ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 456 คนคุ้มกัน
บทที่ 456 คนคุ้มกัน
เพื่อลดความยุ่งยาก นอกจากจะใช้เงินแล้ว ลี่หรงยังให้ลี่ข่ายจือช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ด้วย ภายในครึ่งเดือนเธอก็จัดการเรื่องขอไปมิลานและเอกสารที่จำเป็นสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศเรียบร้อย
ลี่หรงไม่ได้พูดถึงเรื่องการไปดูแฟชั่นโชว์ที่ต่างประเทศเลย แต่คนในสตูดิโอฝูหรงส่วนใหญ่กลับรู้เรื่องนี้ ไม่รู้ว่าข่าวรั่วไหลออกไปได้อย่างไร?
ฝูหรงกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหลังจากมีการรายงานข่าว
คนที่สนใจแฟชั่นต่างรู้จักสัปดาห์แฟชั่นมิลาน เมื่อได้ยินว่าลี่หรงได้รับเชิญ พวกเขายิ่งรู้สึกว่าเธอเก่งมาก และทำให้มีคนมาที่ฝูหรงมากขึ้นด้วย
แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ลี่หรงเท่านั้นที่ได้รับเชิญ แต่ยังมีเจี่ยนเจินด้วย
เมื่อเจี่ยนเจินเห็นข่าว เธอคิดว่านี่ต้องเป็นการสร้างกระแสของลี่หรงแน่นอน! เพราะเจี่ยนเจินไม่เชื่อว่าลี่หรงจะได้รับเชิญเองแน่นอน ขนาดเธอยังต้องอาศัยกัวซืออวี่ทุ่มเงินไปไม่น้อยเลย
ใช่แล้ว! การที่เธอได้รับเชิญไม่ใช่เพราะตัวเอง แต่เป็นเพราะทุ่มเงินซื้อของมากมาย จนกลายเป็นลูกค้ารายใหญ่ของแบรนด์บางแบรนด์
แต่เรื่องพวกนี้ตราบใดที่ทางแบรนด์ไม่พูด คนอื่นย่อมไม่มีทางรู้
แผนของเจี่ยนเจินคือ รอให้เธอกลับมาจากสัปดาห์แฟชั่นก่อน แล้วค่อยใช้โอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ แต่ไม่คิดว่าลี่หรงจะปล่อยข่าวสร้างกระแสเร็วกว่าเธอ ถ้าจะบอกว่าลี่หรงไม่ได้ตั้งใจ เธอไม่มีทางเชื่อหรอก!
เมื่อเห็นฝูหรงได้รับความนิยมอีกครั้งเพราะลี่หรงได้รับเชิญไปสัปดาห์แฟชั่นที่มิลาน เจี่ยนเจินไม่อยากตกเป็นรอง จึงจ่ายเงินจ้างนักข่าวมารายงานข่าวเกี่ยวกับตัวเอง แถมยังให้สัมภาษณ์อีกด้วย เพราะคิดว่ามันดูดีกว่าข่าวลือลอย ๆ ของลี่หรง เมื่อเผชิญหน้ากับนักข่าว เธอพูดอย่างมั่นใจว่า “เมื่อถึงสัปดาห์แฟชั่น ฉันจะเป็นตัวแทนนักออกแบบของประเทศเรา วางใจได้เลยค่ะ ฉันจะต้องสร้างชื่อเสียงให้ประเทศของเราอย่างแน่นอน”
ลี่หรงอ่านแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดี เธออ่านอย่างละเอียดอีกครั้งตั้งแต่ต้นจนจบ เจี่ยนเจินพูดแค่ว่าตัวเองจะไปร่วมสัปดาห์แฟชั่น แต่ไม่ได้บอกว่าจะนำผลงานหรือแบรนด์ไปด้วย บางทีอีกฝ่ายอาจจะไปดูแฟชั่นโชว์เหมือนเธอก็ได้
จะมีอะไรให้สร้างชื่อเสียงได้ล่ะ?
แค่อย่าทำให้ประเทศขายหน้าก็พอแล้ว!
การสัมภาษณ์ของเจี่ยนเจินไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อลี่หรง เธอเลยไม่ได้สนใจนัก รอจนหวงเซิ่งหนานกลับมา พวกเธอก็ซื้อบัตรปันส่วนไปอิตาลีด้วยกัน
สัปดาห์แฟชั่นจะจัดขึ้นกลางเดือนกันยายน แต่เนื่องจากการเดินทางในช่วงนี้ รวมถึงขั้นตอนต่าง ๆ ไม่สะดวกนัก ลี่หรงและหวงเซิ่งหนานจึงต้องไปล่วงหน้าช่วงต้นเดือนสิงหาคม
แฟชั่นโชว์ของฝูหรงจะจัดขึ้นปลายเดือนสิงหาคม ลี่หรงจึงได้เห็นแค่ความคืบหน้าในช่วงแรก ส่วนช่วงหลังคงต้องพึ่งเฉาเหลียงอวี้และคนอื่น ๆ แล้ว
เสิ่นรั่วหนิงรู้ว่าลี่หรงจะไปอิตาลี เธอรู้สึกสนใจอยู่บ้าง แต่เธอไม่อาจปล่อยลวี่สุ่นไว้ได้ ตอนนี้มีลวี่สุ่ยถึงสามสาขาในเมืองหลวง ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเธอ เสิ่นรั่วหนิงจึงยุ่งมาก แม้อยากจะไปแต่ก็ไม่มีเวลา สุดท้ายเลยมีแค่ลี่หรงกับหวงเซิ่งหนานเท่านั้น
จริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่พวกเธอสองคนหรอก เหอไฉซานคิดว่าต่างประเทศไม่ปลอดภัย ตัวเขาเองก็ไปไม่ได้ ถ้าหวงเซิ่งหนานและลี่หรงเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา กว่าเขาจะไปถึงคงต้องใช้เวลานานมาก เหอไฉซานจึงจัดหาคนคุ้มกันห้าคนให้หวงเซิ่งหนาน ทั้งหมดเป็นชายร่างใหญ่จากฮ่องกงที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ!
เรื่องนี้ทำให้จ้าวชิงซงคิดว่าตัวเองควรจ้างคนคุ้มกันให้ลี่หรงด้วยเช่นกัน
ตอนแรกเขาคิดจะหาคนจากกองทัพเดิมของตัวเอง แต่พอคิดอีกที การพาทหารออกนอกประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะหาคนที่ปลดประจำการแล้ว ถ้าเป็นการปลดประจำการเพราะบาดเจ็บไปด้วยคงไม่ได้ประโยชน์อะไร
เขาจึงต้องไปหาเหอไฉซาน ให้เหอไฉซานช่วยหาคนที่เหมาะสม
เหอไฉซานโบกมือ “คุณจ้าวครับ ผมหาคนไว้ตั้งห้าคนแล้ว คุณว่าพวกเขาจะไม่สามารถคุ้มครองคุณลี่ได้เหรอครับ? ยังไงก็เธออยู่กับภรรยาผม คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก”
เห็นจ้าวชิงซงยังมีท่าทางกังวลอยู่ เหอไฉซานจึงพูดว่า “คุณวางใจได้ ถ้าภรรยาคุณเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ภรรยาผมคงไม่ปล่อยผมไว้แน่!”
จ้าวชิงซงก็คิดเหมือนกัน
เมื่อรู้ว่ามีคนคุ้มกันไปด้วย ลี่หรงจึงพูดติดตลกว่า “นี่เป็นการส่งผู้ชายมาให้พวกเราเหรอ?”
หวงเซิ่งหนานพยักหน้า “แถมยังเป็นผู้ชายที่รูปร่างไม่เลวด้วยนะ!”
จ้าวชิงซงโกรธหน้าดำหน้าแดง “คิดอะไรเหลวไหล!”
หลังจากลี่หรงและหวงเซิ่งหนานลงไปถึงมิลาน พวกเธอจึงหาโรงแรมเพื่อพักผ่อนก่อน เนื่องจากระหว่างทางมีการล่าช้าไปบ้าง พวกเธอเลยมาถึงมิลานในวันที่ยี่สิบห้า สิงหาคมตามเวลาท้องถิ่น
ยังเหลือเวลาอีกประมาณสิบวันก่อนถึงสัปดาห์แฟชั่น
เนื่องจากไม่ได้มาในฐานะนักออกแบบที่นำแบรนด์หรือผลงานมาร่วมงาน ลี่หรงจึงไม่จำเป็นต้องติดต่อกับคนในสัปดาห์แฟชั่นล่วงหน้า เพียงแค่รอจนถึงเวลาเข้างานก็พอ
หวงเซิ่งหนานเสนอว่า “พวกเราไปเดินเที่ยวกันเถอะ! ถึงนี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเรามาอิตาลี แต่ตอนนั้นที่พวกเรามามันเป็นช่วงยี่สิบถึงสามสิบปีข้างหน้า พวกเราลองออกไปดูอิตาลีในยุคนี้สักหน่อยเถอะ”
ในช่วงเวลานี้ของมิลาน เด็ก ๆ สวมกางเกงเอี๊ยมสีสดใส ถุงเท้าสีแดง หรือเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีกากีอุ้มลูกบาสเกตบอล โดยมีผู้สูงอายุที่แต่งตัวทันสมัยเดินตาม
คุณลุงวัยห้าสิบถึงหกสิบปีสวมกางเกงสแล็ค เสื้อสีขาว สวมหมวกทรงสูง และถือไม้เท้า ดูสง่ามาก!
มิลานสมกับเป็นเมืองแห่งแฟชั่นจริง ๆ ขนาดคนบนถนนในยุค 80 ยังแต่งตัวทันสมัยกว่าในประเทศของพวกเธอมาก
หวงเซิ่งหนานชอบซื้อของมากกว่า เธอจึงพาลี่หรงไปเลือกซื้อของอย่างบ้าคลั่งในย่านการค้าท้องถิ่น ทั้งกระเป๋าและเสื้อผ้า สิ่งที่ไม่สามารถซื้อได้อย่างอิสระในอนาคต พวกเธอสามารถเลือกซื้อได้เต็มที่
หวงเซิ่งหนานพูดว่า “ฉันเคยบอกไว้ว่ารอให้ฉันรวยก่อน แล้วจะพาเธอไปซื้อของเอง ดูสิ ตอนนี้มันเป็นจริงแล้วใช่ไหมล่ะ?”
ลี่หรงรู้สึกดีใจที่หวงเซิ่งหนานได้ใช้เงินเพื่อตัวเธอเองสักที แต่เพียงไม่กี่วันกลับพบว่าอีกฝ่ายใช้เงินไปหลายล้านแล้ว ลี่หรงจึงพูดว่า “ฉันไม่เคยมีเงินมากมายขนาดนี้เลย แต่เธอกลับใช้ไปหมดในเวลาแค่ไม่กี่วันเนี่ยนะ!”
“แค่ไม่กี่ล้านเอง” หวงเซิ่งหนานสะบัดผม เธอกะพริบตาและส่งสายตาให้ลี่หรง “เธอลืมไปแล้วเหรอว่าตอนนี้ฉันเป็นเศรษฐินีที่มีทรัพย์สินหลายร้อยล้านเชียวนะ”
“แต่…”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น!” หวงเซิ่งหนานห้ามไม่ให้เธอพูดต่อ “เธออย่าลืมสิว่าฉันมีสามีที่มีทรัพย์สินเป็นพันล้านด้วย!”
“ก็ได้”
แม้จะเป็นเช่นนั้น ลี่หรงก็ยังไม่สบายใจที่จะปล่อยให้หวงเซิ่งหนานใช้เงินแบบนี้ต่อ ทั้งสองจึงเปลี่ยนเส้นทางไปเที่ยวเมืองเล็ก ๆ แทน
พวกผู้ชายหลายคนที่ตามมาด้วย ตอนแรกพวกเขาคิดว่าเป็นภารกิจสำคัญ แต่ไม่คิดว่าจนถึงตอนนี้ งานที่พวกเขาทำคือถือกระเป๋าให้พวกเธอเท่านั้น!
ในที่สุดผู้หญิงสองคนก็หยุดซื้อของ แล้วจะไปเที่ยวเมืองเล็ก ๆ นั่นอีก
ที่เมืองนั้นอันตรายมาก จนพวกเขาคิดว่าการซื้อของในมิลานยังดีเสียกว่า แต่ไม่ว่าลี่หรงและหวงเซิ่งหนานจะไปไหน พวกเขาไม่มีสิทธิ์พูดอะไร แค่ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ
เหอไฉซานบอกว่า ถ้าพวกเธอเป็นอะไรไปแม้แต่นิดเดียว พวกเขาจะต้องได้รับโทษหนักแน่นอน ทำให้พวกเขาต้องคอยระแวดระวังตลอดทาง
โชคดีที่ตลอดทางไม่มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้น และสัปดาห์แฟชั่นก็กำลังจะเริ่มแล้ว พวกเธอจึงกลับมาที่มิลานอย่างปลอดภัยในวันที่สาม