ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 46 ซ่งเสี่ยวซานแต่งงาน
ตอนที่ 46 ซ่งเสี่ยวซานแต่งงาน
ลี่หรงแพ้ท้องหนักมาก ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนน้ำหนักตัวลดลงไปมาก
จ้าวชิงซงรู้สึกทุกข์ใจ เขาแตะท้องของภรรยาแล้วยกกำปั้นให้ลูกน้อยที่ยังมองไม่เห็น “รอลูกออกมาก่อนเถอะ แล้วพ่อจะสอนบทเรียนให้!”
ลี่หรงเพิ่งอาเจียนเสร็จ เห็นเขาทำแบบนั้นก็ขบขัน “ลูกของคุณเพิ่งตัวเล็กนิดเดียวเอง จะไปเข้าใจได้ยังไงคะ?”
จ้าวชิงซงพึมพำ “เข้าใจสิครับ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการตั้งครรภ์หรือเปล่า ลี่หรงถึงได้ชอบอาหารรสเปรี้ยวเป็นพิเศษ จ้าวชิงซงจึงไปซื้อลูกพลัมกับลูกบ๊วยเขียวมาให้จำนวนหนึ่ง
หลังจากแบ่งปันบางส่วนให้แม่จ้าวและคนอื่น ๆ แล้ว พวกเธอก็พบว่ามันเปรี้ยวเกินไปหลังจากกัดไปเพียงไม่กี่คำ จึงยกทั้งหมดให้จ้าวชิงซงเหมือนเดิม
จ้าวชิงซงยังไปรับรูปถ่ายที่เขาถ่ายตอนไปเยือนตัวเมืองเมื่อนานมาแล้วกลับมาด้วย
ลี่หรงดูภาพถ่ายห้าหรือหกใบนั้นด้วยความเพลิดเพลินจนไม่สามารถวางมันลงได้
แม่จ้าวและคนอื่น ๆ ได้ยินว่าพวกลี่หรงออกไปถ่ายภาพข้างนอกมา จึงรีบขอมาดูภาพถ่ายด้วย
เหอซิ่งสัมผัสรูปถ่ายเหล่านี้ด้วยความอิจฉา แล้วถอนหายใจ “ฉันก็อยากพาพวกต้าหนิวกับสามีไปถ่ายภาพด้วยบ้างจัง แต่ต้องใช้เงินเยอะมากแน่เลย”
มันมีราคาแพงก็จริง แต่ลี่หรงรู้สึกว่าเหอซิ่งน่าจะจ่ายได้ จึงอธิบายตามความจริงว่า “รูปถ่ายพวกนี้ ต้องเก็บเงินประมาณสามหยวน ลองพาพวกต้าหนิวไปถ่ายภาพ ที่สหกรณ์ของที่ว่าการอำเภอดูสิ”
สหกรณ์ที่ว่าการอำเภอนั้นมีร้านถ่ายภาพอยู่ด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าภาพนี้ตนถ่ายในเมือง
เหอซิ่งช่วยลี่หรงทำงาน ทำให้พอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังรู้สึกว่ามันแพงเกินไปจึงส่ายหน้าปฏิเสธ “ช่างมันเถอะ อีกสองเดือนฉันวางแผนไว้ว่าจะส่งต้าหนิวเข้าเรียน จำเป็นต้องใช้เงินเยอะทีเดียว”
สำหรับชาวบ้านชนบท การถ่ายภาพถือเป็นการสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ น้อยคนนักที่จะเสียเงินให้กับเรื่องแบบนี้
แม่จ้าวอดปวดใจไม่ได้ เมื่อได้ยินว่ารูปถ่ายนี้ราคาสามหยวน “เงินจำนวนนี้กินหมูได้หลายมื้อเลยนะ”
ลี่หรงยิ้ม “เงินนั้นหาใหม่ได้ค่ะ แต่เราไม่อาจกลับมาเห็นหน้าตัวเองตอนยังอ่อนเยาว์ได้แล้วนะคะ”
“นั่นก็จริง” แม่จ้าวแตะรูปถ่าย “เจ้ารองกับเธอดูสดใสมีชีวิตชีวามากเหลือเกิน เหมาะสมกันดีจริง ๆ เจ้ารองได้แต่งงานกับคนอย่างเธอก็นับว่าโชคดีแล้ว”
ในวันที่พวกเขาเข้าเมือง ทั้งคู่ต่างสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ลี่หรงถักเปียสองข้าง ภาพถ่ายขาวดำไม่ได้ทำให้ความดูดีของทั้งสองลดลงเลย
ลี่หรงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย หากภาพนี้เป็นภาพสีและมีพื้นหลังสีแดง ก็เกือบจะเหมือนกับภาพแต่งงานแล้ว
ยิ่งเหอซิ่งได้สัมผัสรูปถ่ายพวกนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งชอบมากขึ้นเท่านั้น หลังจากฟังคำพูดของลี่หรงแล้ว เธอก็กัดฟันพูดว่า “งั้นรอช่วงปีใหม่ก่อนแล้วกัน จะได้พาพวกต้าหนิวไปที่ร้านถ่ายภาพ”
จ้าวชิงซงนำลูกพลัมและลูกบ๊วยเขียวกลับมาเยอะเป็นพิเศษ เขากลัวว่าหากผลไม้หมดฤดูกาลไปจะหาซื้อให้ภรรยาไม่ได้เมื่อเธออยากกิน ดังนั้นจึงต้องดองลูกพลัมรสเปรี้ยวไว้บางส่วน
อาการแพ้ท้องของลี่หรงเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย ด้วยความที่มีลูกพลัมรสเปรี้ยวที่บ้านมากมาย เธอจึงขอให้จ้าวชิงซงซื้อเหล้าขาวมากกว่าสิบจิน
บ๊วยเขียว เหล้าขาวและน้ำตาลกรวด ลี่หรงจะทำเหล้าบ๊วยหนึ่งโหล
นำบ๊วยเขียวมาบด จากนั้นลี่หรงนำไปเคี่ยวกับน้ำตาลทรายขาว ทำเป็นน้ำเชื่อมบ๊วยเขียว ใช้กินกับแผ่นแป้งอบ
แน่นอนว่าบล็อกเกอร์ด้านอาหาร ย่อมเคยชินจากการทำงานมาบ้าง หลังจากลงมือทำงานมานาน ลี่หรงกลับไม่รู้สึกเหนื่อยเลยสักนิด เมื่อเห็นทุกอย่างเสร็จแล้ว เธอพลันรู้สึกมีความสุขมากขึ้น
เพื่อนที่ดีอย่างซ่งเสี่ยวซาน บอกว่าเขาจะแต่งงานตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ แต่รอจนกระทั่งช่วงปลายฤดูร้อน ถึงจะมีการบรรจุเรื่องนี้ลงวาระการประชุม
วันแต่งงานที่แท้จริงคือช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง
ซ่งเสี่ยวซานมาส่งคำเชิญงานแต่งให้กับจ้าวชิงซง เขาถือว่าจ้าวชิงซงเป็นพี่ชาย ทั้งสองสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง แถมเขายังเข้ากับแม่จ้าวได้ดีอีกด้วย
เขาเชิญคนทั้งครอบครัวจ้าวไปร่วมงานแต่ง
ในที่สุดเมื่อวันงานมงคลมาถึง ซ่งเสี่ยวซานก็สังเกตเห็นด้วยสายตาอันเฉียบคม ว่าลี่หรงไม่มาด้วย แล้วก็รับรู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังตั้งครรภ์
วันนี้ซ่งเสี่ยวซานมีความสุขที่สุด เขาดื่มไปเยอะมาก ทำให้ยิ่งมีความกล้ามากกว่าเดิม จนถึงกับกล้าล้อเลียนพี่ชายของตน “พี่ชิงซง พี่แซงหน้าผมไปแล้วนะ ผมกำลังเตรียมตัวจะเป็นพ่อคนนำหน้าพี่ คาดไม่ถึงเลยว่าพี่จะนำหน้าผมไปก่อน”
ซ่งเสี่ยวซานมีเพียงน้องสาวคนเดียว ฝ่ายพ่อแม่ก็มีแม่เพียงคนเดียว งานเลี้ยงวันนี้มีโต๊ะมากกว่าสิบโต๊ะ จ้าวชิงซงจึงต้องช่วยเขาดูแลแขกเหรื่อในงาน
ทำให้ตอนนี้จ้าวชิงซงก็ดื่มไปเยอะเช่นกัน
ซ่งเสี่ยวซานไม่ได้ตามจ้าวชิงซงไปทำงานในฟาร์มหมู แต่ก็ได้ทำงานร่วมกับเขามากมาย แถมยังทำเงินไปได้เยอะแยะอีก งานเลี้ยงที่เขาจัดนั้น ถือว่าหรูหรากว่าที่หลายคนในหมู่บ้านเดียวกันจัดทีเดียว
มีอาหารเจ็ดหรือแปดอย่าง รวมทั้งอาหารประเภทเนื้อสองจาน คือหมูทอดและไก่ต้มหั่นชิ้น
ไม่ใช่ของกินหายากสำหรับซ่งเสี่ยวซาน
เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านที่เคยดูถูกเขาน้ำลายสอ
หากรู้ว่าซ่งเสี่ยวซานจะมีความสามารถเหมือนทุกวันนี้ ก็คงจะช่วยแนะนำคู่ครองให้เขาตั้งแต่แรก ตอนนี้พวกเขาก็คงได้นั่งกินเนื้อสัตว์ไปแล้ว
ซ่งเสี่ยวซานดื่มจนเมามาย เขากอดจ้าวชิงซงขณะที่ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลเต็มหน้า “พี่เป็นพี่ชายของผม ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ แม่กับน้องสาวคงอดตายไปนานแล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้แต่งงานกับภรรยาในวันนี้เลย…”
ดวงตาของจ้าวชิงซงแดงก่ำ เขาเป็นคนพาซ่งเสี่ยวซานกลับมาจากการเลือกเดินเส้นทางผิด ตนอายุมากกว่าซ่งเสี่ยวซานสองหรือสามปี เมื่อเขาปลดประจำการออกมาแล้วก็เห็นซ่งเสี่ยวซานทำในสิ่งที่คุกคามชีวิตคนอื่นอยู่
ทั้งสองเคยเล่นด้วยกันตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ซ่งเสี่ยวซานค่อนข้างซื่อบื้อ แต่ไม่ใช่คนเลวร้าย เพียงแค่ถูกชักจูงให้หลงทางเท่านั้น จ้าวชิงซงรู้สึกอ่อนใจจึงช่วยดึงเขาออกจากวังวนนั้น
จนกระทั่งซ่งเสี่ยวซานเช็ดน้ำมูกมากมายบนเสื้อของอีกฝ่าย อารมณ์ซาบซึ้งที่จ้าวชิงซงเคยมีจึงเริ่มหายไป ก่อนผลักซ่งเสี่ยวซานออกให้ห่างจากตัว “ออกไปได้แล้ว นายกำลังเช็ดน้ำมูกกับเสื้อฉันอยู่นะ!”
งานเลี้ยงที่ตื่นเต้นค่อย ๆ เลิกรา จบลงด้วยสามีภรรยาคู่ใหม่อีกหนึ่งคู่
พี่ใหญ่จ้าวช่วยประคองจ้าวชิงซงกลับไปที่บ้านตระกูลจ้าว แล้ววางชายขี้เมาร่างสูงไว้บนเตียง ทิ้งไว้ให้ลี่หรงช่วยดูแลต่อ
ลี่หรงมองเขาอย่างช่วยไม่ได้ ย้ำนักย้ำหนาแล้วว่าอย่าดื่มเยอะ แต่ตอนนี้เขากลับมาในสภาพเมาแอ๋
เธอหยิบผ้ามาเช็ดตัวให้ แล้วโยนมันใส่หน้าจ้าวชิงซงด้วยความโกรธ “ทำไมไม่นอนบนเตียงดี ๆ ล่ะคะ”
“ภรรยาสุดที่รัก ภรรยาครับ…” จ้าวชิงซงทรุดตัวลงข้างเตียง พลางร้องคร่ำครวญ
“ตรงนี้ ตรงนี้!” ลี่หรงตอบ
“คุณอยู่ไหนครับ…?” จ้าวชิงซงจ้องมองด้วยความสับสน แล้วคว้ามือไปรอบ ๆ
ลี่หรงตอบอย่างอดทน “อยู่ตรงนี้ค่ะ!”
จ้าวชิงซงพลิกตัวทั้ง ๆ ที่ร่างกายส่วนบนของเขาเปลือยเปล่าแล้วกอดลี่หรง “ภรรยาของผม คุณใจดีมากเหลือเกิน! ผมจะบอกคุณว่า… เอิ้ก!”
เขาเรอแล้วก็หยุดพูดไป
ลี่หรงถามเขาว่า “คุณจะพูดอะไร?”
“อา… ผมจะบอกว่าภรรยาใจดีมาก เสี่ยวซานแต่งงานแล้ว เฮ้! เด็กน้อยคนนี้” จ้าวชิงซงก้มลงเอาหน้าถูเข้ากับท้องของลี่หรง ซึ่งตอนนี้มีส่วนโค้งนูนขึ้นเล็กน้อยแล้ว เหมือนก้อนเนื้ออ่อนนุ่ม หลังจากนั้นไม่นานก็พูดด้วยเสียงอู้อี้ว่า “เสี่ยวซานยังอยากท้าผมว่าใครจะได้เป็นพ่อคนก่อน แต่ตอนนี้เขาตามผมไม่ทันแล้ว!”
“อืม ๆ คุณเก่งที่สุดค่ะ!” ลี่หรงเกลี้ยกล่อมให้เขาเช็ดตัว แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าให้
เธอพยายามกลั้นหัวเราะไว้ แล้วลากเขาไปไว้บนเตียง โดยไม่สนใจอีกฝ่ายอีก
จ้าวชิงซงเมามาก เขาตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความกระหายน้ำ จึงลุกขึ้นมาในความมืด เพื่อจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด
ลี่หรงได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว ขณะครึ่งหลับครึ่งตื่นจึงลุกขึ้นนั่ง “หิวน้ำเหรอคะ?”
“อืม” จ้าวชิงซงนวดขมับตัวเอง แล้วแตะลี่หรงเบา ๆ “คุณไม่ต้องลุกหรอกครับ ผมจะลุกไปดื่มน้ำเอง”
ลี่หรงกล่าวว่า “กาต้มน้ำใต้โต๊ะมีน้ำอยู่ ไม่ต้องออกไปข้างนอกนะคะ”
หลังจากดื่มน้ำแล้ว จ้าวชิงซงก็ปีนขึ้นไปบนเตียง และพบว่าลี่หรงกำลังนอนอยู่ห่างจากเขา ทำให้เขาไม่พอใจเล็กน้อย จึงยื่นมือออกไปสะกิดให้ลี่หรงกลับมานอนใกล้ ๆ “ทำไมถึงไปนอนตรงนั้นล่ะครับ? “
ลี่หรงรังเกียจ “ตัวคุณมีแต่กลิ่นเหล้านี่นา”
จ้าวชิงซงจงใจถอนหายใจ “คุณลองดมดูสิครับ ตอนนี้ไม่มีแล้ว”
“อื้ม!” ลี่หรงขยับตัว “รีบไปนอนเถอะค่ะ”