ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 471 ฮุยเยว่
บทที่ 471 ฮุยเยว่
ในการประชุมขายสินค้าช่วงบ่าย แขกที่มาชมแฟชั่นโชว์มากันเกือบครบแล้ว
ครั้งนี้แม้ว่าหลี่เสี่ยวอ้ายจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ลี่หรงก็ต้องเข้าร่วมด้วย
ชุดที่นำมาขายถูกจัดแสดงบนหุ่นโชว์ จากชุดในแฟชั่นโชว์ทั้งหมดแปดสิบชุด มีการนำออกมาขายเพียงห้าสิบชุดเท่านั้น
นับรวมทั้งหมดแล้ว มีผู้มาร่วมงานไม่เกินร้อยคน
ลี่หรงหามุมนั่งดูอยู่ ไม่คิดจะเข้าไปยุ่ง ในเมื่อมอบหมายให้หลี่เสี่ยวอ้ายแล้ว ก็ปล่อยให้เธอทำไปเถอะ
ลี่หรงนั่งคุยกับหวงเซิ่งหนานอยู่ข้าง ๆ จู่ ๆ หวงเซิ่งหนานก็นึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ขึ้นมา จึงพูดกับลี่หรงว่า “จริงสิ! นิตยสารแฟชั่นที่เธอเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ มีบรรณาธิการคนหนึ่งชื่อซินอวี่ใช่ไหม?”
ลี่หรงรู้จักเธอดีแค่ไหนกัน? นั่นเป็นคนที่ลี่หรงติดต่อด้วยมากที่สุด แต่น่าเสียดายที่ไม่ว่าอีกฝ่ายจะดีแค่ไหน แต่ก็ยังยืนอยู่ฝั่งแฟชั่นและกลั่นแกล้งลี่หรงอยู่ดี
เธอพยักหน้าและถามว่า “เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“ก่อนหน้านี้รุ่ยสือเปิดรับสมัครงาน ซินอวี่ก็มาสัมภาษณ์งานด้วย”
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจ “เธอลาออกจากแฟชั่นแล้วเหรอ?”
“อาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ?” หวงเซิ่งหนานยักไหล่ “แต่ฉันไม่ได้ต้องการคนแบบนั้นหรอก ถือว่าฉันได้แก้แค้นให้เธอแล้วนะ”
ลี่หรงรู้สึกว่าต้นเหตุของเรื่องนี้คือสำนักพิมพ์แฟชั่น ส่วนซินอวี่เป็นแค่คนน่าสงสารคนหนึ่งเท่านั้น ตอนที่อยู่ในสำนักงาน ซินอวี่ทำท่าลำบากใจ แต่ไม่ยอมเปิดเผยอะไรสักคำ ซึ่งเท่ากับว่าเธอยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับลี่หรงแล้ว
แต่พอซินอวี่ออกจากแฟชั่น ลี่หรงไม่รู้ว่าเธอลาออกเองหรือถูกไล่ออกกันแน่
โชคดีที่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับลี่หรง แต่เมื่อนึกถึงความสามารถของซินอวี่ ลี่หรงกลับรู้สึกเสียดายเล็กน้อย “ความสามารถของเธอก็ดีอยู่นะ”
หวงเซิ่งหนาน “ถึงจะเก่งแค่ไหนก็ไม่เอาหรอก ใครจะรู้ว่าต่อไปเธอจะขายพวกเราหรือเปล่า?”
“นั่นสิ” ลี่หรงยิ้ม “แล้วซินอวี่รู้ไหมว่าฉันมีหุ้นของรุ่ยสือ?”
“รู้สิ ฉันบอกเธอไปตรง ๆ เลย” หวงเซิ่งหนานนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น รู้สึกว่ามันช่างน่าขำนัก “ฉันยังไม่ทันพูดอะไรเลย เธอก็เดินจากไปเอง”
แม้ว่าลี่หรงอยากจะซ่อนตัวจากผู้คนเท่าไหร่ ก็ยังไม่วายมีคนเห็นเธออยู่ดี
“ยินดีด้วยนะคะคุณลี่ แฟชั่นโชว์ประสบความสำเร็จมากเลย”
“ใช่แล้ว ๆ หรูหราและยิ่งใหญ่กว่างานที่โบตั๋นจัดเสียอีก”
ลี่หรงหรี่ตาลง เธอไม่ค่อยชอบความรู้สึกของการเปรียบเทียบแบบนี้เท่าไหร่นัก แม้ว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจชมฝูหรงก็ตาม แต่อีกฝ่ายเป็นแขกของฝูหรง และพวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่ละเมิดหลักการของลี่หรงเป็นพิเศษ เธอจึงปิดปากเงียบ
มีคนคนหนึ่งถามว่า “คุณนายซ่งไปดูแฟชั่นโชว์ของโบตั๋นมาเหรอคะ?”
คุณนายซ่งพยักหน้า ราวกับภูมิใจเล็กน้อยที่ได้ไปดูโชว์ของโบตั๋น “ไปค่ะ พอดีตอนนั้นอยู่เซี่ยงไฮ้ น้องสาวฉันแต่งงานไปอยู่ที่นั่น เธอได้รับเชิญก็เลยพาฉันไปด้วย”
เธอมองลี่หรงแล้วพูดว่า “คุณลี่ น้องสาวฉันชอบการออกแบบของคุณมากเลยค่ะ ตอนนั้นฉันใส่ชุดที่คุณออกแบบไปเซี่ยงไฮ้ เธอยังอยากขอชุดจากฉันเลย ฉันบอกไปว่าฉันต่อคิวนานกว่าจะได้ชุดนี้มา เลยไม่ได้ให้เธอไปหรอก”
ลี่หรงนึกย้อนถึงคุณนายท่านนี้ เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงจำได้ว่าเคยออกแบบชุดให้อีกฝ่ายจริง ๆ แต่เป็นเรื่องเมื่อสองปีที่แล้ว
หลังจากนั้นก็เป็นโจวลี่ลี่และคนอื่น ๆ ที่ออกแบบให้ ลี่หรงไม่แน่ใจว่าตอนนี้เธอยังใส่ชุดเมื่อสองปีก่อนอยู่หรือเปล่า ลี่หรงจึงได้แต่ยิ้ม กลัวว่าจะพูดผิดแล้วทำให้ลูกค้าไม่พอใจ
มีคนข้าง ๆ ถามว่า “คุณนายซ่งยังมีชุดที่คุณลี่ทำอยู่หรือคะ? ของฉันเป็นชุดเมื่อสองสามปีก่อนแล้ว ตอนนี้ขอให้คุณลี่ออกแบบชุดยากมากเลยค่ะ”
ลี่หรงกังวลว่าคนอื่นจะพูดเรื่องพวกนี้อีก จึงเอ่ยปากอย่างจนใจ “คุณนายไป๋พูดแบบนั้นได้ยังไงกันคะ? ฉันก็รับงานอยู่นะคะ แค่ทำช้าหน่อย กลัวพวกคุณจะรอนาน แล้วนักออกแบบคนอื่น ๆ ของฝูหรงมีแต่เก่ง ๆ ทั้งนั้น ใครจะทำก็เหมือนกันหมดค่ะ”
ยังมีอีกประโยคที่ลี่หรงไม่ได้พูด กลัวว่าถ้าพูดออกไปแล้วคุณนายพวกนี้จะไม่พอใจ เพราะค่าจ้างของลี่หรงแพงกว่าคนอื่นเกือบสองเท่า มีหลายครั้งที่ลูกค้าตัดสินใจเลือกนักออกแบบคนอื่นเอง
ลี่หรงจึงรับงานน้อยมาก อาจจะมีแค่สองงานต่อเดือน แต่ถ้าใครตั้งใจจะจองคิวเธอคงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร
คุณนายซ่งจึงพูดขึ้นว่า “พอพูดถึงโบตั๋นแล้ว ที่นั่นสู้ฝูหรงไม่ได้เลยนะคะ แฟชั่นโชว์ก็ไม่มีอะไร ขนาดน้องสาวเห็นชุดของฉันแล้วยังอยากมาที่ฝูหรงเหมือนกัน”
ลี่หรงหัวเราะเบา ๆ “ยินดีต้อนรับค่ะ”
แต่ในใจยังคิดว่า ถ้าอีกฝ่ายมาจริง ๆ จะเป็นเหมือนคุณนายซ่งคนนี้ที่ชอบเปรียบเทียบคนอื่นไหม?
ลี่หรงไม่ได้กลัวการเปรียบเทียบ ถ้าอยากพูดอะไรลับหลังก็พูดไป แต่ถ้าเป็นแบบที่ชอบพูดในที่สาธารณะแบบนี้ ก็แย่หน่อย
ลี่หรงจิบน้ำแล้วมองพวกเธอคุยกันไปมา ทันใดนั้นก็มีเสียงโวยวายดังขึ้นจากที่ไกล ๆ เหมือนมีคนกำลังทะเลาะกัน
คุณนายซ่งและคนอื่น ๆ ที่กำลังคุยกันพลันหยุดชะงัก หันไปมองตามเสียงนั้นแล้วเห็นว่าเป็นคุณนายสองคนกำลังทะเลาะกัน ลี่หรงเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายกำลังเดินมาพอดี เธอจึงลุกขึ้น บอกลาคุณนายซ่งและคนอื่น ๆ แล้วเดินไปทางหลี่เสี่ยวอ้าย
คุณนายซ่งและคนอื่น ๆ ไม่ได้นั่งอยู่เฉย ๆ ทุกคนอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เลยพากันลุกขึ้นเดินตามไป
“เกิดอะไรขึ้น?” ลี่หรงโผล่ตัวออกมาถามหลี่เสี่ยวอ้าย เธอมองดูสองคนที่ดูเหมือนจะมีปัญหากัน ลี่หรงไม่ค่อยคุ้นหน้าคนพวกนั้น จึงได้แต่ถามหลี่เสี่ยวอ้าย
หลี่เสี่ยวอ้ายเล่าให้ลี่หรงฟังด้วยสีหน้าเป็นกังวลว่า “คุณนายเวิงและคุณนายหวังต่างชอบชุดนี้เลยอยากซื้อขาดค่ะ” เธอลดเสียงลงแล้วพูดกับลี่หรงว่า “แต่เดิมคุณนายหวังยอมแล้ว แค่ขอให้คุณนายเวิงอย่าซื้อขาดก็พอ เพราะเธอจะรอให้ฝูหรงทำชุดใหม่ให้อีกชุด แต่คุณนายเวิงไม่ยอม เพราะเธออยากใส่ชุดนี้แค่คนเดียว”
ลี่หรงเข้าใจแล้ว เธอมองดูชุดที่พวกเขาแย่งกัน ซึ่งเป็นฝีมือการออกแบบของเธอเอง ลี่หรงทั้งขำทั้งเศร้า
เธอมองไปรอบ ๆ เกือบทุกคนกำลังมองมาทางนี้ ปัญหานี้ไม่ใหญ่นักแต่คงดูไม่ดีถ้าปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ ลี่หรงจึงเชิญทั้งสองอย่างสุภาพว่า “คุณนายทั้งสอง ขอคุยด้วยสักครู่ได้ไหมคะ?”
ลี่หรงเป็นเจ้าของฝูหรง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะไม่ให้เกียรติเธอ โดยเฉพาะคนที่ยังอยากสั่งตัดชุดจากฝูหรงอีก พวกเธอพยักหน้าและเดินตามลี่หรงไปที่หลังเวทีซึ่งเป็นที่เตรียมตัวของนางแบบ
ข้างในยังไม่ได้เก็บของ เครื่องสำอางและอุปกรณ์ประกอบฉากยังวางระเกะระกะอยู่
แต่ยังโชคดีที่มีเก้าอี้นางแบบเหลืออยู่ให้พวกเธอนั่ง
ลี่หรงหยิบไม้ขนไก่มาปัดฝุ่นบนเก้าอี้สองสามที แล้วเชิญคุณนายทั้งสองนั่งลง
คุณนายเวิงนั่งไม่ติด “คุณลี่ ถ้าคุณพาพวกเรามาที่นี่ แล้วมีคนซื้อฮุยเยว่ไปจะทำยังไงล่ะ?”
ฮุยเยว่คือชื่อของชุดที่ทั้งสองคนแย่งกัน
อีกคนหนึ่งพึมพำว่า “ซื้อไปแล้วก็ซื้อไปสิ ยังจะไม่ยอมให้คนอื่นใส่เหมือนกันอีกหรือไง?”