ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 47 หาทางดิ้นรน
ตอนที่ 47 หาทางดิ้นรน
ฝนเริ่มตกช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง ส่งผลให้อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ
ตอนนี้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว
หลังจากผ่านสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ ลี่หรงและจ้าวชิงซงอดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้
ลี่หรงไม่ได้ทำพะโล้มาเกือบสามเดือนแล้ว การไม่ได้ฝึกฝีมือมาเป็นเวลานาน หรือไม่ได้ทำทุกวันคงจะฝืดมือไม่น้อย
ช่วงนี้จ้าวชิงซงกำลังยุ่งอยู่กับเรื่องฟาร์มสุกร จึงเป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่ลี่หรงจะไม่ได้ทำพะโล้
ฟาร์มสุกรต้องเชือดและขายเนื้อหมูเพื่อหารายได้ เมื่อจ้าวชิงซงเข้ามาทำฟาร์มสุกรครั้งแรก เขาซื้อลูกหมูมาหลายชุด ตอนนี้ธุรกิจของเขาพอจะทำเงินได้บ้างแล้ว
เมื่อฤดูหนาวใกล้เข้ามา หมูก็เริ่มล้มป่วยอีกครั้ง แม้จะมีลูกหมูหลายร้อยตัวที่แข็งแรงดี ทว่าส่วนใหญ่กลับป่วยกันหมด
เดิมทีเงินจากการขายหมูตัวใหญ่ทุกวัน จะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของฟาร์มสุกรเท่านั้น
คราวนี้ลูกหมูล้มป่วย จึงทำให้ฟาร์มสุกรที่สร้างรายได้ยังไม่ครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดนั้นยิ่งแย่ลงไปอีก
หลังจากเลี้ยงหมูมาหลายเดือน จะพูดว่าไม่ต้องการพวกมันก็ไม่ได้
จ้าวชิงซงกัดฟัน การทำธุรกิจจะราบรื่นตลอดไปได้อย่างไร หากเขาตื่นตระหนกเพราะอุปสรรคเล็กน้อยแบบนี้ เขาก็คงไม่ต้องทำอะไรเลยพอดี
จ้าวชิงซงได้มีการไปซื้อยามาฉีด และจัดหาอาหารสำหรับลูกหมูที่ป่วยอย่างพิถีพิถันมากขึ้น
เงินสะพัดไปราวสายน้ำ
ฟาร์มสุกรย่อมประสบปัญหาทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จ้าวชิงซงกังวลมาก เมื่อคิดดูแล้ว หากเขาทุ่มเงินทั้งหมดที่เก็บเอาไว้ที่บ้านกับธุรกิจนี้ ก็ยังพอจะช่วยให้ทุเลาสถานการณ์ลงได้บ้าง แต่เขาไม่อยากแตะต้องเงินก้อนนั้น
ท้องของลี่หรงเริ่มใหญ่ขึ้นทุกวัน จำเป็นต้องใช้เงินกับเรื่องต่าง ๆ มากมายในอนาคต เขาไม่สามารถแตะต้องเงินของครอบครัวได้เลย
จ้าวชิงซงนั่งคุยกับเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนเพื่อหารือเรื่องวิธีแก้ปัญหานี้
เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นหุ้นส่วนกล่าวว่า “ถ้าไม่ทิ้งลูกหมูให้หมด ถึงแม้หมูที่เป็นโรคจะหายดีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะเลี้ยงให้โตมาได้ดีหรือเปล่า สุดท้ายน้ำหนักหมูช่วงปลายปีก็อาจจะมีน้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์ แล้วทำให้อาหารที่ใช้ขุนเกิดสูญเปล่า”
จ้าวชิงซงเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไร
ผ่านไปสักพักค่อยพูดว่า “ลูกหมูพวกนี้ไม่ใช่แค่ของพวกเราเท่านั้น แต่มันยังถูกเลี้ยงโดยพวกพ้องของเราในฟาร์มสุกรด้วย ทิ้งมันไปก็น่าเสียดาย อีกอย่างโรคนี้ก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น ถ้ามันหายดีแล้วคงจะไม่เป็นอะไร เราใจเย็น ๆ กันก่อนดีกว่า ผมจะลองติดต่อกับพรรคพวกที่นี่ก่อน เผื่อดูว่าพวกเขาจะสามารถทำอะไรได้บ้างไหม”
“เหล่าจ้าว” ชายหนุ่มวัยสามสิบรูปร่างสูงกำยำ มีสีหน้ากังวลไม่แพ้กัน “ผมเองก็ไม่อยากยอมแพ้เหมือนกัน”
เขาเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของจ้าวชิงซง ชื่อของเขาคือเจิ้งเต๋อหยาง และเขาได้พบกับจ้าวชิงซงในกองทัพก่อนที่จะปลดประจำการ
ด้วยเงินทั้งหมดที่เขาเก็บไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจิ้งเต๋อหยางได้ยินว่าจ้าวชิงซงกำลังจะก่อตั้งฟาร์มสุกร ด้วยความที่เขาเชื่อในวิสัยทัศน์และความสามารถของจ้าวชิงซง เขาจึงลงทุนไปโดยไม่รีรอ
ความมั่งคั่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับธุรกิจนี้
เขาไม่อยากทำงานโดยเปล่าประโยชน์ แต่ถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์ปัจจุบันดำเนินต่อไปก็มีแนวโน้มมากที่เงินของเขาจะสูญเปล่า
ลูกหมูชุดนี้เป็นชุดที่จะถูกเชือดปลายปี ตอนนี้ลูกหมูเจริญเติบโตได้ไม่ดีนัก จึงต้องนำเงินจากการขายหมูตัวใหญ่ ไปเลี้ยงหมูตัวเล็กและจ่ายค่าแรงคนงาน แล้วจะเหลือเงินสักเท่าไหร่ เพียงหนึ่งเฟินเหรอ?
เขาวางก้นบุหรี่ในมือ “วันนี้ที่ทุกคนมาที่นี่แล้ว คุณช่วยอธิบายสถานการณ์ให้ละเอียดหน่อยได้ไหม ว่ามีอะไรที่สามารถทำได้บ้าง พูดมาตามตรงได้เลย”
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ผมคิดดูแล้ว ถ้าไม่ยอมทิ้งลูกหมู เราจะมีเพียงสองวิธีเท่านั้น”
สายตาของหลายคนต่างจับจ้องมาที่เขา
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ผมคำนวณดูแล้ว ถ้าทุกคนยอมลงเงินอีกพันแปดร้อยหยวน ก็จะผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้”
“พันแปดร้อยหยวนเหรอ?” หุ้นส่วนคนหนึ่งที่ชื่อโม่เซิงไม่พอใจ “ที่พูดอาจจะฟังดูง่าย แต่ดูสิว่าใครจะหาเงินพันแปดร้อยหยวนได้ในตอนนี้ ถ้าถามผม ผมว่าควรให้แยกทางกันให้เร็วที่สุดเท่าเป็นไปได้ดีกว่า บางทีมันอาจจะช่วยลดความสูญเสียให้น้อยลงได้”
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทุกคนได้รายได้จากเงินปันผลขายหมูตัวใหญ่
เมื่อจ้าวชิงซงได้ยินว่าเขากำลังจะบอกให้กลุ่มแยกกันตามใจชอบ ก็พูดด้วยความโกรธว่า “เหล่าโม่ หากแยกกลุ่มกันแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับพี่น้องเราที่นั่นเล่า?”
บทสนทนาระหว่างทั้งสองเริ่มรุนแรงมากขึ้น
ไม่มีใครพูดคุยกันในห้องสักพัก
ผู้อาวุโสเจิ้งเต๋อหยางต้องลำบากมามาก แต่จริง ๆ แล้วเขาไม่คิดอยากยอมแพ้ จากฟาร์มสุกรแห่งนี้ แต่เพราะปัญหาสภาพภูมิอากาศ ทำให้หมูมีแนวโน้มที่จะล้มป่วยได้ง่าย
ไม่เช่นนั้นเจ้าของคนก่อนคงไม่ขายกิจการต่อให้เขา
เจิ้งเต๋อหยางพยายามคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการพูดว่า “ทั้งสองคนอย่าโมโหเลย เราทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องกัน จะมีอะไรที่คุยกันไม่ได้ล่ะ เหล่าจ้าว ลองบอกวิธีที่สองมาหน่อยสิ”
จ้าวชิงซงเม้มปาก แล้วพูดว่า “ถ้าขายหมูตัวใหญ่ได้ครึ่งหนึ่ง ก็จะสามารถสร้างกำไรได้”
ฟาร์มสุกรยังคงมีหมูตัวใหญ่จำนวนมากพอที่จะสามารถนำไปเชือดขายได้ หมูตัวใหญ่สามารถผลิตได้มากกว่าสิบตัวต่อวัน แต่ ‘ตลาดเสรี’ รับได้เพียงสิบตัวต่อวันเท่านั้น
ตอนนี้จะหาแหล่งขายหมูเพิ่มได้ที่ไหน?
คนที่จะสามารถบริโภคเนื้อหมูจำนวนมากในคราวเดียวได้นั้น ต้องเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่ และมีเพียงไม่กี่คนที่จะมีเส้นสาย
หากไปไกลกว่านั้นเพื่อไปยัง ‘ตลาดเสรี’ แห่งอื่น ก็อาจขายบางส่วนเพิ่มได้ แต่ ‘ตลาดเสรี’ ก็มีกฎเกณฑ์บางอย่าง และย่อมมีแหล่งหมูเป็นของตัวเองอยู่แล้ว
การข้ามเขตเพื่อต้องการแบ่งพื้นที่ตลาดกับเจ้าอื่น ดูไม่ใช่วิธีที่ดีนัก
จะทำให้เกิดเรื่องขุ่นเคืองแน่นอน
กว่าจะหารือเรื่องแผนการจบ หลายคนก็กลับบ้านไปแล้ว
คืนนี้จ้าวชิงซงกินอาหารน้อยลง และค่อนข้างเงียบขรึม
ลี่หรงพบว่าเขาประสบปัญหานี้เมื่อไม่กี่วันก่อน แต่เธอยังไม่ได้ถามอีกฝ่ายเลย เพราะคิดว่าเขาคงจะแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองแล้ว
คาดไม่ถึงว่าจนถึงวันนี้ จ้าวชิงซงก็ไม่สามารถปิดบังความเครียดบนใบหน้าได้
ในตอนกลางคืน อากาศเริ่มหนาวแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ต้องจุดไฟเตียง ทว่าทั้งสองต่างห่มผ้าด้วยผ้านวมหนาหลายชั้นแล้ว
จ้าวชิงซงมีใบหน้าบูดบึ้ง แต่เขายังคงลูบท้องของลี่หรงก่อนเข้านอนตามปกติ ส่วนโค้งนูนนี้คือลูกน้อยในครรภ์ของเขา
ราวกับว่ารู้สึกได้ถึงชีวิตใหม่ผ่านท้องของภรรยา คิ้วขมวดของจ้าวชิงซงพลันผ่อนคลายลงมาก
ลี่หรงหันไปด้านข้างแล้วถามจ้าวชิงซง “มีอะไรเกิดขึ้นกับฟาร์มสุกรหรือเปล่าคะ ช่วงนี้คุณดูเครียดตลอดเวลาเลย”
“มีเรื่องนิดหน่อยครับ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เรายังสามารถแก้ไขได้”
ลี่หรงถาม “ตอนนี้เกือบจะคลี่คลายแล้วหรือยังคะ?”
“ยังครับ” จ้าวชิงซงตอบตามความจริง
“ปัญหาหนักขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” ลี่หรงบีบมือของเขาด้วยความกังวลเล็กน้อย “เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ คุณลองบอกมาได้ไหม เผื่อฉันจะสามารถช่วยได้ ถ้าช่วยไม่ได้ก็ถือว่าช่วยให้คุณได้แบ่งเบาความเครียดในจิตใจแทน”
จ้าวชิงซงกอดลี่หรงไว้ในอ้อมแขน ตอหนวดที่โผล่ออกมาเล็กน้อย สัมผัสต้นคอของลี่หรง “ลูกหมูในฟาร์มสุกรที่ซื้อมาเมื่อไม่นานมานี้ป่วย และตอนนี้รายได้ก็ไม่พอกับรายจ่าย เลี้ยงหมูพวกนี้มานานหลายเดือนแล้ว ช่วงสิ้นปีจึงหวังว่าจะทำเงินจากพวกมันจึงยอมแพ้ไม่ได้ ตอนนี้ปัญหาคือเรื่องเงินขาดครับ”
“ขาดไปเท่าไหร่คะ?” ลี่หรงทำท่าจะลุกขึ้น
จ้าวชิงซงกอดเธอไว้ แล้วถามว่า “คุณจะทำอะไรครับ?”
“ฉันจะไปดูว่ามีเงินเหลืออยู่เท่าไหร่ คุณจะได้เอาไปใช้ก่อน”
“ไม่เอาครับ” จ้าวชิงซงรู้สึกซาบซึ้งใจมากที่ลี่หรงต้องการนำเงินของครอบครัวออกมาให้ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก แต่เขากลับกล่าวว่า “ตอนนี้ผมยังไม่อยากยุ่งกับเงินของครอบครัว ผมกำลังคิดหาวิธีขายหมูตัวใหญ่ให้เยอะขึ้น เพื่อหาเงินทุนหมุนเวียนเพิ่ม พรุ่งนี้ผมจะไปหาร้านของ ‘ตลาดเสรี’ แถวนี้ เพื่อดูว่าจะรับหมูไปขายเพิ่มได้ไหม”
“หืม? แบบนั้นคงโดนกดราคาแน่นอนเลย ขายในราคาดีไม่ได้หรอกค่ะ”
ใช่แล้ว ถ้าไปถิ่นของคนอื่นก็ต้องยอมทิ้งผลกำไรจำนวนเยอะขนาดนี้ไป
ยิ่งไปกว่านั้นคือที่นั่นอยู่ไกลมาก การจะไปถึงที่นั่นโดยไม่โดนกองทหารอาสาจับ ก็เป็นปัญหาหนึ่งอีกเช่นกัน