ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 438 เข้าร่วมงานแสดง
บทที่ 438 เข้าร่วมงานแสดง
นอกจากลี่หรงแล้ว นักออกแบบที่ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากที่สุดคือสวีเหมียนและเฉาเหลียงอวี้
โจวลี่ลี่และคนอื่น ๆ ก็มีงานไม่น้อย เพียงแค่ไม่มากเท่าสวีเหมียนและเฉาเหลียงอวี้
แต่ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบ เพราะสวีเหมียนเคยไปศึกษาต่อต่างประเทศ การที่เขาเก่งกว่าพวกเธอเล็กน้อยถือเป็นเรื่องปกติ
สวีเหมียนไม่อยากเสียเวลาไปทำการออกแบบบ้า ๆ นี่ เพื่อเอาไปให้กลุ่มคนที่ไม่รู้ว่าเป็นคนหรือผีในสมาคมการค้าวิจารณ์
ลี่หรงเดาใจเขาออก เธอจึงถอนหายใจแล้วพูดว่า “ช่างเถอะ อย่าทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากให้คนอื่นทำกับเราเลย” ลี่หรงโบกมือ “คุณออกไปแล้วช่วยเรียกโจวลี่ลี่มาให้ฉันหน่อย”
สวีเหมียนเดินออกไปสองก้าว แล้วหมุนตัวกลับมา “คุณลี่ คุณใจกว้างจังเลยนะครับ พวกคนในสมาคมการค้านั่น บางทีอาจจะรอดูเรื่องตลกของสตูดิโอเราก็ได้ คุณให้พวกนักออกแบบที่ไม่เก่งเท่าออกแบบแทน ถ้าถึงเวลานั้นมันจะไม่เป็นการทำตามความต้องการของพวกเขา ให้คนอื่นหัวเราะเยาะเราหรอครับ?”
ลี่หรงย้อนถาม “นี่ไม่ใช่เพราะฉันเชื่อมั่นในความสามารถของพวกคุณว่าจะทำให้พวกเขาตะลึงได้งั้นเหรอ?”
สวีเหมียน “ดูเหมือนจะใช่นะครับ แต่ยังไงผมขอทำเองดีกว่า ผมไม่วางใจที่จะให้คนอื่นทำ กลัวว่าชื่อเสียงของสตูดิโอเราจะเสียหาย”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก” ลี่หรงยิ้มและพูดว่า “งั้นเรื่องนี้ก็ฝากคุณแล้วกัน ทำตามใจชอบได้เลย เมื่อถึงเวลาฉันจะตรวจดูแบบร่างให้เอง”
หนึ่งเดือนต่อมา ลี่หรงพาว่านซู หลี่เสี่ยวอ้ายและสวีเหมียน พร้อมชุดราตรีที่ออกแบบเสร็จแล้วไปเซี่ยงไฮ้ เพื่อเข้าร่วมงานแสดงสินค้าแฟชั่น
งานแสดงสินค้าจัดขึ้นที่โรงแรมริมชายหาดชื่อดังแห่งหนึ่งในไห่ซื่อ
พวกเขายังจัดให้มีการซ้อมใหญ่ ทำให้รู้สึกว่ามีความเป็นมืออาชีพอยู่บ้าง
การซ้อมใหญ่เป็นเพียงการให้นางแบบเดินซ้อมและจับฉลากลำดับ ส่วนชุดราตรีนั้น ไม่มีบริษัทใดนำออกมาเลย
มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะนำชุดมาซ้อมใหญ่ เพราะหากเกิดความเสียหายหรือถูกลอกเลียนแบบในช่วงกลางคืน คงไม่รู้จะไปร้องไห้ที่ไหนแล้ว!
ลี่หรงไม่รู้จะเลือกใครระหว่างว่านซูและเชอเสี่ยวตง เลยให้สวีเหมียนที่เป็นคนออกแบบชุดเลือกเอง เขารู้สึกว่าคนแรกเหมาะสมกว่า จึงเลือกว่านซูมาเป็นนางแบบในครั้งนี้
เหตุผลที่ลี่หรงพาหลี่เสี่ยวอ้ายมาด้วย เพราะเธอต้องการฝึกให้หลี่เสี่ยวอ้ายเป็นผู้จัดการ อีกฝ่ายเรียนด้านการตลาดมา หากจบแล้วต้องการอยู่กับฝูหรง ลี่หรงสามารถปรับโครงสร้างตำแหน่งในสตูดิโอ มอบหมายงานด้านการจัดการและการตลาดของฝูหรงให้กับหลี่เสี่ยวอ้ายได้
ความแตกต่างคือ ว่านซูเป็นนางแบบที่มีเงินเดือนประจำ การเดินทางไปทำงานต้องคิดเงินแยกต่างหาก
เชอเสี่ยวตงมีนิสัยสบาย ๆ เมื่อเห็นว่าตัวเองไม่เหมาะกับชุดที่ออกแบบ เธอเพียงแค่เสียใจชั่วครู่ แล้วก็กลับมาอารมณ์ดีอย่างรวดเร็ว
วันรุ่งขึ้นเป็นวันงานแสดงแฟชั่น การตกแต่งหน้างานดูหรูหราไม่น้อย
ที่หน้างานมีคนสวมชุดสูทขาวดำยืนรออยู่ พวกเขาต้องตรวจสอบว่าผู้เข้าร่วมงานมีบัตรเชิญหรือไม่
วันนี้ลี่หรงแต่งตัวอย่างเต็มยศ ในเมื่อมาถึงแล้ว สิ่งแรกที่เธอต้องทำคือแต่งตัวให้สวยงามโดดเด่น งานแสดงแฟชั่นแบบนี้ล้วนเป็นคนในวงการเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมงานหรือนักออกแบบ ไม่มีใครจะมาในสภาพมอซอ
นางแบบยังไม่ทันขึ้นเวที ถ้าตัวเองในฐานะนักออกแบบแพ้ไปก่อนแล้ว คงดูไม่ดีนัก
“ลี่หรง?” พนักงานต้อนรับที่สวมถุงมือขาวเงยหน้ามองลี่หรง พร้อมกับพึมพำว่า “ผู้ก่อตั้งสตูดิโอฝูหรง”
เขาถือปากกาในมือ พลิกไปที่ชื่อของลี่หรงแล้วทำเครื่องหมายถูก เมื่อเห็นลี่หรงพาคนมาด้วย จึงชี้ไปที่พวกเขาและถามว่า “พวกเขาเป็นคนที่คุณพามาใช่ไหมครับ?”
ลี่หรงพยักหน้า พนักงานต้อนรับตรวจสอบให้แน่ใจก่อนจึงปล่อยให้พวกเขาเข้าไป
หลี่เสี่ยวอ้ายได้ยินสวีเหมียนบ่นมาตั้งแต่อยู่ที่สตูดิโอแล้ว พอมาถึงสถานที่จริง แม้จะเห็นความหรูหราเช่นนี้ แต่เธอยังอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “สมาคมการค้านี่ยุ่งยากน่าดูนะคะ พนักงานต้อนรับที่หน้าประตูตรวจสอบทีละคน อีกทั้งถามคำถามมากมาย ไม่รู้ว่าพวกเราจะไปพบผู้นำประเทศหรือไงกัน?”
“ใช่ไหมว่านซู?” หลี่เสี่ยวอ้ายดึงว่านซูมาคุยด้วย
ลี่หรงหันกลับมามองพวกเธอ “พอเถอะ นั่นเป็นงานของพวกเขา พวกเราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ เสี่ยวอ้าย เธออย่าลืมสิ่งที่ฉันบอกเธอก่อนมาที่นี่นะ เธอต้องเรียนรู้ว่าคนอื่นเขาทำกันอย่างไร ถ้าอยากอยู่กับฝูหรงต่อไป สิ่งเหล่านี้เธอต้องเรียนรู้ทั้งหมด”
หลี่เสี่ยวอ้ายเลิกบ่น พลางแลบลิ้น “ค่ะ พี่ลี่หรง”
เมื่อเข้าไปข้างใน มีคนพาลี่หรงและคนอื่น ๆ ไปนั่งที่ที่จัดไว้ให้ พวกเธอได้นั่งแถวที่สอง แถวแรกมีเพียงโต๊ะกับเก้าอี้ไม่กี่ตัว
คาดว่าเป็นที่นั่งของคณะกรรมการ… มีคณะกรรมการด้วยหรือ?
ลี่หรงสั่นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่ ดีที่ลี่หรงไม่ได้ออกแบบเอง พอนึกถึงสิ่งที่ตัวเองออกแบบอย่างตั้งใจ แล้วต้องให้คนที่ไม่รู้ว่ามีความสามารถระดับไหนมาวิจารณ์ แค่คิดก็รู้สึกขนลุกซู่!
ข้าง ๆ ยังมีที่ว่างอีกหลายที่ แสดงว่าคนยังมาไม่ครบ
บนโต๊ะมีของกินของดื่มมากมาย ลี่หรงกินขนมชิ้นเล็ก ๆ มือถือถ้วยชาจิบแก้เลี่ยน หลี่เสี่ยวอ้ายก็กินตาม แล้วยังชวนว่านซูให้กินด้วย
ว่านซูไม่กิน น้ำก็ไม่กล้าดื่ม เธอรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เพราะเธอต้องขึ้นเวทีเดินแบบแล้ว
“คุณเป็นนักออกแบบจากบริษัทไหนคะ เสื้อผ้าที่คุณใส่สวยมาก ขอดูโดยถอดเสื้อคลุมออกได้ไหมคะ?”
ลี่หรงหันไปมอง เห็นผู้หญิงแต่งตัวสวยงามคนหนึ่งมองเธออย่างเป็นมิตร
ลี่หรงสวมชุดกี่เพ้า ตอนนี้อากาศหนาวเธอจึงสวมเสื้อขนมิงค์ทับด้านนอก
เสื้อขนมิงค์สีเทา ดูหรูหราสง่างาม นี่เป็นของขวัญจากหรานชิงชิงใช้ใส่ทับชุดกี่เพ้าในฤดูหนาวได้ดีมาก
ลี่หรงมองรอยยิ้มของอีกฝ่ายที่แสดงความอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริง ลี่หรงจึงถอดเสื้อขนมิงค์สีเทาออกอย่างสง่างาม ในห้องแสดงแฟชั่นไม่หนาวนัก และยังมีเครื่องทำความร้อนอีกด้วย
“ได้ไหมคะ?”
“ค่ะ สวยมากเลยค่ะ คุณออกแบบเองเหรอคะ?” อีกฝ่ายยิ้มและถาม “อ้อ! ฉันมาจากหางโจวค่ะ คุณมาจากที่ไหนเหรอคะ? เป็นคนไห่ซื่อหรือเปล่า?”
“ไม่ใช่ค่ะ ฉันมาจากเมืองหลวง”
“เมืองหลวง? งั้นคุณรู้จักฝูหรงไหมคะ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายหัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ พวกเราคือฝูหรงเองค่ะ นี่คือผู้ก่อตั้งสตูดิโอของเรา คุณลี่หรงค่ะ”
“โอ้!” หญิงคนนั้นตกตะลึง “ไม่แปลกใจจริง ๆ ที่ชุดคุณสวยขนาดนี้ ได้ยินมาว่าสตูดิโอของคุณมีนักออกแบบหลายคน นี่เป็นผลงานของคุณเองหรือว่า…”
ลี่หรงพยักหน้า “นี่เป็นผลงานของฉันเองค่ะ”
“น่าแปลกใจจริง ๆ” หญิงคนนั้นเข้ามาดูใกล้ ๆ อีกครั้ง “งานปักบนนี้สวยมากเลย คุณปักเองด้วยเหรอคะ?”
“ช่างปักของสตูดิโอเป็นคนปักค่ะ”
ไม่นานนัก ทุกคนต่างรู้ว่าลี่หรงเป็นคนของสตูดิโอฝูหรงแล้ว นักออกแบบอีกหลายคนจึงเข้ามาทักทาย
“ฉันเคยเห็นคุณในโทรทัศน์ แต่ตัวจริงสวยมากเลยนะคะ คราวนี้คุณเอาผลงานของตัวเองมาด้วยหรือเปล่าคะ?”