ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 446 ต่อรองราคา
บทที่ 446 ต่อรองราคา
แต่เขาไม่ท้อแท้ ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัว พอโฆษณาออกมา คนเหล่านั้นก็นึกถึงเขา ร้านค้าที่เขาเคยไปโฆษณาก็อยากสั่งสินค้ากลับไปขายเช่นกัน แต่จงเหออยู่ที่เมืองหลวง ร้านค้าเล็ก ๆ บางร้านอยากสั่งแค่ไม่กี่ร้อยขวด การไปเมืองหลวงจึงเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป พวกเขาจึงนึกถึงเย่เหลยขึ้นมาโดยปริยาย
พวกเขาไม่เรียกเย่เหลยว่าไอ้หนูอีกต่อไป ตอนนี้คงต้องเรียกว่าคุณเย่แล้ว!
แม้แต่ไช่อันฉิงยังแซวเย่เหลยเลยว่า “คุณเย่กำลังยุ่งอยู่สินะ”
เย่เหลยถูกแม่แท้ ๆ แซวแบบนี้ก็ไม่อาย กลับภูมิใจขึ้นเสียอีก เขาชี้ไปที่หูโทรศัพท์ “กำลังคุยเรื่องธุรกิจกับพี่จ้าวอยู่”
ไช่อันฉิงรู้ว่าปลายสายคือจ้าวชิงซง จึงไม่พูดอะไร
จ้าวชิงซงบอกเย่เหลยว่า โรงงานได้พัฒนาสบู่ซักผ้าและสบู่ก้อนขึ้นมา เย่เหลยไม่คิดอะไรมาก พร้อมกับสั่งทันทีหนึ่งหมื่นชิ้น
เขามีความมั่นใจอย่างไร้เหตุผลในตัวจ้าวชิงซงและสิ่งที่เขาทำ โดยไม่กังวลเลยว่าจะขาดทุน
หากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก จ้าวชิงซงจะขายในราคาต่ำลง ทุกคนจึงทำกำไรได้
หลังจากวางสาย เย่เหลยก็หัวเราะออกมาด้วยความดีใจ
ไช่อันฉิงตบไหล่เขาแล้วพูดว่า “หัวเราะเหมือนคนโง่เลยนะ”
“…แม่ครับ เมื่อกี้แม่ยังเรียกผมว่าคุณเย่อยู่เลย” เย่เหลยรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
“ได้ ๆ คุณเย่” ไช่อันฉิงอดหัวเราะไม่ได้ “คุยเรื่องธุรกิจใหญ่อะไรกับเขาอีกล่ะ?”
“ธุรกิจใหญ่มากครับ!” เย่เหลยโอบไหล่ไช่อันฉิง “รอให้ผมทำเงินก้อนโตได้ ผมรับรองว่าจะให้แม่ไปกินดีอยู่ดีกว่านี้อีก!”
ไช่อันฉิงยิ้มตาหยี ดูเหมือนจะเชื่อคำสัญญาลม ๆ แล้ง ๆ ของลูกชาย
เงินที่ทำได้ก่อนหน้านี้ จริง ๆ แล้วสามารถใช้คืนหนี้ที่ติดค้างไช่อันฉิงได้ แต่เย่เหลยกลับสั่งซื้อสินค้าอีกจำนวนมาก เขาบอกว่า “แม่ครับ ขอยืมเงินแม่ไปก่อน อีกไม่กี่วันผมจะคืนให้นะครับ”
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก” ไช่อันฉิงรู้ว่าเขาเอาเงินไปทำธุรกิจ เธอจึงไม่รีบร้อน อีกอย่าง นั่นคือลูกชายแท้ ๆ ของเธอ จะคืนหรือไม่คืนก็ไม่สำคัญ
ถ้าเป็นเมื่อไม่กี่ปีก่อน เย่เหลยขอเงินก้อนใหญ่จากเธอ เธออาจจะไม่ให้ง่าย ๆ แบบนี้ แม้ตอนนั้นเขาจะไม่ได้เอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ถึงเอาไปทำธุรกิจก็มักจะถูกหลอกถึงเก้าในสิบครั้ง
แต่ตอนนี้เย่เหลยคบคนดีก็สามารถทำเงินได้แล้ว ไช่อันฉิงจึงปล่อยให้เขาทำตามใจ
เย่เหลยพยายามอย่างหนักจริง ๆ เขาไม่ได้วิ่งแค่เมืองหยาง แต่เขาวิ่งไปทั่วทั้งกวางตุ้ง เกือบจะรู้จักพ่อค้ารายใหญ่ทั่วทั้งมณฑล
เย่เหลยไม่ได้ทำงานที่ตลาดค้าส่งผลไม้แล้ว ชิวเฉิงหาวไม่รู้ว่าเขาทำธุรกิจใหญ่โตขนาดนั้น แต่บังเอิญได้รู้สถานการณ์ล่าสุดของเย่เหลยจากเพื่อนที่สนิทกัน
ชิวเฉิงหาวตกใจมาก!
เขารู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่ตอนนั้นไม่ได้รับข้อเสนอธุรกิจที่จ้าวชิงซงพูดไว้
เขาติดต่อจ้าวชิงซงและถามอ้อม ๆ จ้าวชิงซงมารู้สึกตัวทีหลังว่าชิวเฉิงหาวต้องการแบ่งผลประโยชน์ด้วย
จ้าวชิงซงถือว่าชิวเฉิงหาวเป็นพี่น้องและไม่ได้ดูถูกเขา แต่เขามีหลักการของตัวเอง “พวกเราเป็นผู้ผลิตทำธุรกิจกับผู้จัดจำหน่าย ต้องรับประกันว่าผู้จัดจำหน่ายจะได้กำไรด้วย ที่เมืองหยางมีเย่เหลยอยู่แล้ว ถ้าจะให้นายทำ มันคงไม่ดีกับเย่เหลย”
เมืองอื่น ๆ ในกวางตุ้งเย่เหลยก็ไปแล้ว แต่นั่นเป็นความสามารถของเย่เหลยเอง จ้าวชิงซงจึงไม่นับทั้งกวางตุ้งเป็นเขตจัดจำหน่ายของเย่เหลย
ชิวเฉิงหาวเข้าใจความหมายของจ้าวชิงซง เมื่อก่อนเขาขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองหยางก็มีข้อกำหนดเช่นกัน แต่ถ้าให้เขาไปที่อื่น ตอนนี้เขาคงไปไม่ได้
จริง ๆ แล้วธุรกิจผลไม้ก็ทำเงินได้ เพียงแต่เขาเห็นว่าน้ำยาล้างจานมีแนวโน้มที่ดี เลยอยากหาเงินเพิ่ม
ชิวเฉิงหาวหัวเราะสองสามที “ฉันเข้าใจ รอฉันวางแผนเสร็จแล้วจะติดต่อนายอีกทีแล้วกัน”
จ้าวชิงซงไม่รู้ว่านี่เป็นคำพูดสุภาพหรือไม่ เขารู้แค่ว่ามีผู้จัดจำหน่ายที่สนใจเพิ่มอีกคนแล้ว
ตอนนี้จงเหอมีผู้จัดจำหน่ายสิบกว่ารายจากหลายมณฑล เมื่อจงเหอเริ่มทำกำไรได้แล้ว คนที่ดีใจที่สุดคือติงลี่เหริน เฟยหนิงเป็นแค่คนบ้าวิจัย ส่วนติงลี่เหรินนับว่าเป็นคนที่ชอบเงินอย่างแท้จริง!
แน่นอนว่าเขาจะไม่กลับมาบริหารเพียงเพราะเริ่มทำเงินได้ แต่ติงลี่เหรินเชื่อใจจ้าวชิงซงมาก เขาจึงโยนทุกอย่างให้จ้าวชิงซงจัดการ แล้วรอรับเงินปันผลตอนสิ้นปี
งานแฟชั่นโชว์ประจำปีของฝูหรงกำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมการ
ครั้งนี้ลี่หรงไม่ได้ปล่อยข่าว เธอต้องการจัดงานแบบปีที่แล้ว โดยเปิดให้เฉพาะลูกค้าบางกลุ่มเท่านั้น และไม่ต้อนรับนักข่าว
ซินอวี่ติดตามฝูหรงมาตลอด จึงคาดการณ์วันที่พวกเธอจะจัดโชว์ได้ เธอเลยรีบมาหาลี่หรงก่อน เพราะกลัวจะถูกคนอื่นตัดหน้า
ซินอวี่พาช่างภาพและนักข่าวจากนิตยสารแฟชั่นมาด้วย พร้อมกับมอบบัตรปันส่วนให้ลี่หรง “พวกเขาเป็นช่างภาพและนักข่าวมืออาชีพ พวกเราจะถ่ายภาพให้คุณอย่างดีแน่นอน คุณรอนับเงินได้เลยค่ะ”
“เดี๋ยวก่อน” ลี่หรงไม่เชื่อว่าเธอจะใจดีขนาดส่งพนักงานเก่ง ๆ มาให้มากมาย “คุณมีเงื่อนไขอะไรใช่ไหมคะ?”
“ฮ่า ๆ ๆ” ซินอวี่หัวเราะ “ฉันเห็นคุณยุ่ง ๆ พวกเราเลยส่งคนมาช่วย อีกอย่าง การทำแบบนี้จะทำให้ต้นทุนทางฝั่งนิตยสารแฟชั่นสูงขึ้นนิดหน่อย”
ลี่หรงพอเข้าใจแล้ว “หมายความว่า พวกคุณอยากเปลี่ยนสัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ใช่ไหมคะ?”
“อืม… ประมาณนั้นค่ะ หัวหน้าของพวกเราคิดว่า อาจจะเป็นสามสิบต่อเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์คุณคิดว่ายังไงคะ?”
ลี่หรงหรี่ตาลง “แบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ”
คิดว่าเธอโง่หรือไง? หากคำนวณจากกำไรก่อนหน้านี้ก็ลดลงไปเกือบเท่าตัว แต่ยังถือว่าเป็นเงินหลักแสน
รอยยิ้มของลี่หรงจางลง “สี่สิบต่อหกสิบเปอร์เซ็นต์เป็นการประนีประนอมมากที่สุดของฉันแล้ว คุณหาคนมากี่คน ฉันก็ต้องขาดทุนสิบกว่าถึงยี่สิบล้าน เงินเดือนของพวกเขาจะถึงสิบกว่าถึงยี่สิบล้านเชียวหรือ? ถ้าแฟชั่นรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลจริง ๆ ฉันสามารถหานิตยสารอื่นมาร่วมมือได้ค่ะ”
นิตยสารอื่น ๆ ไม่ใช่ว่าไม่เคยติดต่อลี่หรง เพราะตอนนี้ฝูหรงมีชื่อเสียงไม่น้อย นอกจากลูกค้าส่วนตัวที่เป็นความลับแล้ว แค่ผลงานที่เผยแพร่ออกมาก็มีนิตยสารและหนังสือพิมพ์ตีพิมพ์ออกมาทั้งนั้น
ความเป็นจริงเป็นแบบนี้ ถ้าไม่มีชื่อเสียงก็ไม่มีคุณค่า ถ้าอยากขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ต้องจ่ายเงินเอง แต่พอมีชื่อเสียงแล้ว พวกเขาจะเข้าแถวมาหาคุณเอง
อย่างแฟชั่นโชว์ของฝูหรง มีการออกแบบหลากหลาย หากจะแยกเป็นเล่มซื้อกลับไปเป็นของสะสมก็ได้
ปีที่แล้วแฟชั่นขายเล่มนี้ แทบจะเท่ากับยอดขายนิตยสารทั้งปีของพวกเขาเลย
คู่แข่งรายอื่น ๆ ต่างมองด้วยความอิจฉา แต่ลี่หรงเคยร่วมมือกับแฟชั่นมาแล้ว เธอจะพิจารณาแฟชั่นเป็นอันดับแรก
หากแฟชั่นเสียดายเงินที่แบ่งให้ลี่หรงไปมากมายก่อนหน้านี้ แล้วต้องการกดส่วนแบ่งลง ลี่หรงคงไม่ยอมแน่ การกระทำเช่นนี้ทำให้เสียความรู้สึกดี ๆ ไปไม่น้อย อย่างมากลี่หรงก็แค่เปลี่ยนไปร่วมงานกับบริษัทอื่นแทน เพราะถ้าเปลี่ยนไปร่วมงานกับนิตยสารอื่น ลี่หรงอาจขอส่วนแบ่งห้าสิบเปอร์เซ็นต์ได้ ทำไมต้องยอมให้แฟชั่นกดราคาด้วย?
ถ้าปีนี้เธอยอมให้แฟชั่นกดค่าส่วนแบ่งลง ปีหน้าอีกฝ่ายก็จะกดลงอีก
ซินอวี่ฟังคำพูดแล้วรู้ว่าลี่หรงไม่พอใจ เธอเองก็คิดแต่จะได้เงินเดือนมากขึ้นจนหน้ามืดตามัว แต่ถ้าทำให้ลี่หรงโกรธจนเดินจากไป เธอคงไม่ได้อะไรอีกเลย
ตอนนั้นคงไม่รู้จะไปร้องไห้ที่ไหนแล้ว!
เธอได้สติกลับมาอย่างสมบูรณ์ แล้วรีบพูดกับลี่หรงว่า “เรื่องนี้แฟชั่นทำไม่ถูกต้อง แต่คุณวางใจได้ ฉันจะกลับไปคุยกับบรรณาธิการคนอื่น ๆ ให้ดี เราจะใช้ส่วนแบ่งสี่สิบต่อหกสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิมค่ะ!”