ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 445 แม่ยาย
บทที่ 445 แม่ยาย
ปี้ซิ่งสือเชิญลี่หรงไปรับประทานอาหารที่โรงแรมหวงเหอ
ลี่หรงพาอันอันไปด้วย
บนโต๊ะอาหาร ปี้ซิ่งสือยิ้มแย้มมองหลี่เสี่ยวอ้ายแล้วพูดกับลี่หรงว่า “ฉันขอเรียกเธอว่าน้องลี่แล้วกันนะ พวกเราเรียกกันแบบนี้จะได้สบายใจกว่า”
ลี่หรงพยักหน้ารับ “ก็ดีค่ะ ถ้าคุณต้องเรียกฉันว่าพี่ ฉันคงรับไม่ไหวหรอก ฮ่า ๆ ๆ”
ปี้ซิ่งสือ “รับไหวสิ เสี่ยวอ้ายอยู่ในความดูแลของเธอมาหลายปีแล้วนี่…”
พูดถึงตรงนี้ ปี้ซิ่งสือยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง เมื่อย้อนคิดถึงตอนที่ยายของหลี่เสี่ยวอ้ายจากไป ถ้าไม่มีลี่หรงคอยช่วยเหลือ ตอนนี้เขาจะไปหาภรรยาที่ไหนได้?
อันอันทักทายปี้ซิ่งสือตั้งแต่แรกแล้วก็ก้มหน้ากินข้าวเงียบ ๆ
เขารู้ว่าวันนี้มาทำอะไร เพราะพี่เสี่ยวอ้ายบอกว่าจะพาเขามาพบพี่เขย
หลี่เสี่ยวอ้ายเรียกลี่หรงว่าพี่ อันอันก็เรียกเสี่ยวอ้ายว่าพี่เช่นกัน เพราะพวกเขาอายุห่างกันไม่มาก และไม่ใช่น้าแท้ ๆ หากเรียกว่าน้าคงดูแก่เกินไป
ลี่หรงรู้สึกว่าตัวเองมองปี้ซิ่งสือเหมือน ‘แม่ยายมองลูกเขย’ ลืมความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายกับลี่รุ่ยจือไปแล้ว
ลี่หรงยกน้ำชาขึ้นจิบสองอึก แล้วกระแอมเบา ๆ
ปี้ซิ่งสือรู้ว่าลี่หรงมีเรื่องจะพูด เขารีบวางตะเกียบแล้วนั่งหลังตรง ท่าทีคล้ายกับว่าถูกแม่ยายสอบสวน
“พี่ใหญ่ปี้ ครอบครัวของคุณมีกี่คนคะ?”
ปี้ซิ่งสือตอบอย่างตรงไปตรงมา “พ่อแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่ และมีน้องสาวอีกคน ส่วนลุงป้าน้าอาอะไรพวกนั้น ความสัมพันธ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไม่ต้องพูดถึงก็ได้”
ความสัมพันธ์กับลุงป้าน้าอาไม่ค่อยดีเหรอ?
ลี่หรง “เพราะอะไรเหรอคะ?”
ลี่หรงถามเรื่องนี้ เพราะอยากรู้ว่าแม่ของปี้ซิ่งสือนิสัยเป็นอย่างไร? เธอไม่อยากให้หลี่เสี่ยวอ้ายที่อายุยังน้อยและเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ต้องแต่งงานกับคนที่อายุมากกว่าสิบปี แถมยังต้องรับมือกับแม่สามีที่น่าปวดหัวอีก
ปี้ซิ่งสือ พิ่งเคยเจอ ‘แม่ยาย’ เป็นครั้งแรก คำถามบางข้อเขาไม่ได้คิดลึกซึ้งขนาดนั้น แต่คำตอบของเขาบังเอิญขจัดความกังวลของลี่หรงได้พอดี “พ่อกับแม่ของผมเป็นคนอ่อนโยน ช่วงที่ผมรับราชการทหารอยู่ข้างนอก ลุงป้าน้าอารังแกพวกเขาอยู่ตลอด แถมยังแย่งที่นาของครอบครัวด้วย… สรุปคือ พวกเขาทะเลาะจนเลิกคบกัน”
ลี่หรงพยักหน้า “เสี่ยวอ้ายยังเรียนอยู่ ครอบครัวของคุณไม่ได้เร่งให้แต่งงานมีลูกใช่ไหมคะ? ถ้าถึงตอนนั้นคงไม่ใช่ว่าจะมีอีกคนอยู่ที่บ้าน แล้วปล่อยความสัมพันธ์ของหลี่เสี่ยวอ้ายให้คลุมเครือหรอกนะ?”
“เรื่องนี้คุณวางใจได้เลย” ปี้ซิ่งสือพูดอย่างจริงจัง “ถ้าพวกเขาสามารถเร่งผมได้ ผมคงไม่โสดมาจนถึงตอนนี้หรอกครับ”
“งั้นฉันจะเชื่อคุณแล้วกันค่ะ” ลี่หรงมองไปที่หลี่เสี่ยวอ้าย อีกฝ่ายนั่งกินข้าวเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ อันอัน พร้อมกับฟังคำพูดของเธอไปด้วย
ลี่หรงได้บอกหลี่เสี่ยวอ้ายก่อนจะมาแล้ว ไม่ว่าลี่หรงจะพูดอะไรหรือถามอะไรที่โต๊ะอาหาร ทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของเธอ ให้เธอนั่งฟังเงียบ ๆ และกินข้าวไปก็พอ
ลี่หรงถามปี้ซิงสือต่อว่า ถ้าแต่งงานแล้ว ปี้ซิ่งสือมีแผนจะอยู่กับครอบครัวด้วยกันหรือไม่?
พูดตามตรง ลี่หรงรู้ว่าการถามเรื่องนี้อาจจะเร็วไปหน่อย แต่ปี้ซิ่งสืออายุมากแล้ว พ่อแม่ก็ยังมีชีวิตอยู่ การที่ลี่หรงถามเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติ
ปี้ซิ่งสือตอบอย่างจริงจัง “เมื่อไม่กี่ปีก่อนผมสร้างบ้านให้พ่อแม่ที่ชนบท พอเสี่ยวอ้ายเรียนจบ ผมก็น่าจะได้เลื่อนยศทหารพอดี สามารถขอแบ่งบ้านพักจากหน่วยงานได้ ถ้าพ่อแม่ยินดีผมอาจจะรับพวกท่านเข้ามาอยู่ในเมืองด้วย แต่ถ้าไม่มา ผมก็จะอยู่กับเสี่ยวอ้ายสองคน”
คำตอบนี้ทำให้ลี่หรงไม่มีอะไรจะพูดอีก เธอคงไม่สามารถให้ปี้ซิ่งสือสัญญาว่าจะไม่ให้พ่อแม่มาอยู่ด้วยในอนาคตได้ใช่ไหม?
เมื่อครู่ปี้ซิ่งสือบอกแล้วว่าพ่อแม่ของเขามีลูกชายคนเดียว เมื่อลูกสาวแต่งงานไปแล้ว ถ้าลูกชายไม่คิดจะเลี้ยงดูพวกท่าน คงต้องพิจารณาคุณธรรมของปี้ซิ่งสืออีกครั้ง
แม่สามียุคนี้ล้วนผ่านการทำงานในชุมชนมาแล้ว การประหยัดถือเป็นเรื่องปกติ เธอยังรู้สึกกังวลว่าหลี่เสี่ยวอ้ายอาจจะเจอแม่สามีที่ทำให้ตัวเองลำบากและลูกสะใภ้ก็ลำบากไปด้วย
ในที่สุดแล้ว ไม่ใช่แม่สามีทุกคนจะใจดีเหมือนคุณแม่จ้าว
หากอีกฝ่ายเป็นคนดี ลี่หรงคิดว่าการอยู่ด้วยกันก็จะยิ่งดี อย่างน้อยในอนาคตจะสามารถช่วยเหลือครอบครัวเล็ก ๆ ของหลี่เสี่ยวอ้ายและปี้ซิ่งสือได้ เพียงแค่ช่วยดูแลเด็ก ถือว่าช่วยลดภาระไปได้มาก
ปี้ซิ่งสือพูดขึ้นมาทันทีว่า “ตรุษจีนปีนี้ผมตั้งใจพาเสี่ยวอ้ายกลับบ้านไปพบผู้ใหญ่”
ลี่หรงขมวดคิ้ว “นี่มันเร็วเกินไปหรือเปล่าคะ? เสี่ยวอ้ายเพิ่งขึ้นปีสองเองนะ”
ลี่หรงถามปี้ซิ่งสือมากมายขนาดนั้นก็เพราะเขาอายุมากกว่า หลี่เสี่ยวอ้ายยังเด็ก หากตอนที่เธอจบการศึกษาแล้วไม่ชอบปี้ซิ่งสือขึ้นมาล่ะ?
ถ้าเป็นแบบนั้น แน่นอนว่าลี่หรงจะสนับสนุนให้พวกเขาแยกทางกัน แต่ยุคนี้ถ้าพาไปพบผู้ใหญ่แล้ว เท่ากับทั้งคู่ตกลงปลงใจกัน ลี่หรงเลยอยากให้โอกาสหลี่เสี่ยวอ้ายลองคิดดูอีกที
ฟังดูอาจจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไรห่ แต่ในฐานะญาติฝ่ายหญิงของหลี่เสี่ยวอ้าย ลี่หรงจะคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของเธอเท่านั้น
พอทานข้าวจนถึงช่วงท้าย รอยยิ้มบนใบหน้าของลี่หรงเริ่มผ่อนคลายขึ้น เธอพอจะมองออกแล้วว่าปี้ซิ่งสือจริงจังกับหลี่เสี่ยวอ้าย แต่มีบางเรื่องที่ลี่หรงต้องเตือนเขาไว้ก่อน “เสี่ยวอ้ายเป็นเด็กดี ถึงอายุพวกคุณจะห่างกันมาก แต่เสี่ยวอ้ายชอบคุณ ฉันจะไม่พูดอะไรเยอะแล้วกันค่ะ แต่ถ้าคุณทำให้เสี่ยวอ้ายของเราผิดหวัง ฉันจะไม่ยกโทษให้คุณแน่”
ปี้ซิ่งสือเข้าใจความหมายของลี่หรงทันที เธอเห็นด้วยกับเรื่องที่เขาคบหลี่เสี่ยวอ้ายแล้ว!
ที่จริงแล้ว แม้ลี่หรงจะไม่เห็นด้วย ปี้ซิ่งสือก็จะไม่แยกจากหลี่เสี่ยวอ้ายแน่นอน เพียงแต่เขารู้ว่า หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากลี่หรง หลี่เสี่ยวอ้ายคงไม่มีความสุข
นับตั้งแต่โรงงานน้ำยาล้างจานซื้อโฆษณาทางโทรทัศน์ จ้าวชิงซงก็ยุ่งขึ้นมาก เรื่องเหล่านี้แทบทั้งหมดเป็นเขาที่วิ่งวุ่น ติงลี่เหรินเห็นจ้าวชิงซงอยู่ตรงนั้น ตัวเองก็ทุ่มเทกับธุรกิจผลไม้อย่างเต็มที่ ส่วนเฟยหนิงเพิ่งพัฒนาสบู่ซักผ้าเสร็จ ตอนนี้กำลังทำสบู่อาบน้ำอยู่
ของพวกนี้ดีนะ ผู้หญิงในบ้านเขาอาบน้ำแล้วขาดไม่ได้ แต่ดันไม่ให้เขาแตะต้อง บ่นว่าเขาเป็นผู้ชายตัวใหญ่ใช้สบู่แล้วสิ้นเปลือง
สิ่งที่ผู้หญิงรักขนาดนั้นต้องขายดีแน่นอน!
สบู่ที่เฟยหนิงคิดค้นขึ้นมานั้น เขาเอากลับบ้านไปให้คนที่บ้านใช้ก่อน
ภรรยาของเฟยหนิงและผู้หญิงคนอื่น ๆ ในบ้านรู้สึกว่ากลิ่นสบู่ไม่ค่อยหอมนัก เฟยหนิงแก้ไขอยู่หลายครั้งกว่าจะได้รับคำชมเป็นเอกฉันท์จากพวกผู้หญิงในบ้าน แล้วถึงผลิตออกมา
จงเหอรื่อฮว่าทำน้ำยาล้างจานเป็นหลัก หากต้องการให้เป็นที่รู้จัก จำต้องโฆษณาสินค้าเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น แม้ว่าจะมีการรวมผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เข้าด้วยกัน โฆษณาที่จ้าวชิงซงซื้อพื้นที่ไว้ยังคงเป็นน้ำยาล้างจานเช่นเดิม
โฆษณาที่จ้าวชิงซงทำนั้นค่อนข้างเกินจริงไปหน่อย ทำให้ดูน่าสนใจ ออกอากาศทางโทรทัศน์ไม่ถึงหนึ่งเดือน ชื่อเสียงก็เริ่มโด่งดังแล้ว สังเกตได้จากยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ที่เมืองหยางก็ขายดีเช่นกัน เย่เหลยทำเงินได้มากมาย หลังจากนับเงินเสร็จ เขาลูบถุงเงินใบโตแล้วโทรศัพท์ไปรายงานข่าวดีให้จ้าวชิงซงฟัง พร้อมกับพูดประจบประแจงราวกับตัวเองไม่ต้องเสียเงิน
จ้าวชิงซงจึงถามสถานการณ์การขายน้ำยาล้างจานในเมืองหยาง
เย่เหลยตอบอย่างมั่นใจว่า “ดีมากเลยครับ พี่ส่งน้ำยาล้างจานมาให้ผมอีกสองหมื่นขวดเลย!”
ก่อนที่จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์น้ำยาล้างจาน เย่เหลยต้องขับรถไปหาร้านค้าและประชาสัมพันธ์ทีละบ้าน บางครั้งเขายังตัดใจแจกน้ำยาล้างจานไปตั้งหลายขวดก็ยังไม่ได้รับคำสั่งซื้อ