ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 435 ความคิด
บทที่ 435 ความคิด
ลี่หรงพาหลี่เสี่ยวอ้ายไปพักอยู่ที่เมืองหูโจวเจ็ดแปดวัน พอเซ็นสัญญาเรื่องผ้าเสร็จแล้วจึงออกเดินทางกลับเมืองหลวง
ตอนนี้ต้าหนิวเรียนจบแล้ว มีรัฐบาลจัดสรรงานให้ แต่เขาอยากไปเป็นทหาร เรื่องนี้เขาต้องถามจ้าวชิงซงก่อน เพราะคิดว่าอีกฝ่ายเคยเป็นทหาร น่าจะให้คำปรึกษาได้
จ้าวชิงซงจึงถามเขาว่าอยากไปเป็นทหารเพื่ออะไร?
จ้าวชิงซงเคยเป็นทหารมาก่อน เขาจึงมีจิตวิญญาณของทหาร อีกทั้งเคยผ่านความทุกข์ยากของสงคราม บาดแผลที่เท้าจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต แต่ถ้าถามเขาว่าเสียใจไหม?
เขาไม่เสียใจเลย
อีกอย่างตอนนั้นเขาเป็นทหารเพื่อลดภาระของครอบครัว เพราะตอนนั้นตระกูลจ้าวยากจนมาก ซึ่งวิธีการผลิตกองพลคือ หาแรงงานหนุ่มให้มากขึ้น แต่ตลอดทั้งปีแทบไม่มีมื้อไหนได้กินอิ่มท้อง
การเป็นทหารมีเงินเดือนหลายสิบหยวน หากอยู่นาน ๆ ไปเงินเดือนจะขึ้นเป็นร้อยกว่าหยวนก็ไม่แปลก ในเมื่อตอนนั้นพี่ชายของเขาแต่งงานแล้ว จ้าวชิงซงเลยอาสาไปเป็นทหารเอง ต่อมาเขาได้รับบาดเจ็บจึงต้องปลดประจำการ
ปัจจุบันประเทศสงบสุขขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัว ตระกูลจ้าวเลยไม่ขัดสนเงินทอง อีกทั้งจ้าวชิงหยางยังปลูกลูกแพร์และเหอซิ่งก็เปิดร้านอาหารเล็ก ๆ หนึ่งปีอย่างน้อยยังมีรายได้เกือบสองหมื่นหยวน
จ้าวชิงซงจึงบอกอีกฝ่ายว่า ถ้าเขาไม่มีอุดมการณ์อะไรที่ยิ่งใหญ่ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเป็นทหารเลย เพราะอย่างไร พวกเขาก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทองใช่ไหมล่ะ?
เมื่อจ้าวชิงซงพูดเช่นนั้น ต้าหนิวตอบโดยไม่ทันคิดว่า “แต่อาก็เคยเป็นทหารนี่ครับ…”
จ้าวชิงซงเลิกคิ้ว “นายคิดจะเป็นทหารเพราะอาเคยเป็นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นหรอก”
“ไม่ใช่ครับ…” ต้าหนิวพูดไม่ออก ตั้งแต่เด็กเขายึดจ้าวชิงซงเป็นแบบอย่าง พอเห็นอารองของเขาไปเป็นทหารแล้วก็ดูเท่มาก!
สิ่งที่เขาอยากทำมากที่สุดตอนเด็กคือ การเป็นทหารเหมือนจ้าวชิงซง!
หากไม่ใช่เพราะลี่หรงช่วยแนะนำในตอนนั้น ต้าหนิวคงไม่รู้ว่าตัวเองจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่
ความจริงแล้ว แม้จะเรียนจบมหาวิทยาลัยและมีงานรองรับ แต่เขายังคงสับสน
จ้าวชิงซงเห็นเขาพูดไม่ออก จึงถามขึ้นมาว่า “แล้วตอนนี้อาไม่ได้ทำธุรกิจหรอกเหรอ? นายอยากทำบ้างไหมล่ะ?”
ดวงตาของต้าหนิวเป็นประกาย “ได้เหรอครับ?”
“ได้บ้าอะไร!” จ้าวชิงซงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “ตอนนี้การทำธุรกิจอาจจะทำเงินได้ แต่ครอบครัวเราไม่เคยมีคนทำงานในระบบราชการเลย นายมีความเชี่ยวชาญพิเศษ เป็นคนที่มีความสามารถ อนาคตต้องไปได้ไกลแน่ อย่าเอาอย่างฉันเลย เพราะฉันน่ะขาพิการเลยกินเงินเดือนรัฐไม่ได้”
“อารอง…” ต้าหนิวพูด “แล้วอาสะใภ้รองล่ะครับ?” เมื่อพูดถึงลี่หรง ต้าหนิวไม่เห็นด้วยกับคำพูดของจ้าวชิงซงเท่าไหร่นัก “ถ้าการกินเงินเดือนรัฐดีขนาดนั้น ทำไมอาสะใภ้รองไม่ไปล่ะ? เธอยังเป็นบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเราด้วยนะครับ”
จ้าวชิงซงพลันชะงัก เขาไม่ได้คิดเรื่องของลี่หรงมากขนาดนั้น เขาขอแค่ภรรยาชอบและมีความสุข ไม่ว่าลี่หรงจะเลือกอะไร จ้าวชิงซง เลยไม่เคยสงสัยหรือคัดค้าน อาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกของจ้าวชิงซงคิดว่า ไม่ว่าลี่หรงจะทำอะไร ขอแค่มีความสุขก็พอ ถึงแม้จะทำได้ไม่ดี จ้าวชิงซงก็มั่นใจว่าจะเลี้ยงดูลี่หรง และให้ชีวิตที่ดีแก่เธอได้
แต่ต้าหนิวไม่เหมือนกัน เพราะเขาเป็นผู้ชาย จ้าวชิงซงคิดว่าผู้ชายต้องมีความสามารถ มีความรับผิดชอบ และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น แม้จ้าวชิงซงทำธุรกิจมาหลายปีและหาเงินได้ไม่น้อย แต่ในใจเขารู้ดีว่าคนเป็นข้าราชการย่อมเก่งกว่าคนที่หาเงินได้ อีกทั้งการกินเงินเดือนรัฐก็มั่นคง ไม่เหมือนเขาที่ยังติดหนี้ธนาคารเป็นล้าน!
“อย่าเอาอาสะใภ้รองของนายมาพูดสิ นายลองคิดดูอีกทีเถอะ แต่ฉันแนะนำให้เลือกระหว่างเป็นทหารหรือรับการจัดสรรงานจากรัฐ แต่อย่าคิดจะทำธุรกิจเชียว!” จ้าวชิงซงมองเขา “เพราะตอนนี้ในครอบครัวเรามีคนทำธุรกิจเยอะแล้ว นายลองคิดดี ๆ ก่อน หรือไม่ลองปรึกษากับพ่อของนายดูล่ะ?”
เมื่อลี่หรงกลับมาที่เมืองหลวง ต้าหนิวก็กลับชนบทไปแล้ว จ้าวชิงซงจึงเล่าเรื่องของต้าหนิวให้ลี่หรงฟัง
“เขาอยากไปเป็นทหาร ผมเลยบอกให้เขาคิดให้ดี แต่เขาถึงกับคิดจะทำธุรกิจด้วย! หากเขาเริ่มทำธุรกิจตอนนี้ มีหวังโดนเขาขายเอาเปรียบแล้วคงช่วยนับเงินเพิ่มให้เขาอีก ผมเลยแนะนำให้เขาเป็นทหารดีกว่า หรือไม่ก็รับงานที่รัฐจัดสรรให้”
ฟังดูแล้ว จ้าวชิงซงไม่ค่อยอยากให้ต้าหนิวทำธุรกิจเท่าไหร่ แต่ลี่หรงเข้าใจดี จึงถามเขาว่า “แล้วเขาว่ายังไงคะ?”
“คงกลับบ้านไปปรึกษาพ่อของเขามั้งครับ?” จ้าวชิงซงหัวเราะเบา ๆ “เขายังบอกว่าคุณจบมหาวิทยาลัยชื่อดังแต่ไม่ไปทำงานที่รัฐจัดสรรให้ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ทั้ง ๆ ที่ครอบครัวเราก็ไม่ได้ขัดสนเงินทอง ถ้าให้ผมพูด ผมไม่อยากให้เขาออกไปทำอย่างอื่นหรอกครับ เพราะการได้กินเงินเดือนรัฐ อนาคตเขาต้องสดใสแน่นอน!”
ลี่หรงไม่พูดอะไร เพราะหลังปี 2000 การสอบราชการก็เป็นที่นิยมจริง ๆ ลี่หรงไม่แสดงความคิดเห็นต่อความคิดของจ้าวชิงซง แต่เธอพูดในมุมมองของตัวเองว่า “จริงเหรอคะ? ถ้ากินเงินเดือนรัฐแล้วดี ทำไมแต่ก่อนคุณไม่แนะนำฉันบ้างล่ะ?”
เธอมองเขาด้วยสายตาล้อเลียน
จ้าวชิงซงยิ้ม “ผมแค่อยากให้ภรรยาของผมมีความสุขในสิ่งที่ทำ อีกอย่างตอนนี้ฝูหรงก็ดีมากไม่ใช่เหรอครับ? ภรรยาของผมทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
ลี่หรงรู้ว่าคำพูดนี้เขาพูดเพื่อเอาใจเธอ แต่พูดตามตรงเธอถูกเขาเอาใจจนใจอ่อนยวบไปหมดแล้ว!
ลี่หรงไปอยู่ต่างจังหวัดมาหลายวัน จ้าวชิงซงที่กอดภรรยาอยู่ก็อดใจไม่ไหว เขาจูบลี่หรงแล้วพลิกตัวขึ้นทับร่างของเธอ ก่อนจะยื่นมือไปดึงเสื้ออีกฝ่าย แต่เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้น
แต่ก่อนคงเป็นอันอันคนที่มาเคาะประตู แต่ตอนนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นใคร…
เสียงเล็ก ๆ ของจ้าวซีดังเข้ามา “พ่อคะ แม่คะ หนูอยากนอนด้วย!”
ลี่หรงเห็นเส้นเลือดบนขมับของจ้าวชิงซงที่กำลังปูดโปนด้วยความอัดอั้น เธอกลั้นหัวเราะพลางพูดว่า “ลูกรักของคุณเรียกคุณอยู่นะคะ”
จ้าวชิงซงถอนหายใจ ฝืนลุกขึ้นจากเตียง แต่ร่างกายของเขากลับไม่เอื้ออำนวย เขาเลยมองไปทางลี่หรงด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“คุณตื่นตัวเร็วขนาดนี้เลยเหรอ!” ลี่หรงหัวเราะเยาะเขา จ้าวชิงซงในสภาพแบบนี้คงไม่สามารถออกไปเปิดประตูได้ และถ้าคุณแม่จ้าวอยู่ด้วย สถานการณ์คงจะน่าอึดอัดมาก
ลี่หรงจึงลงจากเตียงไปเปิดประตูรับลูกสาวเข้ามา คุณแม่จ้าวไม่ได้อยู่ข้างนอกด้วย ลี่หรงจึงถามเด็กน้อยว่า “คุณย่าให้หนูมาเองเหรอจ๊ะ?”
“ไม่ใช่ค่ะ คุณย่าหลับไปแล้ว”
ลี่หรงจูงมือลูกสาวเข้ามาในห้อง จ้าวชิงซงนอนอยู่บนเตียงด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก จ้าวซีจึงถามด้วยความเป็นห่วง “คุณพ่อเป็นอะไรคะ? ดูไม่มีความสุขเลย”
จ้าวชิงซงถอนหายใจ จะมีความสุขได้ยังไงกันเล่า? แต่เขาไม่อาจโทษลูกสาวได้…
จ้าวชิงซงฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอกลูก”
ในคืนนั้นจ้าวซีน้อยจึงมีความสุขมากที่ได้นอนกับพ่อแม่
หลังจากที่จ้าวชิงซงฟังคำพูดของลี่หรง เขาจึงไปปรึกษาเรื่องการทำโฆษณากับติงลี่เหรินและคนอื่น ๆ
ติงลี่เหริน “ที่จริงแล้วผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีนี้ เราจะไปหาสถานีโทรทัศน์มาทำโฆษณาทำไม? ปีหนึ่งเป็นแสน ๆ ผมทำธุรกิจผลไม้มาจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยซื้อพื้นที่ข่าว แต่ก็ยังทำธุรกิจผลไม้ได้ใหญ่โตขนาดนี้ไม่ใช่เหรอ?”
เฟยหนิง “ผมเคยทำธุรกิจมาก่อน แต่ไม่เคยทำโฆษณาเหมือนกัน จำเป็นจริง ๆ เหรอครับที่ต้องทำแบบนี้? อย่างที่ติงลี่เหรินพูดไว้ รายจ่ายปีหนึ่งก็หลายแสนเชียวนะครับ”
จ้าวชิงซงจึงพูดต่อจากประเด็นของติงลี่เหรินว่า “ธุรกิจผลไม้ของคุณ แค่หาคนก็ทำได้แล้ว แต่สำหรับน้ำยาล้างจาน ถ้าคุณจะไปขายทีละขวด ๆ จะขายได้สักเท่าไหร่กัน? ถึงแม้จะไปหาเจ้าของร้านขายของใช้ประจำวันในห้างสรรพสินค้าทุกแห่งในเมืองหลวงมาร่วมมือกัน คงขายได้ไม่กี่ขวดหรอก สำหรับของใช้ประจำวันอย่างน้ำยาล้างจาน พวกเราต้องขายไปทั่วประเทศถึงจะได้กำไร ผมคงไม่สามารถพาพนักงานไปวิ่งทุกที่ได้หรอกครับ ถ้าผมจะวิ่งไปทั่วประเทศจริง ๆ กว่าผมจะกลับมา โรงงานของเรายังอยู่หรือเปล่าล่ะ?…”
…………………………………………………………………………………………………………………………………………….
F7W5POLY