ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 472 บ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ
บทที่ 472 บ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จ
ลี่หรงดูปฏิกิริยาของพวกเธอ ในใจก็รู้ทันทีว่าคงเป็นคุณนายเวิงใช่ไหมที่รีบร้อนอยากได้ชุดนั้น?
ลี่หรงปลอบใจอีกฝ่ายว่า “คุณนายเวิงไม่ต้องกังวลนะคะ ในเมื่อฉันเชิญพวกคุณเข้ามาคุยเองแล้ว ชุดราตรีนั้นจะไม่ถูกขายออกไปก่อนที่เราจะแก้ปัญหานี้แน่นอนค่ะ”
เมื่อเห็นคุณนายเวิงสบายใจขึ้น ลี่หรงก็วางมือทั้งสองข้างบนขาอย่างสบาย ๆ “เอาละค่ะ พวกเรามาคุยกันเรื่องชุดนี้กันดีกว่า เมื่อกี้ผู้จัดการได้เล่าเรื่องคร่าว ๆ ให้ฉันฟังแล้ว พอดีชุดราตรีนี้เป็นการออกแบบของฉันเอง ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้รับความชื่นชอบจากพวกคุณ แต่ในเมื่อพวกคุณชอบมาก ฉันจึงขอเสนอว่า ให้คนหนึ่งซื้อชุดที่มีอยู่กลับไปใส่ได้เลย ส่วนอีกท่านหนึ่งรบกวนรออีกสักไม่กี่วัน ฉันจะเร่งช่างปักให้ค่ะ”
ความคิดของลี่หรงคือความคิดของคุณนายหวัง คุณนายหวังจึงเห็นด้วยโดยธรรมชาติ “ฉันคิดว่าได้นะคะ”
แต่คุณนายเวิงไม่ค่อยพอใจนัก “ฉันเห็นก่อนชัด ๆ แล้วคุณลี่ก็บอกว่าซื้อขาดได้ ตอนนี้แค่เพราะเธอชอบด้วย ฉันเลยต้องใส่เหมือนเธอเหรอคะ? ฉันไม่เอาหรอก!”
ยังมีความคิดเล็ก ๆ ที่คุณนายเวิงไม่ได้พูดออกมา เธอรู้มานานแล้วว่าชุดนี้เป็นการออกแบบของลี่หรง แต่ปกติเธอไม่อยากเสียเงินมากหรือต้องรอลี่หรงนาน ๆ
ตอนนี้ราคาชุดโชว์ยังพอรับได้ เธอจึงอยากซื้อขาด
คุณนายหวังได้ยินแบบนั้นก็โกรธ “คุณเคารพความจริงหน่อยได้ไหม? พวกเราเห็นพร้อมกันชัด ๆ ตอนแรกคุณยังยืนดูอยู่เลย พอรู้ว่าฉันจะซื้อ คุณก็ไปเถียงกับผู้จัดการหลี่ เห็นว่าเขาอายุน้อยเลยรังแกได้ใช่ไหมล่ะ? ฉันไม่กลัวคุณหรอกนะ แถมฉันยังยอมรอให้ฝูหรงทำชุดทีหลังด้วย คุณอย่ารังแกคนให้มันมากไปหน่อยเลย”
ตอนที่คุณนายเวิงเอาคำพูดของลี่หรงมาอ้าง ลี่หรงก็คิดในใจว่าแย่แล้ว เพราะเธอพูดจริง ๆ ว่าซื้อขาดได้ แต่เมื่อฟังจากที่คุณนายหวังพูด หมายความว่าไม่มีใครมาก่อนมาหลัง แต่เป็นเพราะคุณนายเวิงไม่ยอม ลี่หรงจึงมีความมั่นใจขึ้นมา
เธอยิ้มอย่างสุภาพ “ใช่แล้วค่ะ พวกคุณสามารถขายขาดได้ แต่ตอนนี้ถือเป็นสถานการณ์พิเศษ ฉันเชิญท่านทั้งสองเข้ามาก็เพื่อต้องการเจรจากันดี ๆ”
คุณนายเวิงไม่รู้สึกอึดอัดใจเลยแม้แต่น้อย เธอกอดอกมองคุณนายหวังอย่างดูถูก แล้วพูดกับลี่หรงว่า “งั้นเอาอย่างนี้แล้วกัน ฉันเพิ่มให้อีกหนึ่งร้อยหยวน เพื่อซื้อชุดนี้ไป เพราะฉันไม่ชอบใส่เสื้อผ้าเหมือนคนอื่น”
ปกติแล้วคนที่มาซื้อเสื้อผ้าจากฝูหรงตั้งใจจะสั่งตัดส่วนตัวกันอยู่แล้ว หากเป็นสตูดิโอเสื้อผ้าอื่น ๆ ที่เลียนแบบก็ช่างเถอะ แต่ถ้าได้เสื้อผ้าที่เหมือนกับคนอื่นไปจากฝูหรง คุณนายเวิงรู้สึกว่ามันคงเอาไปอวดไม่ได้แล้ว
ความหมายของเธอก็คือยังอยากซื้อขาด ไม่ต้องการรับข้อเสนอของลี่หรง
“มากไปแล้วนะ!” คุณนายหวังไม่ได้ขาดเงินแค่หนึ่งหรือสองร้อยหยวน เธอรีบเพิ่มราคาทันที “งั้นฉันให้สองร้อย ใครจะมาขัดสนเงินแค่ไม่กี่หยวนกัน”
คุณนายเวิงยิ่งไม่พอใจ “ฉันให้ห้าร้อย!”
“ฮึ!” คุณนายหวังหัวเราะเยาะ “เจ็ดร้อย”
“หนึ่งพัน!”
“หนึ่งพันสอง!”
ลี่หรงรู้สึกงุนงง ทำไมถึงกลายเป็นการประมูลไปแล้วล่ะ?
เธอรีบยกมือห้ามทั้งคู่ทันที “หยุดเถอะค่ะ พวกเราใจเย็นๆ กันก่อนดีกว่า”
เงินที่เพิ่มขึ้นมานี้มากกว่าค่าจ้างออกแบบของลี่หรงเสียอีก
พอเห็นทั้งสองฝ่ายต่างโกรธจัด ลี่หรงรู้สึกจนปัญญา “ดูเหมือนว่าทั้งสองคนไม่คิดจะยอมกันเลยสินะคะ?”
คุณนายหวังโกรธมาก “เป็นเธอนั่นแหละที่เริ่มก่อน”
“แค่คำพูดไม่กี่คำก็คิดว่าตัวเองเก่งแล้วหรือ?” คุณนายเวิงกลอกตา “ถ้าคุณมีฝีมือจริง ก็ไปซื้อชุดอื่นสิ ฉันจะเอาชุดนั้น!”
ถ้าพูดกันดี ๆ ตั้งแต่แรก คุณนายหวังอาจจะยอมเลิกล้มความตั้งใจ แต่ตอนนี้คุณนายหวังต้องเอาชนะให้ได้ เพราะอย่างไรเสียเธอก็ไม่ได้ขัดสนเงินทองเหมือนกัน!
ลี่หรงปวดหัวมาก “ถ้าพวกคุณไม่ยอมเจรจากันดี ๆ ฉันจะเก็บชุดนี้ไว้แขวนในห้องแสดงแล้วนะคะ”
พอพูดจบ ทั้งคุณนายหวังและคุณนายเวิงต่างเงียบไป คาดว่าพวกเธอคงชั่งใจกันอยู่
ถ้าชุดโชว์ถูกนำไปแขวน ต่อไปก็จะมีคนอื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถสั่งทำแบบเดียวกันได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มาดูโชว์ด้วย นอกจากนี้พวกเธอยังต้องรอคิวทำชุด และไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ด้วย!
ลี่หรงเห็นพวกเธอไม่พูดอะไร จึงรอสักครู่แล้วถามว่า “ตอนนี้พวกคุณจะเลือกแบบไหนดีคะ?”
คุณนายหวังไม่พูดอะไร แต่คุณนายเวิงมีนิสัยใจร้อนอยู่แล้ว เธอกลัวว่าลี่หรงจะเอากลับไปจริง ๆ จึงพูดอย่างไม่เต็มใจว่า “งั้นก็ทำตามที่พูดกันไว้ตอนแรกแล้วกัน”
“หืม?”
“ฉันไม่ซื้อขาดก็ได้” คุณนายเวิงพยักพเยิดคางไปทางคุณนายหวัง “ให้เธอใส่เหมือนกันก็ได้ แต่ฉันจะเอาของที่มีอยู่ไปนะ”
ลี่หรงมองคุณนายหวัง อีกฝ่ายไม่พูดอะไร ลี่หรงจึงถามเธอว่า “คุณนายหวังก็เห็นด้วยใช่ไหมคะ?”
คุณนายหวังพยักหน้า “ได้ค่ะ แต่คุณลี่ช่วยเร่งให้หน่อยได้ไหมคะ? ฉันอยากได้เร็ว ๆ เพราะอีกครึ่งเดือนก็วันเกิดแม่ฉันแล้ว”
“ได้ค่ะ ฉันจะเร่งให้เสร็จภายในสิบวันนะคะ”
ในที่สุดก็แก้ปัญหาได้ ลี่หรงจึงส่งทั้งสองคนออกไป แล้วเรียกเฉาเหลียงอวี้มา “เธอวัดตัวคุณนายหวังไว้ก่อน แล้วกลับไปทำชุดแบบเดียวกัน ส่วนคุณนายเวิง ให้ลองใส่ฮุยเยว่ก่อนว่ามีปัญหาตรงไหนไหม ถ้าไม่มีก็ให้เธอไปได้เลย”
เมื่อเฉาเหลียงอวี้รับคำแล้ว เธอก็พาคุณนายทั้งสองออกไป
พอลี่หรงพาคนออกไปแล้ว เลยไม่มีอะไรให้สนใจอีก ทุกคนจึงหันไปเลือกเสื้อผ้าต่อ
ลี่หรงยืนดูอยู่สักพัก เห็นว่างานขายดำเนินไปอย่างราบรื่น จึงดึงหวงเซิ่งหนานไปคุยกัน
พองานขายเสร็จสิ้น ฝูหรงก็ได้รายได้อีกก้อนหนึ่ง
ในขณะที่ฟู่หย่วนกลับทุ่มเงินไปกับการสร้างตึกอย่างต่อเนื่อง บางครั้งจ้าวชิงซงบอกกับลี่หรงว่า “เงินหลายสิบหลายร้อยล้านหายวับไปกับตา ทำผมใจไม่ดีเลย”
ลี่หรงนึกถึงตอนจบของมหาเศรษฐีจ้าวชิงซงในนิยายต้นฉบับแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเขา “จะกังวลไปทำไมคะ ก็แค่สร้างตึกเท่านั้นเอง คงต้องใช้เวลานานหน่อยกว่าจะได้กำไร”
“นั่นสินะ” จ้าวชิงซงไม่ได้เรียนหนังสือมามากมาย เลยมีบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่เขามักจะถามลี่หรง เพราะเขาเชื่อว่าภรรยาคงไม่หลอกเขาแน่!
จ้าวชิงซงถามลี่หรงว่า “พี่เหอบอกว่าที่ฮ่องกงมีการจองบ้านล่วงหน้าด้วย คือเราสามารถขายบ้านออกไปได้ตั้งแต่ตอนที่กำลังสร้าง พวกเราจะได้เงินก่อน แล้วบ้านสร้างเสร็จเมื่อไหร่ คนที่จองไว้ถึงจะได้บ้าน คุณคิดว่าแบบนี้ดีไหมครับ?”
เรื่องการจองบ้านแบบนี้ ลี่หรงรู้ว่ามันไม่ดีสำหรับผู้ซื้อ แต่สำหรับผู้ขายอย่างนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย ไม่อย่างนั้นทำไมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคหลังเกือบทั้งหมดถึงขายบ้านทั้งที่ยังสร้างไม่เสร็จล่ะ?
ยังมีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เอาเงินไปแล้ว สุดท้ายก็ทิ้งโครงการค้าง เชิดเงินของผู้ซื้อหนีไปใช้ชีวิตสบาย ๆ ที่อื่นด้วยซ้ำ!
แต่ถ้าจัดการให้ดีก็ไม่ต้องกังวลอะไร อย่างมากแค่ถูกจำกัดการใช้จ่าย แต่ไม่เคยเห็นเจ้าของบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายไหนถูกจับติดคุกเพราะทิ้งโครงการค้างส่งมอบบ้านไม่ได้
ลี่หรงพูดตามตรงว่า “ถือเป็นวิธีหนึ่งที่ไม่ได้เสียหายอะไรสำหรับพวกคุณ ถ้ามีแผนที่พอเป็นไปได้ก็ลองขายดูก่อนสิคะ”
เธอไม่ได้สอนให้จ้าวชิงซงเป็นนักพัฒนาที่ไร้จรรยาบรรณ ด้วยกำลังทรัพย์ของเหอไฉซานและนิสัยของจ้าวชิงซง ลี่หรงเชื่อว่าพวกเขาจะไม่ทิ้งโครงการค้างและไม่โกงเงินของคนอื่นแน่นอน!