ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 451 แพ้
บทที่ 451 แพ้
ตระกูลเว่ยมีความคิดที่จะดองกับตระกูลเหอ แม่เว่ยได้สร้างความคุ้นเคยกับหลิวหงแล้ว วันนี้เป็นวันที่แม่เว่ยจะให้จื่อซวนไปทานอาหารที่บ้านตระกูลหวง แต่เว่ยเจี๋ยไม่ได้ไปด้วย
เว่ยเจี๋ยตกตะลึงไปชั่วขณะ ในที่สุดก็เข้าใจความหมายของเหอไฉซาน การที่เว่ยจื่อซวนแต่งงานก่อนนั้นเป็นความผิดพลาดหรือ?
ทำไมถึงผิดล่ะ?
หรือว่าไปยุ่งกับคนที่ไม่ควรยุ่ง?
เว่ยเจี๋ยงุนงงไปหมด วงสังคมที่เขาคลุกคลีอยู่นั้นแตกต่างจากของเหอไฉซานและคนอื่น ๆ ในวงสังคมชั้นสูง หลายคนรู้ว่าเหอไฉซานและหวงเซิ่งหนานสนิทกันมาก ไม่เช่นนั้นหวงหงคุนจะรู้ได้อย่างไร?
แต่เว่ยเจี๋ยไม่สามารถเข้าถึงวงสังคมนั้นได้ ยิ่งแม่เว่นและหลิวหงก็ไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย
หลังจากพบเหอไฉซานแล้ว เว่ยเจี๋ยจึงรีบให้คนไปสืบข่าวทันที
หลังจากนั้นแม่เว่ยได้พาเว่ยจื่อซวนไปที่บ้านตระกูลหวง เว่ยจื่อซวนดูเหมือนไม่สนใจอะไร เขาเชื่อฟังและทำตามอย่างว่าง่าย เมื่อพบหลิวหงก็ทักทายพูดคุย อย่างน้อยหลิวหงก็ชอบเขา
หวงเซิ่งหนานถูกกดดันจากผู้เป็นแม่ จึงต้องกลับมาพบกับเว่ยจื่อซวน
เว่ยจื่อซวนเคยมีประสบการณ์กับผู้หญิงต่างชาติ เมื่อกลับมาฮ่องกงก็มีประสบการณ์มากมาย ทั้งสาวสวยเซ็กซี่และสาวน้อยน่ารัก เว่ยจื่อซวนชอบทั้งหมด
หวงเซิ่งหนานอายุสามสิบต้น ๆ รูปร่างหน้าตาและการแต่งตัวเป็นสาวเซ็กซี่ อีกทั้งเธอยังเป็นสาวในวงการธุรกิจ มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง แตกต่างจากผู้หญิงภายนอก
เว่ยจื่อซวนมองเพียงแวบเดียวก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตอนแรกเขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงอายุมากแล้ว ไม่คิดว่าจะมีบุคลิกดีขนาดนี้!
แม้ผู้หญิงแบบนี้จะแต่งงานแล้ว เขาก็ไม่เสียดาย!
เว่ยจื่อซวนจึงตั้งใจทำตัวสุภาพ “ผมขอเรียกคุณว่าเซิ่งหนานนะครับ หรือจะให้ผมเรียกว่าพี่เซิ่งหนานดี?”
หวงเซิ่งหนานไม่รู้จะพูดอย่างไร คำว่า ‘หนาน’ กับ ‘พี่’ รวมกันดูแปลก ๆ แต่เนื่องจากแม่อยู่ด้วย เธอจึงยิ้มแย้มและพูดว่า “แล้วแต่คุณเว่ยเลยค่ะ”
เว่ยจื่อซวนไม่เห็นความอึดอัดของเธอ “งั้นผมเรียกคุณว่าพี่นะครับ คุณก็ไม่ต้องเรียกผมว่าคุณเว่ยหรอก มันดูห่างเหินไป เรียกผมว่าจื่อซวนก็ได้ครับ”
หวงเซิ่งหนาน “…”
หลิวหงหัวเราะสองสามที “โอ้ จื่อซวนเด็กคนนี้ใจกว้างร่าเริงดีนะ ไม่เลวเลย ป้าทำอาหารเสร็จแล้ว พวกเราไปทานอาหารที่ห้องอาหารกันเถอะ”
เมื่อถึงห้องอาหาร หลิวหงตั้งใจผลักหวงเซิ่งหนานไป “พวกเธอคนหนุ่มสาวนั่งด้วยกันนะ ฉันกับคุณนายเว่ยจะคุยกันสักหน่อย”
หวงเซิ่งหนานถูกผลักให้นั่งข้างเว่ยจื่อซวน ทั้งสองเพิ่งนั่งลงก็มีคนรับใช้เข้ามาบอกว่า “คุณผู้หญิงคะ คุณเหอรออยู่ข้างนอกค่ะ”
“คุณเหอ? คุณเหออะไรกัน?” หลิวหงงุนงง เธอไม่ได้นัดใครไว้นี่นา…
“คุณเหอไฉซานค่ะ เขาบอกว่ามีธุระด่วนต้องพบคุณหนู”
หลิวหงรู้จักเหอไฉซาน แต่ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน การมาหาหวงเซิ่งหนานก็พอเข้าใจได้ แต่เธอรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย “มาหาเซิ่งหนานเหรอ? ทำไมถึงมาที่นี่เลยล่ะ?”
แค่คุยธุรกิจ ไม่ควรคุยข้างนอกหรอกหรือ?
ทำไมต้องมาที่บ้านล่ะ?
อีกอย่าง เซิ่งหนานก็ไม่ได้บอกล่วงหน้าด้วย
ดวงตาของหวงเซิ่งหนานเป็นประกาย “ใช่ค่ะ ฉันยังมีธุระอยู่ ลืมไปเลย” เธอพูดอย่างรู้สึกผิด แล้วหันไปมองแม่ลูกตระกูลเว่ย “ถ้าป้าเว่ยไม่ว่าอะไร ฉันขอเชิญคุณเหอเข้ามาทานข้าวด้วยกันนะคะ?”
ความจริงแล้วแม่เว่ยไม่พอใจนัก วันนี้เธอพาลูกชายมาไม่ใช่เพื่อทานข้าว แต่เป็นการจัดฉากให้รู้จักกัน จะให้คนนอกมาร่วมได้อย่างไร?
เว่ยจื่อซวนอยากแสดงความใจกว้างของตัวเอง จึงพูดว่า “แน่นอนว่าไม่เป็นไรครับ พี่เชิญคุณเหอเข้ามาเถอะ ตอนที่พวกคุณคุยธุรกิจ ผมจะได้อยู่ข้าง ๆ เรียนรู้ไปด้วย”
หวงเซิ่งหนานสั่งให้คนรับใช้ไปเปิดประตู แล้วพาคนเข้ามา
เหอไฉซานเข้ามาแล้วยื่นกล่องเครื่องประดับให้หลิวหง “ขอโทษที่รบกวนนะครับ ผมเห็นสร้อยคอเส้นนี้ที่ห้างสรรพสินค้า รู้สึกว่าเหมาะกับคุณนายหวงมาก วันนี้ในที่สุดก็มีโอกาสได้มอบให้แล้ว”
หลิวหงไม่เคยติดต่อกับเหอไฉซานมาก่อน เธอรู้สึกประหลาดใจที่เขานำของขวัญมาด้วย แต่เธอยังยิ้มและพูดว่า “จะมาก็มาเถอะ ไม่ต้องเอาของขวัญมาหรอก คุณกับเซิ่งหนานคงยุ่งกันอยู่ใช่ไหม? ทำไมถึงมาคุยเรื่องธุรกิจในเวลานี้ล่ะ?”
“ไม่มีทางเลือกครับ” เหอไฉซานถอนหายใจ “ธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน เจ้านายไม่มีเวลาพักเลย ต้องคอยดูแลทุกอย่าง ก่อนหน้านี้มีปัญหาเล็กน้อยในการร่วมมือกับเซิ่งหนาน พรุ่งนี้ต้องส่งสินค้าแล้ว เลยต้องมาจัดการเรื่องให้เรียบร้อยครับ”
หลิวหงไม่รู้เรื่องในวงการธุรกิจ เธอจึงไม่ถามอะไรเพิ่มเติม เพียงบอกให้คนรับใช้เพิ่มชามช้อนอีกชุด
เหอไฉซานนั่งลงข้าง ๆ หวงเซิ่งหนานตรงที่ว่างอีกด้านหนึ่ง พอคนรับใช้เห็นเหอไฉซานนั่งอยู่ตรงนั้น จึงวางชุดชามช้อนลงตรงหน้าเขาเลย
หลิวหงชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ไม่กล้าบอกให้เขาย้ายไปนั่งไกล ๆ
แม่เว่ยรู้สึกหงุดหงิดมาก ผู้ชายคนนี้เป็นอะไรกัน?
เธอรู้สึกกระวนกระวายใจ จึงเตะขาลูกชาย แล้วส่งสายตาเป็นสัญญาณให้เขา
เหอไฉซานรูปร่างหน้าตาธรรมดา แต่เพราะอยู่ในวงการธุรกิจมานาน บุคลิกของเขาจึงเหนือกว่าเว่ยจื่อซวนอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนิ่งสงบและดูมีอำนาจ!
พอเริ่มรับประทานอาหาร หลิวหงชวนเว่ยเจี๋ยคุยกัน ส่วนเหอไฉซานเริ่มพูดคุยกับหวงเซิ่งหนาน เรื่องที่พูดล้วนเป็นเรื่องในวงการธุรกิจ ฟังดูเหมือนมีธุรกิจเร่งด่วนอะไรสักอย่าง
เว่ยจื่อซวนไม่มีโอกาสได้แทรกบทสนทนาเลย แม่เว่ยเห็นแล้วรู้สึกกระวนกระวาย จึงยกเท้าขึ้นเตะเขาอีกครั้ง
เขาตอบกลับแม่ด้วยสายตา บอกให้เธอสบายใจได้
เว่ยจื่อซวนไม่ได้สนใจเหอไฉซานเลยสักนิด แม้ว่าพวกเขาจะดูเหมาะสมกันในแง่อายุ แต่จากประสบการณ์ของเว่ยจื่อซวน ผู้หญิงแบบหวงเซิ่งหนานน่าจะชอบเด็กหนุ่มที่ไร้เดียงสาและควบคุมง่ายมากกว่า
เว่ยจื่อซวนวางบทบาทของตัวเองไว้แล้ว เขายิ้มน้อย ๆ แกะกุ้งเงียบ ๆ แกะไปหลายตัวจนเต็มชามเล็ก แล้ววางไว้ตรงหน้าหวงเซิ่งหนาน “พี่สาวทานกุ้งสิครับ”
หวงเซิ่งหนานมองกุ้งที่แกะเรียบร้อยแล้ว พยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจนัก “ขอบคุณ”
แม้จะกล่าวขอบคุณ แต่หวงเซิ่งหนานก็ไม่ได้ทาน ถึงแม้เหอไฉซานจะหาข้ออ้างมาที่นี่ แต่หวงเซิ่งหนานไม่คิดว่าเขาจะมีเรื่องธุรกิจมาคุยจริง ๆ หรอก
เหอไฉซานมองเว่ยจื่อซวนอย่างไร้อารมณ์ ไอ้หมานี่ก็รู้จักเอาใจเหมือนกัน แต่ดีที่หวงเซิ่งหนานไม่ได้สนใจเลยสักนิด
ผ่านไปสักพัก หวงเซิ่งหนานก็คีบกุ้งในชามขึ้นมาทานโดยไม่รู้ตัว
เหอไฉซานจ้องเขม็ง “เซิ่งหนาน”
“หืม?”
หวงเซิ่งหนานยังไม่ทันได้ตั้งตัว เหอไฉซานกัดฟันกรอด พลางถามว่า “กุ้งอร่อยไหม?”
“ใช่แล้ว อร่อยไหมครับพี่สาว?” เว่ยจื่อซวนยิ้ม “ถ้าพี่คิดว่าอร่อย เดี๋ยวผมจะแกะให้อีกนะครับ”
ในที่สุดหวงเซิ่งหนานก็รู้สึกตัว กุ้งตัวใหญ่ในปากพลันหมดรสชาติไป สายตาทั้งสองคู่ทำให้หวงเซิ่งหนานกลืนไม่ได้ คายไม่ออก เธอลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนลงไป
เธอมองไปที่เว่ยจื่อซวน “คุณเว่ยไม่ต้องปอกให้แล้วค่ะ พอดีว่าฉันแพ้อาหารทะเล”
“อ้าว? ขอโทษครับ”
หลิวหงได้ยินเข้าพอดี อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ไม่ใช่ว่าลูกชอบอาหารทะเลที่สุดเหรอ? ทำไมจู่ ๆ ถึงแพ้ขึ้นมาล่ะ?”
“ไม่รู้สิคะ อาจเป็นเพราะกุ้งวันนี้เป็นกุ้งทะเลมั้ง?”
แต่ที่บ้านกินกุ้งทะเลมาตลอดนี่นา หลิวหงเห็นสายตาของหวงเซิ่งหนาน จึงรีบกลืนคำพูดที่กำลังจะหลุดออกมา “อ้อใช่ ลืมไปเลยว่าลูกแพ้กุ้ง”