ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 450 สายเกินไป
บทที่ 450 สายเกินไป
ในร้านกาแฟมีคนไม่มาก แม่เว่ยมองไปรอบ ๆ แล้วพูดว่า “ลูกชายของฉันชอบทำให้ที่บ้านเป็นห่วงเหมือนกันค่ะ อยากหาคนที่รู้จักกาลเทศะ สามารถควบคุมเขาได้ ขอพูดตามตรงเลยนะคะคุณหวง ฉันชอบเซิ่งหนานมาก ถ้าเธอสามารถแต่งงานกับลูกชายที่ไม่เอาไหนของฉันได้ นั่นคงเป็นบุญของตระกูลเว่ยจริง ๆ”
หลิวหงหัวเราะกับคำพูดของเธอ “ฮ่า ๆ ๆ จื่อซวนก็ไม่เลวนี่คะ เรียนจบจากต่างประเทศกลับมา แถมอายุยังน้อย ต่อไปคงดีขึ้นเองแหละค่ะ ส่วนเรื่องแต่งงานน่ะ คุณนายเว่ย ลูกชายคุณเพิ่งอายุยี่สิบห้า แต่ลูกสาวฉันอายุสามสิบกว่าแล้ว ถ้าไม่รังเกียจจริง ๆ ฉันจะกลับไปถามเซิ่งหนานดูแล้วกันค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีทีเดียวค่ะ”
หลิวหงประกาศหาลูกเขยอย่างเอิกเกริก คนในวงสังคมต่างรู้กันหมด หวงเซิ่งหนานและเหอไฉซานเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้!
เหอไฉซานโกรธมาก แต่ไม่กล้าไประบายอารมณ์กับหลิวหง เขาส่งของขวัญให้พี่น้องของหวงเซิ่งหนานมากขึ้น สรุปคือเขาไม่มีความสุขก็ต้องมีคนที่ทุกข์ยิ่งกว่าเขา!
หวงเซิ่งหนานรู้เรื่องตอนที่หลิวหงกับคุณนายเว่ยคุยกันแล้ว
หลิวหงตั้งใจเรียกหวงเซิ่งหนานกลับมากินข้าวที่บ้าน และระหว่างมื้ออาหารเป็นจังหวะที่เหมาะจะเอ่ยปากพอดี “แม่หาคู่ให้ลูกแล้ว เขาทั้งหล่อและรวยด้วย แถมนิสัยก็ดี ถ้าแต่งงานไปแล้ว ลูกยังสามารถกลับมากินข้าวกับแม่ได้บ่อย ๆ ด้วย”
“แม่คะ” หวงเซิ่งหนานวางตะเกียบลง “ฉันมีแผนของตัวเอง อย่ามาทำลายแผนของฉันเลยค่ะ”
หลิวหงขมวดคิ้ว “ลูกมีแผนอะไรอีก? อายุปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้วนะ ลูก ๆ ของพี่น้องคนอื่นก็โตพอจะเรียกปู่ย่าได้แล้ว! ลูกคิดว่าพ่อของลูกจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปี? ถ้าไม่รีบมีลูกสักคน แล้วจะเอาอะไรไปแข่งกับพวกเขา?”
หวงเซิ่งหนานขมวดคิ้ว “แม่คะ แม่คงไม่ได้คิดว่าการมีลูกชายจะเป็นข้อต่อรองในการแย่งชิงทรัพย์สมบัติหรอกนะ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ไม่เห็นพ่อจะยกตำแหน่งหัวหน้าตระกูลหวงให้พวกเขาเลย”
หากคิดจะอาศัยการมีลูก เพื่อให้หวงหงคุนสละตำแหน่ง ช่างเป็นความคิดเพ้อฝันเหลือเกิน!
“แม่ไม่ต้องยุ่งเรื่องของฉันมากนักหรอกค่ะ ฉันรู้ว่าต้องทำอะไร”
“รู้อะไรกัน!” หลิวหงซับหน้าตนเอง แล้วพูดว่า “ลูกไม่รู้หรอกว่าชีวิตแม่ลำบากแค่ไหน! น้องชายของลูกก็ยังเล็ก ถ้าลูกไม่แย่งชิงกับพวกเขา ต่อไปพวกเราจะมีอะไรกิน?”
“แม่!” หวงเซิ่งหนานปวดหัวจนแทบระเบิด รู้ดีว่าเธอกำลังแสร้งทำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ข่มความหงุดหงิดลง แล้วปลอบใจหลิวหง “ใครบอกว่าฉันไม่แย่ง? ฉันก็แย่งอยู่นี่ไง แม่ไปเล่นไพ่นกกระจอกให้สบายใจเถอะค่ะ”
“ฉันจะเล่นไพ่นกกระจอกอย่างสบายใจได้ยังไง? คนอื่นเขาพาหลานออกมาเที่ยวกันแล้ว แต่ลูกยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนเลย!”
หวงเซิ่งหนานอยากจะตะโกนออกมาว่า ‘ฉันมีแฟนแล้ว!’
แต่พอนึกบางเรื่องขึ้นมาได้ หวงเซิ่งหนานก็เงียบไป ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี
หลิวหงคิดว่าตัวเองพูดโน้มน้าวอีกฝ่ายได้แล้ว จึงพูดต่อ “เว่ยจื่อซวนหน้าตาไม่เลว แม่ไปเจอมาแล้ว ดูเหมือนจะเป็นคนที่เอาใจใส่คนอื่นด้วย เขาเพิ่งอายุยี่สิบห้า อ่อนกว่าลูกเจ็ดแปดปี ผู้ชายแบบนี้เลี้ยงให้เชื่องแล้วต่อไปจะเชื่อฟังมากเลยนะ!”
“ยี่สิบห้าเหรอคะ?” หวงเซิ่งหนานตกใจ เธอรู้แค่ว่าหลิวหงกำลังช่วยหาคู่ให้เธอ แต่ไม่คิดว่าจะหาคนที่อายุน้อยกว่าขนาดนี้มาด้วย ตระกูลเว่ยจะยอมให้ลูกชายของพวกเขาแต่งงานกับผู้หญิงอายุสามสิบห้าที่เป็นเหมือนดอกไม้เหี่ยวเฉาเหรอ?
ไม่!
ฉันไม่ใช่ดอกไม้เหี่ยวเฉา!
“ใช่แล้ว เขาอายุยี่สิบห้า! อายุยังน้อย แข็งแรงดีทีเดียว!” หลิวหงพูดกับลูกสาวของตัวเองอย่างไม่เกรงใจ
แต่หวงเซิ่งหนานพูดไม่ออก
“ฉันมีธุระ ขอไปทำงานก่อนนะคะ” หวงเซิ่งหนานคิดจะหาข้ออ้างหนีไป แต่ถูกหลิวหงคว้ามือไว้ “เธอจะไปยุ่งอะไร ฉันถามมาแล้วว่าช่วงนี้เธอว่าง พรุ่งนี้คุณนายเว่ยจะพาเว่ยจื่อซวนมา เธอต้องกลับมากินข้าวด้วยนะ”
“ไม่ค่ะ แม่อย่ายุ่งกับเรื่องนี้เลยนะคะ!”
“ก็แค่กินข้าวเอง!” หลิวหงรู้ว่าตัวเองไม่ควรรีบร้อนเกินไป เพราะเธอรู้จักลูกสาวคนนี้ดีกว่าใคร หากพูดให้ดีหน่อยคือรู้ความ พูดให้แย่หน่อยคือมีความคิดเป็นของตัวเองแบบสุดโต่ง! ใครก็ควบคุมเธอไม่ได้!
“ลองมาเจอหน้ากันก่อน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร พวกเราต้องรักษามารยาทไว้ ในเมื่อเชิญคนมาแล้ว เธอก็ทำเพื่อแม่หน่อยสิ กลับมากินข้าวก่อน ถ้าไม่ชอบค่อยว่ากัน บางทีเธออาจจะถูกชะตากันก็ได้นะ!”
หวงเซิ่งหนานกลอกตา “ไม่มีทางถูกชะตากันหรอกค่ะ! เสียเวลาเปล่า!”
เธอทำแบบนี้เพื่อประโยชน์ของเว่ยจื่อซวน หากเหอไฉซานรู้ว่าเว่ยจื่อซวนพยายามจะแย่งคนของเขา เว่ยจื่อซวนคงไม่มีวันสบายแน่!
แต่น่าเสียดายที่เหอไฉซานรู้เรื่องนี้แล้ว
ตั้งแต่รู้ว่าหลิวหงกำลังจัดการเรื่องแต่งงานให้หวงเซิ่งหนาน เหอไฉซานก็เริ่มสังเกตและสืบได้ว่าหลิวหงสนิทสนมกับใคร
เหอไฉซานไม่ใช่คนดีอยู่แล้ว เขาจึงส่งคนไปสร้างปัญหาให้ตระกูลเว่ยทันที
ตระกูลเว่ยรู้สึกหงุดหงิดมาก พวกเขาไปทำอะไรให้เหอไฉซานไม่พอใจหรือ?
เว่ยเจี๋ยจึงไปพบเหอไฉซาน แม้เว่ยเจี๋ยจะอายุไม่ถึงห้าสิบปี แต่ก็แก่กว่าเหอไฉซานถึงสิบกว่าปี เมื่อพบเหอไฉซาน เขายังให้เกียรติอีกฝ่ายด้วยการเรียกว่า ‘คุณเหอ’
เหอไฉซานผิดนัดถึงสองครั้งก่อนจะยอมพบเขา “ขอโทษจริง ๆ ครับ ช่วงนี้ผมยุ่งมาก โรงงานเครื่องจักรไม่อาจผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว เพราะมันเป็นธุรกิจมูลค่าหลายล้านหยวน ทำให้คุณเว่ยต้องรอนานเลย ว่าแต่คุณเว่ยมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ?”
เว่ยเจี๋ยรู้ดีว่าเหอไฉซานตั้งใจทำเช่นนี้ แต่เขาจะพูดอะไรได้?
เขายิ้มแหย ๆ “คุณเหอคงยุ่งมาก โรงงานเครื่องจักรทำธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้าน ไม่อาจผิดพลาดได้จริง ๆ งั้นผมขอพูดตามตรงเลยนะครับ ที่ผมมาครั้งนี้ เพราะมีบางเรื่องที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่”
“คุณเว่ยพูดตรง ๆ เลยสิครับ” เหอไฉซานพิงพนักเก้าอี้อย่างสบาย ๆ
เว่ยเจี๋ย “คือ… ลูกค้าในแวดวงธุรกิจของผมย้ายไปที่อื่นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจทางฝั่งคุณ เลยอยากถามว่าพวกเราทำอะไรผิดต่อคุณหรือเปล่า ถ้ามี คุณก็วางใจได้ เดี๋ยวผมจะจัดการให้แน่นอน ตกลงไหมครับ?”
เหอไฉซานทำหน้างง “อะไรนะ? ผมไม่รู้เรื่องหรอกครับ คงเป็นลูกน้องผมทำหรือเปล่า? เดี๋ยวผมจะดูให้แล้วกันครับ”
เหอไฉซานไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจนกับเว่ยเจี๋ย เขาเพียงบอกว่าจะจัดการให้เท่านั้น
เว่ยเจี๋ยพยายามรักษารอยยิ้มไว้ “คุณเหอ ธุรกิจเล็ก ๆ ของตระกูลเว่ยไม่อาจเทียบกับธุรกิจหลายพันล้านของคุณหรอกครับ ปล่อยพวกเราไปเถอะ”
“อะไรกันครับ?” เหอไฉ่ซานหัวเราะเบา ๆ “ดูคุณเว่ยพูดเข้าสิ”
เว่ยเจี๋ย “ถ้าตระกูลเว่ยทำอะไรให้คุณไม่พอใจ บอกตรง ๆ เลยก็ได้นะครับ” เหอไฉซานกับเว่ยเจี๋ยเป็นคนทำธุรกิจตามปกติ ไม่เคยมีปัญหากัน แต่พอนึกทบทวนดูแล้ว
เว่ยเจี๋ยคิดถึงเจ้าลูกชายตัวแสบของเขาขึ้นมา แล้วถามอีกฝ่ายว่า “เป็นเพราะลูกชายของผมไปทำอะไรให้คุณเหอไม่พอใจหรือเปล่า? บอกมาได้เลย เดี๋ยวผมจะกลับไปจัดการเขาเอง!”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ลูกชายเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจของแม่ทั้งนั้น” เหอไฉซานยิ้มตาหยี “ลูกชายของคุณยังหนุ่มยังแน่น น่าจะตั้งใจทำธุรกิจ ไม่ต้องรีบร้อนเรื่องแต่งงานดีกว่า คุณเว่ยว่าอย่างนั้นไหมครับ?”