ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 440 เหตุการณ์ไม่คาดฝันบนเวทีแฟชั่นโชว์
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 440 เหตุการณ์ไม่คาดฝันบนเวทีแฟชั่นโชว์
บทที่ 440 เหตุการณ์ไม่คาดฝันบนเวทีแฟชั่นโชว์
คนข้าง ๆ เห็นเมื่อครู่ว่าเจี่ยนเจินและกัวซืออวี่ดูสนิทสนมกัน ส่วนลี่หรงเป็นคนมีฝีมือ พวกเธอจึงมองว่าตัวเองเป็นแค่ตัวประกอบเลยได้แต่ปิดปากเงียบ เพราะกลัวว่าถ้าพูดอะไรออกไปจะถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
พวกเธอไม่สนิทกับใครมากนัก การไม่พูดอะไรเลยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แต่หลี่เสี่ยวอ้ายไม่กลัว เพราะเธอเป็นคนของลี่หรง เธอจึงยิ้มพลางพูดว่า “ใช่แล้ว พวกเรามาที่นี่เพื่อสนุกกันเท่านั้น การแข่งขันชิงดีชิงเด่นมันไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกค่ะ”
ไม่มีใครช่วยพูดแทนเจี่ยนเจินเลย เธอโกรธจนกระทืบเท้าแล้วเดินจากไป
ลี่หรงและหลี่เสี่ยวอ้ายสบตากัน คนหลังแลบลิ้นอย่างซุกซนแล้วพูดว่า “ทำให้เธอโกรธแทบตายเลยนะนั่น!”
ลี่หรงยิ้ม
งานแสดงสินค้ากำลังจะเริ่ม ว่านซูต้องไปเตรียมตัวหลังเวที เธอแต่งหน้ามาเรียบร้อยแล้ว ตามกำหนดการซ้อม นางแบบจะขึ้นเวทีในช่วงที่สองของงาน
เริ่มต้นด้วยกัวซืออวี่หรือประธานสมาคมการค้าขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ พูดถึงเรื่องทางการที่ค่อนข้างน่าเบื่อเป็นบทนำ จากนั้นแนะนำผู้ก่อตั้งสมาคมการค้าอีกสามคน หนึ่งในนั้นเป็นจิตรกรอายุดูใกล้เคียงกับกัวซืออวี่ ประมาณสี่สิบปี
คนพวกนี้ดูเหมือนจะรวยและมีเวลาว่าง ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเวลามาวุ่นวายกับอะไรแบบนี้
กัวซืออวี่กล่าวว่า “การจัดแสดงครั้งนี้ได้รบกวนนักออกแบบบางส่วนนำผลงานมาด้วย แม้ว่าพวกเราจะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้กันธรรมดา แต่พวกเขาก็ทุ่มเทความพยายาม ฉัน… พวกเราจึงตัดสินใจจะคัดเลือกผลงานออกแบบที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้ ซึ่งจะได้รับรางวัลพิเศษที่ทางสมาคมเตรียมไว้ ถือเป็นคำขอบคุณนะคะ”
“มีการออกแบบประมาณสามสิบกว่าชิ้น พวกเรามาทำความรู้จักกับนักออกแบบที่นำผลงานมาก่อนแล้วกันค่ะ”
ลี่หรงเพิ่งเข้ามา เธอเหลือบมองรายชื่อที่พนักงานต้อนรับกำลังขีดเช็คอยู่สองสามครั้ง มีนักออกแบบห้าสิบถึงหกสิบคน ถือว่าสมาคมการค้าหรือสมาคมแฟชั่นนี้เก่งกว่าที่ลี่หรงคิดไว้ พวกเขาสามารถหาคนมาร่วมงานแสดงมากมาย และมีการแบ่งแยกคนจริง ๆ นักออกแบบบางคนไม่ถูกขอให้นำผลงานมา มีแค่ลี่หรงและคนโชคดีอื่น ๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง
นักออกแบบเสื้อผ้าที่ถูกเรียกชื่อไม่จำเป็นต้องขึ้นไปพูดบนเวที คนแรกที่ถูกเรียกชื่อลุกขึ้นยืนทักทาย คนอื่น ๆ ก็ทำตาม
ในสายตาของลี่หรงมันดูน่าอึดอัดใจมาก เธอไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับตัวเธอเอง เธอแค่ยืนขึ้นยิ้มเล็กน้อย แล้วรีบนั่งลงทันที
เมื่อลี่หรงได้ยินชื่อของเจี่ยนเจิน เธอหันไปมองโดยไม่รู้ตัว และบังเอิญสบตากับอีกฝ่ายที่มองมาด้วยสายตาท้าทาย
ลี่หรงทำเป็นไม่สนใจ แล้วแกล้งเบือนสายตาไปทางอื่น
เจี่ยนเจินอดไม่ได้ที่จะกระทืบเท้า แล้วถามคนข้าง ๆ ว่า “ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม?”
คนข้าง ๆ ยิ้มประจบว่า “วางใจได้เลยค่ะพี่เจิน”
เพื่อสร้างบรรยากาศ ในงานมีทั้งแสงไฟและเสียงเพลง ทุกอย่างในสถานที่นี้ราคาไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่าสมาคมการค้าหาเงินจากไหนมาดูแล หรือว่าจริง ๆ แล้วเป็นคนที่มีเงินและว่างมากจนต้องควักเงินมาทำอะไรแบบนี้กันนะ?
ลี่หรงไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก พลางจ้องมองขึ้นไปบนเวทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น เสียงดนตรีดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าแฟชั่นโชว์เริ่มต้นแล้ว
ลี่หรงจับฉลากเมื่อวานได้หมายเลขยี่สิบกว่า จัดอยู่ในลำดับท้าย ๆ ช่วงแรกจึงเป็นการออกแบบของคนอื่น ในเมื่อมาแล้วลี่หรงก็ต้องตั้งใจดู
น่าเสียดายที่ดูไปรอบหนึ่ง มีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นที่เข้าตาเธอ
แม้ว่าในชาติที่แล้วลี่หรงจะไม่ได้เปิดสตูดิโอของตัวเอง แต่เธอถือว่าเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงพอสมควรในวงการ และมักได้รับเชิญให้ไปชมแฟชั่นโชว์อยู่เสมอ
เธอคิดว่าตัวเองมีรสนิยมที่ดีพอสมควร ถ้าให้เธอวิจารณ์ พวกนี้ทั้งหมดถือว่าธรรมดามาก ระดับการออกแบบยังไม่เท่าเฉาเหลียงอวี้ด้วยซ้ำ
โชคดีที่ไม่ได้ให้ลี่หรงขึ้นไปวิจารณ์ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรโดยไม่ทำให้คนอื่นโกรธ
เธอมองดูอย่างเบื่อหน่ายอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็ถึงคิวของว่านซู
แต่เดิมเธอคิดว่าการออกแบบชุดของสวีเหมียนบนเวทีคงไม่น่าตื่นตาตื่นใจขนาดนั้น แต่ตอนนี้ดูแล้วกลับโดดเด่นขึ้นหน่อย ทำให้ลี่หรงอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง จริง ๆ แล้วต้องขอบคุณเพื่อนร่วมอาชีพที่ช่วยกันทำให้ผลงานนี้สำเร็จ
แน่นอนว่าลี่หรงคิดแบบนี้ แต่เธอไม่รู้หรอกว่าคนอื่นคิดยังไง บางทีทุกคนอาจจะคิดว่าการออกแบบของตัวเองดีที่สุดก็ได้
หลี่เสี่ยวอ้ายเข้ามากระซิบกับลี่หรงว่า “พี่ลี่หรง ฉันว่าการออกแบบของพวกเราดีที่สุดเลย พี่ว่าไงคะ?”
ลี่หรงรู้สึกเช่นกัน แต่เธอไม่ได้พูดอะไร เพราะมีคนมากมายและสายตาหลายคู่ เธอยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ดูโชว์ให้ดี ๆ นะ จะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง”
หลังจากนางแบบแต่ละคนโชว์ตัวเสร็จ จะมีช่วงที่นางแบบหลายคนเดินโชว์พร้อมกัน โดยเดินตามตำแหน่งที่ซ้อมไว้
เสียงดนตรีเริ่มเร่งจังหวะเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จู่ ๆ ไฟก็กะพริบหลายครั้ง แล้วมีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นบนเวที
มีนางแบบล้มลง!
ผู้ชมบางคนลุกขึ้นยืน ทุกคนต่างมองไปที่เวทีพร้อมกัน
ลี่หรงรู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที ส่วนหลี่เสี่ยวอ้ายก็ลุกขึ้นดูเช่นกัน ไม่รู้ว่าเธอเห็นอะไร แต่หลี่เสี่ยวอ้ายมีสีหน้าตกใจรีบคว้ามือลี่หรง “พี่ลี่หรง! แย่แล้ว! ว่านซูล้มค่ะ!”
“อะไรนะ?” ลี่หรงลุกขึ้นยืน เดินอ้อมคนข้าง ๆ ออกจากที่นั่งผู้ชม แล้วเดินไปที่เวที
ลี่หรงเห็นว่าว่านซูล้มลงจริง ๆ คนรอบข้างดูเหมือนจะตกใจ ต่างร้องเสียงดัง แล้วรวมตัวกันยืนอยู่ด้านข้าง ไม่กล้าเข้าใกล้ว่านซู แล้วถอยออกห่างราวกับว่าใครอยู่ใกล้ก็คือคนที่ผลักเธอ
ด้านหน้าไม่มีบันไดขึ้นไป ลี่หรงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เธอใช้มือยันเวทีแล้วกระโดดขึ้นไปหาว่านซู แล้วตรวจดูอาการของอีกฝ่ายทันที
ว่านซูข้อเท้าเท้าพลิก แต่ส้นรองเท้าไม่ได้หัก
เมื่อเห็นลี่หรง ว่านซูรู้สึกเหมือนเห็นที่พึ่ง แต่นึกถึงว่าตัวเองล้ม คงทำให้ลี่หรงอับอายด้วยใช่ไหม?
ว่านซูรู้สึกผิดมาก “ขอโทษค่ะคุณลี่ ฉัน…”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น นอกจากเท้าพลิกแล้วมีที่ไหนบาดเจ็บอีกไหม? เดี๋ยวฉันจะช่วยพยุงเธอลุกขึ้นนะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายก็เดินเข้ามาช่วยพยุงว่านซูด้วย
ว่านซูไม่คิดว่าลี่หรงจะไม่โทษเธอที่ทำพลาด เธอเรียกลี่หรงเบา ๆ อีกครั้ง ด้วยความรู้สึกน้อยใจ “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะล้มค่ะ เมื่อกี้ไฟมืด ฉันระวังมากแล้ว แต่ไม่รู้ว่าใครผลักฉัน แล้วเหมือนมีคนเอาเท้ามาสกัดขาฉันด้วย”
ลี่หรงเม้มปาก มีเรื่องสกปรกจริง ๆ ด้วย
กัวซืออวี่วิ่งเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “ไม่เป็นไรใช่ไหม? ทำไมถึงล้มล่ะ? ลงจากเวทีมานั่งพักก่อนดีกว่า คงเป็นเพราะไฟกะพริบสองสามที เห็นทางไม่ชัดเลยล้มใช่ไหม? แย่จริง ๆ ทำไมไฟถึงมีปัญหาตอนนี้ด้วยนะ ดีที่ไม่มีคนล้มมาก ไม่งั้นฉันไม่รู้จะอธิบายกับคนอื่นยังไง ขอโทษด้วยนะคะคุณลี่ คุณพาคุณผู้หญิงคนนี้ไปนั่งข้าง ๆ ก่อน เดี๋ยวฉันจะพาพวกคุณไปโรงพยาบาล ไม่ต้องกังวลนะคะ ครั้งนี้เป็นความผิดพลาดของพวกเราเอง พวกเราจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลของคุณผู้หญิงคนนี้เองค่ะ”
เธอพูดยาวเหยียดแบบนั้น ยิ่งทำให้ลี่หรงโกรธมากขึ้น
อีกฝ่ายผลักปัญหาให้กับแสงไฟ โดยไม่ถามอะไรทั้งสิ้น คิดว่าการล้มเป็นปัญหาส่วนตัวของว่านซู ทั้งยังเร่งเร้าให้ลี่หรงและพวกเธอลงจากเวทีมานั่งถึงสองครั้ง แล้วยังให้พวกเธอรอก่อนแล้วค่อยไปหาหมออีก?
แต่ว่านซูข้อเท้าเคล็ด ใครจะรู้ว่าบาดเจ็บตรงไหนอีกบ้าง การรอกัวซืออวี่ก็คือรอให้งานนิทรรศการจบนั่นแหละ ว่านซูไม่รู้ว่าจะต้องทนทุกข์อีกเท่าไหร่
ลี่หรงไม่มีอารมณ์จะพูดจาไร้สาระกับกัวซืออวี่อีก สีหน้าของเธอเย็นชาลง “ไม่รบกวนประธานกัวหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันจะพาว่านซูไปโรงพยาบาลเอง พวกคุณทำธุระของคุณต่อเถอะค่ะ”
“เอ๊ะ แต่ยังไม่ได้ตัดสินรางวัลเลยนะคะ”
ลี่หรงยิ้มเยาะ “เลิกคิดเถอะค่ะ ว่านซูล้มขนาดนี้คงไม่มีทางได้รางวัลยอดเยี่ยมแล้ว พวกคุณสนุกกันต่อไปแล้วกัน พวกเราขอตัวไปโรงพยาบาลก่อนนะคะ”