ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 436 โอกาสร่วมมือกันอีกครั้ง
บทที่ 436 โอกาสร่วมมือกันอีกครั้ง
จ้าวชิงซงวิเคราะห์ให้พวกเขาฟังอย่างละเอียด โดยพูดถึงแบรนด์ต่าง ๆ ที่ลงโฆษณาทางโทรทัศน์ “ของที่ใช้เช็ดหน้านั่นมีขายในทุกห้างสรรพสินค้า ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมมาก หากเราลงโฆษณาไปแล้ว ยังต้องกลัวว่าจะไม่มีคนมาซื้อของเราอีกเหรอ?”
เพียงพูดด้วยเหตุผลกันนิดหน่อย พวกเขาก็พอจะเข้าใจได้แล้ว เมื่อติงลี่เหรินและเฟยหนิงถูกจ้าวชิงซงโน้มน้าวใจได้สำเร็จ
แต่ปัญหาที่ติงลี่เหรินรู้สึกกังวลใจคือ “ตอนนี้พวกเรายังติดหนี้อยู่เป็นล้าน ถ้าจะไปกู้อีกหลายแสน ผมไม่รู้ว่าจะได้หรือเปล่า ถ้ากู้ไม่ได้ แล้วพวกเราจะไปยืมใครล่ะ?”
“วางใจเถอะครับ ธนาคารต้องให้พวกเรากู้แน่นอน” จ้าวชิงซงพูดอย่างใจเย็น “ถ้าเขาไม่ให้พวกเรากู้ แล้วจงเหอของเราล้มละลาย พวกเขาคงไม่ได้เงินล้านกว่าหยวนคืนหรอก”
จงเหอคือชื่อแบรนด์ของโรงงานน้ำยาล้างจาน ส่วนชื่อเต็มคือ จงเหอรื่อฮว่า
ติงลี่เหรินพยักหน้าแล้วยิ้ม “ถือเป็นเหตุผลที่ดี งั้นพวกเรารีบไปกู้เงินทำโฆษณากันเถอะ!”
เฟยหนิงก็เห็นด้วย “ใช่ครับ ๆ”
ช่วงก่อนหน้านี้ ออเดอร์ที่ใหญ่ที่สุดคือน้ำยาล้างจานหนึ่งหมื่นขวด ซึ่งจ้าวชิงซงเป็นคนส่งสินค้าเอง พวกเขาคิดว่าจ้าวชิงซงใช้เส้นสายในเมืองหยางขายสินค้า ซึ่งไม่ได้ทำให้จงเหอขาดทุน พวกเขาจึงไม่ได้ถามอะไรมาก ขอแค่ขายของได้ก็พอ
“จะรีบร้อนขนาดนั้นได้อย่างไร ผมได้ถามคนอื่นมาแล้ว พวกเราต้องคิดเนื้อหาโฆษณาออกมาก่อน แล้วหาคนมาถ่ายทำ และยังต้องทำแผนก่อนจะไปขอกู้เงินจากธนาคารด้วย สุดท้ายค่อยไปซื้อเวลาโฆษณาที่สถานีโทรทัศน์”
นี่คือประสบการณ์ที่ลี่หรงบอกจ้าวชิงซง
ติงลี่เหรินเห็นจ้าวชิงซงวางแผนไว้หมดแล้ว จึงสนใจขึ้นมาทันที “ได้เลย เหล่าจ้าว ดูเหมือนคุณจะศึกษามาบ้างแล้วนะ คงเป็นภรรยาของคุณสอนมาใช่ไหมล่ะ?”
พูดจบก็นึกถึงเรื่องสตูดิโอของลี่หรง ติงลี่เหรินอ่านหนังสือพิมพ์มาไม่น้อย อีกทั้งภรรยาของเขายังเป็นลูกค้าของฝูหรงด้วย แต่ถึงภรรยาไม่บอก ติงลี่เหรินก็เห็นข่าวของฝูหรงในหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว
แฟชั่นโชว์ยังได้ขึ้นข่าวช่องกลางด้วยซ้ำ หลังจากนั้นนิตยสารแฟชั่นยังออกฉบับพิเศษเกี่ยวกับฝูหรงอีก…
จ้าวชิงซงรู้เรื่องขนาดนั้น คงเป็นเพราะลี่หรงแน่ ๆ
ถ้าทำโฆษณา โรงงานน้ำยาล้างจานแล้วสามารถทำเงินได้ ติงลี่เหรินเลยเห็นด้วยสุด ๆ
จ้าวชิงซงยิ้ม ถือว่ายอมรับคำถามของติงลี่เหรินโดยปริยาย
เฟยหนิงหมกมุ่นอยู่กับการวิจัยและพัฒนา เขาไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เลย จึงกล่าวว่า “พวกคุณจัดการกันเลยนะครับ ผมคงเหมาะที่จะอยู่ในห้องวิจัยมากกว่า”
พูดถึงการวิจัยและพัฒนา จ้าวชิงซงจึงถามเขาว่า “สบู่ซักผ้าที่กำลังพัฒนาล่าสุดเป็นอย่างไรบ้างครับ?”
“ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยอยู่ครับ”
จริง ๆ แล้วการทำสบู่ซักผ้านั้นง่ายมาก แต่สิ่งที่เฟยหนิงต้องการวิจัยคือ การผลิตสบู่ซักผ้าที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดสูงขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “หลังจากทำสบู่ซักผ้าเสร็จแล้ว เรายังสามารถทำสบู่อาบน้ำได้อีกด้วย การซื้อสบู่อาบน้ำไม่มีจำกัด โดยทั่วไปแล้วแต่ละครอบครัวจะซื้อหนึ่งหรือสองก้อน…”
สิ่งเหล่านี้ก็อยู่ในแผนเช่นกัน เฟยหนิงจึงพยักหน้า
ในระหว่างการเตรียมเนื้อหาโฆษณา จ้าวชิงซงพบว่าโรงงานยังขาดแผนกประชาสัมพันธ์อยู่ เขาจึงได้จ้างคนเพิ่มอีกหลายคนเพื่อทำการประชาสัมพันธ์
…
นิตยสารแฟชั่นทำกำไรมหาศาลจากแฟชั่นโชว์ของลี่หรง โดยลี่หรงเองได้รับเงินมากกว่าหนึ่งล้านหยวน คงพอจะเดาได้ว่านิตยสารแฟชั่นจะทำกำไรได้มากแค่ไหน
แต่สิ่งที่ทำให้ลี่หรงประหลาดใจคือ นิตยสารแฟชั่นตีพิมพ์ได้เพียงสามเดือนก็หยุดไป
ลี่หรงคิดทบทวนดูแล้วจึงเข้าใจว่า นิตยสารนี้ไม่สามารถผลิตเพียงฉบับเดียวได้ หากไม่มีเนื้อหาใหม่ ๆ ออกมาเป็นเวลานาน คงไม่สามารถอยู่รอดได้ตลอดชีวิต
หลังจากที่ลี่หรงใช้เงินหมดแล้ว ซินอวี่ก็มาที่ฝูหรงด้วยตัวเอง เธอถามลี่หรงว่ามีการออกแบบเสื้อผ้าที่สามารถทำเป็นนิตยสารได้อีกไหม
ลี่หรงยิ้มพลางกล่าวว่า “คงไม่มีมากมายขนาดนั้นหรอกค่ะ อีกทั้งตอนนี้ไม่ใช่งานแฟชั่นโชว์ด้วย บรรณาธิการซินอาจจะไม่รู้ว่าฝูหรงของพวกเราทำงานสั่งตัดส่วนตัวเยอะ ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ เลยมีแค่ชุดโชว์พวกนี้และชุดในงานแฟชั่นโชว์เท่านั้น”
ความจริงแล้วซินอวี่รู้ว่าฝูหรงทำงานสั่งตัดส่วนตัว แต่เธอยังอยากถามเรื่องนี้อยู่ดี เพราะนิตยสารฉบับนั้นขายดีมาก ส่งผลให้เงินเดือนของซินอวี่ก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย
“แล้วแฟชั่นโชว์ครั้งต่อไปจะจัดเมื่อไหร่เหรอคะ?”
ลี่หรงหัวเราะเบา ๆ “แค่ปีละครั้งก็ถือว่าเยอะแล้วค่ะ”
เธอพูดความจริง เพราะสตูดิโอส่วนตัวอย่างฝูหรงสามารถจัดแฟชั่นโชว์ได้ปีละครั้งก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
ซินอวี่ยิ่งรู้สึกเสียดายมากขึ้น “น่าเสียดายนะคะ อ้อ! ช่วงนี้มีนิตยสารอื่นมาติดต่อคุณบ้างไหมคะ?”
ต้องมีแน่นอน เพราะยอดขายนิตยสารแฟชั่นสูงขนาดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่นิตยสารอื่นจะไม่มีการเคลื่อนไหวเลย
ลี่หรงตอบซินอวี่อย่างตรงไปตรงมา “มีค่ะ แต่คุณวางใจได้ พวกเราตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ฉันจะไม่ให้ข้อมูลกับพวกเขาส่งเดช”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ” ซินอวี่พูดอย่างเก้อเขิน “คือ… ครั้งหน้าเรามาร่วมงานกันอีกดีไหมคะ?”
“ถ้าส่วนแบ่งเหมือนเดิม ฉันตกลงค่ะ”
ซินอวี่ไม่รู้จะพูดอย่างไร เพราะหลังจากแบ่งเงินให้ลี่หรง ทางแฟชั่นได้จัดประชุมภายใน และได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ซินอวี่ตัดสินใจแบ่งผลประโยชน์ให้ลี่หรงเองโดยพลการ
ซินอวี่เป็นบรรณาธิการ และคนที่เสียดสีเธอก็เป็นบรรณาธิการเช่นกัน ชื่อว่าหลัวเหม่ยเฟิง อีกฝ่ายทนไม่ได้ที่เห็นซินอวี่ได้ค่าคอมมิชชั่นมากมายขนาดนั้น พวกผู้บริหารคนอื่นมีความคิดเหมือนกัน แต่ไม่กล้าพูดออกมา หลัวเหม่ยเฟิงอาศัยว่าตัวเองมีเส้นสายจึงกล้าพูดเสียดสีต่อหน้าเช่นนี้
ซินอวี่จึงย้อนกลับไปว่า “แต่ถ้าไม่ใช่เพราะฉัน คุณลี่คงถูกหลานสาวของคุณไล่ออกจากประตูแฟชั่นไปแล้ว”
หลานสาวของหลัวเหม่ยเฟิงคือพนักงานต้อนรับคนนั้น
โชคดีที่ซินอวี่เตรียมการไว้ล่วงหน้า หลังจากรู้ว่านิตยสารขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เธอก็คำนวณตัวเลข โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าลี่หรงจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเงินหลายล้าน
ซินอวี่ตั้งใจเผยแพร่เรื่องที่ลี่หรงมาหาแฟชั่นเพื่อร่วมงานกันในวันนั้น แต่กลับถูกพนักงานต้อนรับดูถูกจนโกรธและเดินจากไป
พอซินอวี่พูดเรื่องนี้ สีหน้าของหลัวเหม่ยเฟิงก็เปลี่ยนไป เธอจัดการให้ญาติหลายคนเข้ามาทำงานในบริษัท ไม่ใช่ว่าคนในบริษัทไม่รู้ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้อย่างเปิดเผย
หัวหน้าที่นั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุด เห็นว่าทุกคนพูดสิ่งที่ควรพูดแล้ว จึงห้ามไม่ให้พวกเธอทะเลาะกัน “พอเถอะ ถือว่าเราคุยเรื่องนี้จบแล้ว ส่วนเรื่องที่พูดกันเมื่อกี้ว่าจะทำนิตยสารร่วมกันต่อก็ยกให้ซินอวี่ไปจัดการแล้วกัน แต่เรื่องส่วนแบ่งอย่าแบ่งออกไปมากนักจะดีกว่า ถ้าเงินทั้งหมดไปตกอยู่กับคนอื่น แล้วสำนักพิมพ์ของเราจะกินอะไรล่ะ? ดีที่สุดคือใช้เงินแค่ไม่กี่แสนแล้วซื้อขาดไปเลยดีกว่า”
ซินอวี่ขมวดคิ้วทันที “คุณคิดว่าลี่หรงเป็นคนโง่เหรอคะ? ครั้งนี้เธอทำเงินได้เป็นล้าน แล้วครั้งหน้าจะเอาแค่ไม่กี่แสนไปซื้อขาด? หัวหน้าคะ คุณคาดหวังกับฉันมากเกินไปหรือเปล่าคะ”
อีกฝ่ายถูกซินอวี่ย้อนถามจนพูดไม่ออก หัวหน้าพุงพลุ้ยที่หัวเกือบล้านยกแก้วชาขึ้นมา
ซินอวี่กล้าพูดแบบนี้เพราะเธอมีความมั่นใจพอตัว ถ้าเป็นหลัวเหม่ยเฟิงคงจะประจบประแจงไปแล้ว แต่ซินอวี่เป็นคนเด็ดขาดและกล้าหาญ เธอไม่กลัวใครทั้งนั้น
หลัวเหม่ยเฟิงยังอยากจะออกหน้า แต่ถูกซินอวี่แหย่กลับไปอีกสองสามประโยค หัวหน้าหัวล้านคนนั้นก็ไม่กล้าสั่งซินอวี่ เพราะเขากลัวว่าลี่หรงจะหันไปร่วมมือกับสำนักพิมพ์อื่น
เขาเลยฝืนยิ้มออกมา แน่นอนว่าเขาไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด พลางพูดกับซินอวี่ว่า “ก่อนหน้านี้เป็นฟิล์มของคุณลี่เองไม่ใช่เหรอ? คราวนี้พวกเราก็รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการถ่ายภาพ แล้วใช้เรื่องนี้เจรจาเรื่องส่วนแบ่งกับคุณลี่ได้ไหม? ซินอวี่ เธอต้องรู้นะว่าค่าคอมมิชชั่นของเธอคิดตามกำไรของแผนกแฟชั่น ถ้าแผนกแฟชั่นทำกำไรได้มาก เธอก็จะได้รับมากด้วย”