาถึงตอนนี้ ฝูหรงคงเตรียมพร้อมหมดแล้ว แต่กลับไม่มีข่าวคราวอะไรเลย
ค่าตอบแทนยังไม่มา แต่พวกนักข่าวกลับนั่งไม่ติดเสียก่อน
ไม่รู้ว่าใครปล่อยข่าวลือออกมาว่า นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์กลางได้สัมภาษณ์ฝูหรงไปแล้ว เธอไม่สนใจพวกหนังสือพิมพ์เล็ก ๆ พวกนี้อีกต่อไป
จะชอบหรือไม่ชอบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พวกนักข่าวที่ไม่มีข่าวให้ลงจึงเริ่มร้อนใจ แม้แต่สถานีโทรทัศน์กลางยังมาสัมภาษณ์ ถ้าพวกเขาไม่ริเริ่มอะไรเสียที สุดท้ายคงจะไม่ได้อะไรเลย
นักข่าวหลายคนวิ่งไปฝูหรงเพื่อตามหาลี่หรง แต่ลี่หรงไม่อยู่ที่สตูดิโอ เพราะยุ่งอยู่กับการหาผ้า ส่วนคุณแม่จ้าวก็ป่วย เธอกลัวจะแพร่เชื้อให้เด็กสองคน เลยไม่ได้นั่งกินข้าวด้วยกัน
ฝูหรงมีคนทำอาหารอยู่ แต่ลี่หรงไม่อยากห่อกลับบ้านจึงขุดฝีมือการทำอาหารที่เกือบจะขึ้นสนิมของตัวเองมาทำอาหารที่บ้านทุกมื้อ
ลี่หรงขับรถพาจ้าวซีไปรอรับอันอันที่โรงเรียนด้วย เธอยืนอุ้มจ้าวซีรออยู่หน้าประตูโรงเรียนประถม จ้าวซีจำไม่ได้ว่า ตอนออกจากบ้านบอกว่ามารับพี่ชาย พอมาถึงที่นี่เจ้าของเสียงเล็ก ๆ จึงถามขึ้นว่า “แม่จ๋า พวกเรามาที่นี่ทำไมเหรอ?”
“มารับพี่ชายไงจ๊ะ” ลี่หรงรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจำไม่ได้แล้ว เธอจึงยิ้มและพูดซ้ำอีกครั้ง
จ้าวซีน้อยพยักหน้าหงึกหงัก พอถึงเวลาเลิกเรียน ประตูใหญ่ของโรงเรียนก็เปิดออก ไม่นานนักเด็กตัวเล็ก ๆ ก็เดินออกมาจากข้างในเป็นแถว
หลังจากรออีกสองนาที ลี่หรงก็เห็นลูกชายของเธอแต่ไกล ในตอนนั้นจ้าวซียืนเขย่งเท้าและกระโดดสองครั้ง “พี่ชาย พี่ชาย… พี่ชาย!”
เสียงน่ารักของจ้าวซีดังกังวาน เด็กตัวเล็ก ๆ ดูโดดเด่นท่ามกลางเสียงอึกทึก หลายคนจึงหันไปมองทางนั้น
อันอันเห็นแม่และน้องสาว เขาจึงโบกมือลาคนข้าง ๆ พลันดึงสายกระเป๋านิดหน่อย แล้ววิ่งไปหาลี่หรงและเจ้าตัวเล็ก
ด้านหลังของอันอันยังมีเสี่ยวเป่าตามมาด้วย
หลังจากเสี่ยวเป่าและอันอันจบอนุบาลด้วยกัน หรานชิงชิงยังอยากให้พวกเขาเรียนโรงเรียนประถมเดียวกัน จึงส่งพวกเขามาที่นี่
เสี่ยวเป่าเคยเห็นจ้าวซีแค่ตอนออกเดือน หลังจากนั้นก็แทบไม่ได้เจอกันอีก เขาวิ่งตามหลังอันอันมาแล้วถามว่า “นี่เป็นน้องสาวของนายเหรอ?”
อันอันพยักหน้า ความจริงเสี่ยวเป่าลืมไปแล้วว่าเขาเคยเจอจ้าวซี
เสี่ยวเป่ายิ้มแย้ม ยื่นมือออกไปจะลูบหน้าจ้าวซี “น่ารักจัง เหมือนตุ๊กตาเลย”
อันอันตีมือเขาออก “ในมือมีเชื้อโรค นายไม่ควรแตะหน้าคนอื่นส่งเดชนะ”
เสี่ยวเป่าเบะปาก “ฉันเพิ่งเข้าห้องน้ำและล้างมือมาแล้ว”
อันอันนึกถึงว่าเขาเพิ่งเข้าห้องน้ำมา ในใจพลันรู้สึกว่ามันสกปรกยิ่งกว่าเดิมอีก เด็กชายพลันขมวดคิ้วมุ่น
ลี่หรงมองอันอันที่ทำหน้าเคร่งเครียด แล้วพูดขึ้นว่า “อันอัน ทำแบบนี้ไม่ดีนะจ๊ะ”
เธอหมายถึงเรื่องที่อันอันตีมือคนอื่น
อันอันพยักหน้า “ครับ…”
เขาอุ้มจ้าวซี พลางพูดว่า “แม่ครับ พวกเรากลับกันเถอะ”
“แล้วใครมารับเสี่ยวเป่าละลูก?”
“คุณลุงขับรถครับ” เสี่ยวเป่าชี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง ที่มีชายวัยกลางคนยืนอยู่ข้าง ๆ รถคันหนึ่ง เขามองมาทางนี้ตลอด คาดว่าคงจับตาดูเสี่ยวเป่าอยู่
หลังจากมีลูกคนที่สอง หรานชิงชิงแทบไม่ได้มารับเสี่ยวเป่าแล้ว ถ้ามาก็จะพาลูกคนที่สองมาด้วย
วันนี้เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้มา ลี่หรงจึงตบไหล่เสี่ยวเป่าเบา ๆ “ไปเถอะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะจ๊ะ”
อันอันขึ้นรถและนั่งเบาะหลังกับเสี่ยวจ้าวซี ก่อนจะถามลี่หรงก่อนว่า “คุณย่ายังไม่หายดีเหรอครับ?”
“ยังจ้ะ รอให้หายดีก่อนแล้วค่อยให้คุณย่ามารับลูกนะ”
“แล้วตอนนี้เราจะไปไหนกันครับ?”
“ไปรับคุณพ่อของลูกจ้ะ” ผ่านโรงเรียนไปได้ระยะหนึ่งก็ถึงโรงงานน้ำยาล้างจานที่จ้าวชิงซงทำงานอยู่ ปกติเวลาลี่หรงมารับอันอัน เธอจะแวะไปรับจ้าวชิงซงกลับบ้านด้วยกัน
เมื่อมาถึงโรงงานน้ำยาล้างจาน ลี่หรงไม่ได้ลงจากรถ แต่จอดรถริมถนนเพื่อรอจ้าวชิงซง ยังเหลือเวลาอีกสิบกว่านาทีกว่าจะถึงเวลานัด ลี่หรงเลยย้ายไปนั่งเบาะหลังเล่นกับเด็ก ๆ ทั้งสอง
ผ่านไปสักพัก จู่ ๆ อันอันก็มองออกไปนอกรถแล้วพูดว่า “แม่ครับ นั่นคุณพ่อใช่ไหม? มีป้าแปลก ๆ คนหนึ่งด้วยครับ”
ลี่หรงเห็นจ้าวชิงซงเดินออกมากับผู้หญิงคนหนึ่ง อีกฝ่ายทาลิปสติกสีสดใส เงยหน้ามองจ้าวชิงซงเป็นระยะ พลางยิ้มอย่างเขินอาย