ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 437 สมาคมแฟชั่น
บทที่ 437 สมาคมแฟชั่น
ซินอวี่ไม่ได้บอกลี่หรงถึงเรื่องการประชุม แต่มีประโยคหนึ่งที่สะกิดใจซินอวี่ นั่นคือ ยิ่งนิตยสารได้ส่วนแบ่งมากเท่าไหร่ เงินเดือนที่เธอได้รับก็จะมากขึ้นด้วย
ซินอวี่ยิ้มให้ลี่หรงและพูดว่า “ตอนนั้นเราสามารถตกลงกันใหม่ได้ สำหรับการแบ่งผลประโยชน์ก่อนหน้านี้คุณได้สี่สิบเปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะคุณเตรียมฟิล์มไว้แล้ว แต่ถ้าต่อไปเราร่วมมือกัน ทางแฟชั่นจะส่งช่างภาพมืออาชีพมาเอง นั่นหมายความว่าต้นทุนของแฟชั่นจะสูงขึ้น เราคงไม่สามารถแบ่งให้คุณเหมือนเดิมได้ค่ะ”
ลี่หรงเข้าใจความหมายของซินอวี่ หากเธอได้รับส่วนแบ่งเป็นล้านกว่าหยวนในเวลาไม่กี่เดือน เป็นไปไม่ได้ที่แฟชั่นจะไม่มีความเห็นอะไรเลย
ลี่หรงยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร เธอเปลี่ยนหัวข้อสนทนากับซินอวี่สักพัก จากนั้นอีกฝ่ายก็ออกจากฝูหรงไป
ลี่หรงเร่งให้สตูดิโอส่งงาน ตัวเธอเองก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ เธอแบ่งเวลามาออกแบบเสื้อผ้าฤดูหนาวให้ลวี่สุ่ยหลายชุด แบบร่างถูกส่งไปที่เมืองหยาง สวีจิ้งตานได้รับแล้วส่งต่อให้ฝ่ายผลิต นอกจากนี้ยังมีผ้าไหมที่สั่งไว้ที่หูโจวด้วย ลี่หรงออกแบบชุดกระโปรงและเสื้อบางส่วน เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหมทำให้ระดับสินค้าสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ช่วงนี้ลี่หรงยุ่งมาก และในเดือนตุลาคมเธอยังได้รับเชิญจากสมาคมแฟชั่นว่าจะมีการจัดแสดงแฟชั่นที่ไห่ซื่อ สิ่งที่แตกต่างคือ การแสดงแฟชั่นครั้งนี้มีคนเชิญนักออกแบบในประเทศบางคนมาร่วมงานด้วย
ไม่ต้องพูดถึงว่าใครเป็นผู้นำ แม้แต่ ‘สมาคมแฟชั่น’ ลี่หรงก็เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรก หลังจากทำความเข้าใจถึงได้รู้ว่าเป็นสมาคมแฟชั่นที่ก่อตั้งโดยจิตรกรและนักออกแบบเสื้อผ้าบางคนในไห่ซื่อ
สมาคมก่อตั้งมากว่าสามปีแล้ว แต่ลี่หรงเพิ่งรู้จักเป็นครั้งแรก เธอจึงลังเลว่าจะตอบรับคำเชิญดีหรือไม่? ถ้าไม่ไปร่วมงานแสดงแฟชั่น ทางผู้จัดงานจะรู้สึกว่าฝูหรงไม่ให้เกียรติพวกเขาหรือเปล่า? พวกเขาจะทำอะไรในวงการเพื่อทำลายชื่อเสียงของฝูหรง และสร้างอุปสรรคในเส้นทางก้าวหน้าของฝูหรงหรือไม่?
ลี่หรงหาคนสืบดูแล้วพบว่า ในบรรดาผู้จัดงานเหล่านั้น นอกจากจิตรกรที่มีชื่อเสียงอยู่บ้าง นักออกแบบคนอื่น ๆ ล้วนเป็นคนที่ลี่หรงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ไม่มีสตูดิโอออกแบบเสื้อผ้าเป็นของตัวเอง เพียงแค่เรียนจบจากต่างประเทศกลับมาแล้วร่วมกันก่อตั้งสมาคมการค้านี้ขึ้นมา
ในทุกปีทางสมาคมจะเผยแพร่บทวิจารณ์แฟชั่นนานาชาติ รวมถึงแฟชั่นใหม่ ๆ ประจำฤดูกาล
สมาคมการค้าแฟชั่นในไห่ซื่อนั้นค่อนข้างมีอิทธิพลพอสมควร คนในวงการแฟชั่นของไห่ซื่อเกือบทั้งหมดรู้จักสมาคมนี้ ดูเหมือนว่าจะมีความน่าเชื่อถือพอสมควรในท้องถิ่น พอออกนอกไห่ซื่อก็พูดยาก อย่างลี่หรงอยู่ในเมืองหลวงมานานยังไม่เคยรู้จักเลย แต่ยังพอเข้าใจได้ เพราะนี่เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเองโดยภาคเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ
ลี่หรงไม่ค่อยอยากไปร่วมด้วยเท่าไหร่ เพราะเธอรู้สึกว่าคงไม่ช่วยอะไรกับอาชีพของตัวเองมากนัก อีกฝ่ายยังแนะนำด้วยว่าถ้าพวกเธอจะเข้าร่วมงานแสดงแฟชั่น ควรนำผลงานของตัวเองไปด้วย
ลี่หรงเลยยิ่งสงสัยว่า สมาคมการค้าที่ไม่เป็นทางการและไม่มีชื่อเสียงมากนัก ยังให้คนนำงานออกแบบของตัวเองไปด้วย หรือว่าพวกเขาจะมีการประกวดกันเหรอ?
ถ้าเป็นเช่นนั้น ลี่หรงยิ่งรู้สึกหมดคำพูด เธอทำงานในสตูดิโอของตัวเองดี ๆ แต่จะให้เอาผลงานไปให้คนที่ดูเหมือนไม่มีความสามารถอะไรมาวิจารณ์เหรอ?
ยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงกำหนดตอบกลับ ลี่หรงจึงไม่รีบร้อน
ผ่านไปสองวัน ลี่หรงเปิดดูหนังสือพิมพ์เห็นข่าวของไห่ซื่อ โดยผู้รับผิดชอบของสตูดิโอโบตั๋นพูดถึงลี่หรงโดยตรงในการสัมภาษณ์ว่า เธอจะนำผลงานที่ทำด้วยใจมาที่งานแสดงสินค้า ‘หวังว่าจะได้พบผู้ก่อตั้งฝูหรง ได้ยินว่ายอดขายนิตยสารแฟชั่นโชว์ของเธอยอดเยี่ยมมาก ทำเงินได้หลายล้านทีเดียว ฉันเลยอยากดูว่าฝูหรงเก่งขนาดนั้นจริงหรือเปล่า?’
ผู้สื่อข่าวถามเธอว่า ‘คุณรู้ได้อย่างไรว่าฝูหรงทำเงินได้หลายล้านคะ? เหมือนได้ยินว่าเป็นการขายขาด ไม่ได้เงินมากขนาดนั้นไม่ใช่เหรอ?’
ผู้รับผิดชอบโบตั๋นพูดอย่างมั่นใจ “คุณไม่รู้หรอก นี่เป็นข้อมูลที่แน่นอนและเชื่อถือได้ เธอทำการตลาดกับแฟชั่นเก่งมาก ดังนั้นฉันจึงอยากรู้ความสามารถของเธอจริง ๆ”
ลี่หรงอ่านมาถึงตรงนี้ก็หัวเราะออกมา คนของโบตั๋นนี่เก่งในการสร้างเรื่องจริง ๆ พูดจบแล้วยังแสดงความสงสัยต่อฝูหรงอีกด้วย? อีกฝ่ายพูดเป็นนัยว่า นิตยสารแฟชั่นโชว์ของฝูหรงที่ขายได้เงินมากขนาดนั้น เป็นเพราะการตลาดล้วน ๆ
ฮึ! ลี่หรงไม่เชื่อหรอก นิตยสารขายได้ตั้งเยอะ ผู้รับผิดชอบโบตั๋นจะไม่เคยซื้อสักเล่มเลยหรือ?
บางทีอีกฝ่ายอาจซื้อกลับบ้านไปอ่านจนยับเยินแล้วก็ได้!
หากการออกแบบในงานแฟชั่นโชว์มีข้อบกพร่องที่สำคัญและเห็นได้ชัด ลี่หรงคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่พลาดโอกาสที่จะวิจารณ์เธอแน่นอน แต่ที่อีกฝ่ายไม่พูดอะไร คงเป็นเพราะหาข้อบกพร่องไม่เจอ
ฮ่า ๆ ๆ! ลี่หรงนึกภาพออกแล้วว่าอีกฝ่ายคงพลิกนิตยสารจนยับไปหมดแต่ยังหาจุดด้อยไม่เจออย่างแน่นอน!
ปกติการออกแบบคงไม่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น ยกเว้นนักออกแบบที่เก่งมาก ๆ บางคน ซึ่งลี่หรงไม่คิดว่าจะมีใครสามารถหาข้อบกพร่องในการออกแบบเหล่านั้นได้
แม้งานของเธอจะมีส่วนที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ลี่หรงได้เขียนอธิบายไว้ในบทวิจารณ์ในนิตยสารแล้ว ถ้าคนอื่นพูดอีกก็เท่ากับเป็นการพูดซ้ำซาก
ไม่อย่างนั้นลี่หรงจะทำงานล่วงเวลากับสำนักพิมพ์นิตยสารนานขนาดนั้นเพื่ออะไร? ก็เพื่อเขียนคำวิจารณ์และบทวิเคราะห์นั่นแหละ!
แต่เดิมลี่หรงคิดจะปฏิเสธคำเชิญจากสมาคมแฟชั่นอย่างสุภาพ แต่พอเห็นผู้รับผิดชอบของโบตั๋นออกมาเต้นแร้งเต้นกาแบบนี้ ถ้าลี่หรงไม่ตอบรับ พวกเขาอาจจะแสดงอะไรออกมาอีกก็ได้
พูดถึงเรื่องนี้ คนของโบตั๋นกระตุ้นความสนใจของลี่หรงได้จริง ๆ ถ้าเธอไม่ไปพบพวกเขา ใจเธอคงไม่สงบแน่
ลี่หรงจึงรีบแจ้งว่าเธอจะเข้าร่วมนิทรรศการและจะเตรียมชุดออกแบบไปหนึ่งชุด
หลังจากตอบกลับไปไม่นาน อีกฝ่ายก็ส่งข้อความกลับมาหาลี่หรง ว่า เนื่องจากงานแฟชั่นโชว์เป็นการจัดงานแบบอาสาสมัคร ไม่มีเงินเหลือพอที่จะจ้างนางแบบ ดังนั้นในวันงานขอให้นำนางแบบมาด้วย
ในเมื่อเตรียมชุดแล้ว จะต้องพานางแบบไปด้วยก็ไม่เป็นไร เพราะตอนแรกลี่หรงยังกลัวว่านางแบบของคนอื่นจะไม่เหมาะกับเสื้อผ้าของเธอด้วยซ้ำ!
ยิ่งไปกว่านั้น ทางฝั่งฝูหรงยังมีนางแบบในสังกัดอยู่สองคน เรื่องนี้จึงไม่เป็นปัญหา แต่สิ่งที่ทำให้ปวดหัวก็คือ ลี่หรงไม่รู้ว่าจะพาใครไปดี
ว่านซูและเชอเสี่ยวตงเป็นเพื่อนกัน ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากเหลือเกิน!
แต่ลี่หรงยุ่งเกินกว่าจะเก็บเรื่องเหล่านั้นมาปวดหัว แม้แต่การเตรียมตัวเข้าร่วมงานแสดงแฟชั่น เธอก็ไม่คิดจะออกแบบชุดด้วยตัวเอง ฝูหรงมีนักออกแบบมากมาย ลี่หรงจึงมอบหมายงานนี้ให้สวีเหมียนทำแทน
สวีเหมียนกลอกตาใส่ลี่หรงต่อหน้าเป็นครั้งแรก “นี่มันสมาคมอะไรกันครับ คิดว่าตัวเองจะเทียบกับต่างประเทศได้เหรอ?”
“ถือว่าไปสนุก ๆ แล้วกัน”
“คุณลี่ คุณว่างจริง ๆ เหรอ?” สวีเหมียนทำท่าเหมือนขอร้องให้ปล่อยเขาไป พลางชี้ไปที่ประตู “คุณรู้ไหมว่าผมมีงานออกแบบที่ยังไม่ได้ทำอีกกี่ชิ้น? ทุกวันนี้ผมแทบไม่มีเวลาไปเข้าห้องน้ำด้วยซ้ำ!”
“ให้ตายเถอะ! พูดแบบนี้แล้ว ดูท่าคุณจะยุ่งมากเลยนะ” ลี่หรงหัวเราะ
แฟชั่นโชว์ที่ฝูหรงจัดขึ้น ทุกชุดที่ออกแบบจะระบุชื่อนักออกแบบที่สร้างสรรค์ผลงานไว้ เพื่อที่แขกจะได้หาชุดและนักออกแบบที่ถูกใจ หลังจากซื้อชุดที่เห็นในโชว์แล้ว พวกเขาจะได้มาที่ฝูหรงและระบุชื่อนักออกแบบที่ต้องการได้