ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 477 นำผลงานเข้าร่วมสัปดาห์แฟชั่น
บทที่ 477 นำผลงานเข้าร่วมสัปดาห์แฟชั่น
ลี่หรงจึงได้เป็นเพื่อนเจ้าสาวในงานแต่งงานของหวงเซิ่งหนาน
งานแต่งงานถูกกำหนดไว้ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 1990 ซึ่งเหลือเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น แม้ว่าเวลาเตรียมงานแต่งจะดูเร่งรีบ แต่พลังของเงินไม่อาจมองข้ามได้ ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือน ทุกอย่างที่ควรมีก็มีครบแล้ว
แม้จะไม่มีญาติ แต่ยังมีเพื่อนและคนใกล้ชิดไม่น้อย
ซึ่งลี่หรงถือเป็นญาติฝ่ายเจ้าสาวครึ่งหนึ่ง
หวงเซิ่งหนานต้องการจัดงานเลี้ยงที่ไม่ต้องมีคนมากนัก แต่ทางฝั่งของลี่หรง เฉพาะคนในตระกูลลี่ รวมถึงคุณแม่จ้าว นั่งได้เกือบสามโต๊ะแล้ว เมื่อรวมกับเหอไฉซานก็ได้กว่าสิบโต๊ะ
สถานที่จัดงานเลี้ยงแต่งงานคือห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหวงเหอ
ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ก็ไม่ได้ทำแบบขอไปที เริ่มจากรถคันแรกเป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนสีแดงมูลค่าหลายล้าน ตามด้วยรถอีกสิบแปดคันเป็นขบวนรถแต่งงานไปรับเจ้าสาว
ทำให้ผู้ที่ได้เห็นต่างคิดว่าพวกเขาตาฝาด
เพราะรถพวกนั้นมีราคาเกือบสองแสนหยวน ซึ่งในยุคนั้นไม่ใช่ว่าใครก็ซื้อได้ มันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและสถานะทางสังคม
ไม่รู้ว่าใครมีเงินมากมายขนาดนั้น มีรถเกือบยี่สิบคัน ราคาคันละสองแสน คิดยังไงก็ต้องเป็นรถเช่าแน่ ๆ แต่ใครจะไปซื้อรถมากมายขนาดนั้นโดยไม่มีเหตุผล?
แค่ขบวนรถแต่งงานก็ทำให้คนอิจฉาจนแย่แล้ว
สิบเก้าคันวิ่งผ่านเมืองหลวง ดึงดูดสายตาคนได้มากทีเดียว จนสุดท้ายไปจอดที่โรงแรมหวงเหอ
หน้าภัตตาคารมีโปสเตอร์ติดอยู่ คนที่เดินผ่านไปมาดูรถแล้วกลับมาดูชื่อเจ้าบ่าว ไม่รู้ว่าเป็นเจ้านายใหญ่คนไหนที่ใช้เงินไม่อั้นขนาดนี้?
พอดูก็ไม่รู้ว่าเหอไฉซานคือใคร?
เขาเพิ่งมาเมืองหลวงร่วมทุนทำอสังหาริมทรัพย์กับคนอื่น แต่ยังไม่ได้เปิดขายบ้าน คนที่รู้จักเขามีแต่คนในวงการ หรือไม่ก็สื่อฮ่องกง คนทั่วไปจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาคือมหาเศรษฐีจากฮ่องกง?
ถึงรู้ก็คงไม่กล้าเชื่อมั้ง? ทำไมมหาเศรษฐีฮ่องกงถึงต้องมาจัดงานแต่งงานที่นี่ด้วยล่ะ?
หวงเซิ่งหนานสวมชุดแต่งงานที่เสิ่นรั่วหนิงเคยใส่ ส่วนเหอไฉซานใส่สูทเรียบร้อย
ลี่หรงเป็นเพื่อนเจ้าสาว สวมชุดกี่เพ้าสีแดงแบบเรียบ ๆ ส่วนชุดดื่มอวยพรของหวงเซิ่งหนานก็เป็นชุดกี่เพ้าเหมือนกัน แต่ปักลวดลายละเอียดซับซ้อน
เมื่อพิธีแต่งงานเสร็จสิ้น หวงเซิ่งหนานจึงเปลี่ยนมาใส่ชุดกี่เพ้าเพื่อไปดื่มอวยพร
พูดถึงเรื่องนี้ ไม่มีผู้อาวุโสในตระกูลที่พวกเขาต้องเคารพ จึงเคารพผู้อาวุโสสองท่านจากตระกูลจ้าวและตระกูลลี่แทน หลังจากเคารพผู้อาวุโสแล้ว พวกเขาถึงนั่งลงรับประทานอาหาร
ตอนแรกคุณแม่จ้าวประหลาดใจมากที่หวงเซิ่งหนานจะจัดงานแต่งงาน ในสายตาของเธอ หวงเซิ่งหนานไม่ได้อายุมากกว่าลี่หรงเท่าไหร่ น่าจะมีลูกแล้วด้วยซ้ำ
แต่ผลปรากฏว่าไม่มี
เฮ้อ คุณแม่จ้าวอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ บางทีพ่อแม่ทางฮ่องกงอาจจะไม่เร่งเรื่องนี้
รถแต่งงานที่มารับเจ้าสาวมีสิบเก้าคัน คุณแม่จ้าวยังนับนิ้วอยู่เลย เธอรู้มานานแล้วว่าเหอไฉซานรวย ได้ยินว่าไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กับจ้าวชิงซง ทุ่มเงินเป็นสิบล้านโดยไม่กะพริบตา
แม้จะอยู่ในเมืองหลวงมานาน คุณแม่จ้าวยังไม่อาจจินตนาการได้ว่าคนรวยนี่รวยขนาดไหน เมื่อกี้ยังได้ยินคนอื่นพูดว่ารถคันหนึ่งราคาสองแสนเชียวนะ!
บางคนแม้จะมีประสบการณ์มากมาย ก็รู้จักแค่รถในขบวน แต่ไม่รู้ว่ารถที่อยู่หัวแถวราคาเป็นล้าน!
ลี่หรงเพิ่งรู้ในวันนั้นเองว่ามีรถแต่งงานมากขนาดนี้ ตอนกินข้าว เธอถามเบา ๆ ว่า “รถพวกนี้เช่าหรือซื้อมาน่ะ?”
เหอไฉซานมีทรัพย์สินเป็นพันล้าน แม้จะซื้อมา ลี่หรงก็ไม่รู้สึกแปลกใจ
หวงเซิ่งหนานตอบว่า “ฉันไม่รู้เหมือนกัน เขาเป็นคนเตรียมเอง แต่น่าจะเช่ามานะ ใครจะไปซื้อรถมากมายขนาดนั้นล่ะ?”
ปากพูดแบบนั้น แต่เธอยังต้องหันไปถามเหอไฉซาน
เหอไฉซานกำลังดื่มสุรากับจ้าวชิงซงและเตียวฉีหู่ พอได้ยินหวงเซิ่งหนานถาม เขาก็บอก “หา? ซื้อมาสิ คันแรกให้คุณ ส่วนรถพวกนั้นค่อยเอาไว้ใช้ทีหลัง”
เหอไฉซานบอกว่า รถสปอร์ตเปิดประทุนสีแดงคันนั้นเป็นของขวัญแต่งงาน
ลี่หรงอิจฉามาก “วันหลังพาฉันไปขับรถเล่นด้วยนะ”
เมื่อกี้จ้าวชิงซงยังดื่มสุราอย่างสนุกสนาน แต่พอได้ยินแบบนั้น เขากลับเงียบ พลันจับมือลี่หรงไว้ใต้โต๊ะ “ภรรยา ต่อไปผมจะซื้อให้คุณบ้าง”
ลี่หรงหัวเราะเบา ๆ “งั้นฉันจะรอนะคะ”
เมื่องานแต่งงานเสร็จสิ้น ต้องเริ่มเตรียมตัวไปมิลานแล้ว
ฝูหรงไปร่วมสัปดาห์แฟชั่นที่มิลาน เหมยจีอวี้และคนอื่น ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่เฉาเหลียงอวี้และพวกนักออกแบบกลับตื่นเต้นกันทุกคน
ตั้งแต่รู้ว่าจะต้องเตรียมชุดสำหรับงานสัปดาห์แฟชั่น ทุกคนตื่นเต้นจนแทบบ้า ถึงขั้นไม่อยากรับงานลูกค้าอื่นเลย
ลี่หรงวางแผนว่าจะทำสามสิบชุด เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะออกแบบคนเดียว อย่างน้อยครึ่งหนึ่งต้องพึ่งนักออกแบบของฝูหรงด้วย
ลี่หรงเลือกเฟ้นอย่างพิถีพิถัน ปฏิเสธแบบไปหลายชิ้น โจวลี่ลี่และคนอื่น ๆ ต่างกังวลมาก ขณะออกแบบ สิ่งที่กลัวที่สุดคือผลงานของตัวเองจะไม่ได้รับเลือก
สำหรับพวกเธอที่เคยเต็มไปด้วยความฝัน ไม่ไปทำงานตามที่รัฐจัดสรร และไม่มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ การได้ขึ้นเวทีสัปดาห์แฟชั่นไม่ใช่ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่หรอกหรือ?
ถ้าแบบของพวกเธอได้รับเลือก และได้ไปอยู่บนเวทีสัปดาห์แฟชั่น เมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมสาขาทั้งหมด นั่นเพียงพอให้พวกเธอภาคภูมิใจได้แล้วไม่ใช่หรือ?
แม้แต่คนที่ไปเรียนต่อต่างประเทศ ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครได้ขึ้นเวทีสัปดาห์แฟชั่นเลย
สุดท้ายแล้วพวกเธอเลือกถูกที่มาอยู่ฝูหรง
การไปสัปดาห์แฟชั่นไม่ใช่แค่ไปดูโชว์ นี่เป็นงานจริงจัง แค่ลี่หรงกับหวงเซิ่งหนานไปกันสองคนคงไม่พอแน่
พวกเธอต้องพาพนักงานไปอีกหลายคน
เหล่านักออกแบบที่ตื่นเต้นทำงานออกแบบเสร็จแล้ว ก็อยากไปดูหน้างานด้วย แต่อาจเป็นเพราะนิสัยคนจีน พวกเธอจึงไม่กล้าเอ่ยปากขอ
การเดินทางครั้งนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน ฝูหรงยังต้องเปิดร้านทำธุรกิจ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพานักออกแบบทั้งหมดไปด้วย
ในที่สุดลี่หรงก็เลือกสวีเหมียน เฉาเหลียงอวี้ หลี่เสี่ยวอ้าย โจวลี่ลี่ และยังพาเหมยจีอวี้ไปด้วย
เงินเดือนของเหมยจีอวี้เพิ่มขึ้นหลายเท่าจากตอนที่มาฝูหรงครั้งแรก ไม่ว่าจะพูดอย่างไรตอนนี้เธอก็ดูแลช่างปักและช่างตัดเสื้อหลายสิบคน แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าลี่หรงจะพาเธอไปต่างประเทศด้วย
เหมยจีอวี้คิดว่าตัวเองได้ยินผิด การได้ไปต่างประเทศย่อมเป็นเรื่องน่ายินดี อีกทั้งไม่ต้องจ่ายเงินเอง แต่ในใจเธอรู้สึกกังวลมาก
“ฉันพูดภาษาต่างประเทศไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะคะ?”
“ฉันต้องการให้เธอไปทำงานของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาต่างประเทศหรอก” ลี่หรงมองโจวลี่ลี่แวบหนึ่ง “ลี่ลี่และเสี่ยวอ้ายก็พูดภาษาต่างประเทศไม่ได้เหมือนกัน”
เฉาเหลียงอวี้ยกมือ “ฉันด้วย ฉันก็พูดไม่ได้ เธอก็พูดไม่ได้ใช่ไหม?” เธอสะกิดสวีเหมียน คนหลังชำเลืองมองเธอแวบหนึ่ง พูดเบา ๆ ว่า “ฉันพูดได้”
“ชิ!” เฉาเหลียงอวี้แทบลืมไปเลยว่าเขาเคยไปเรียนต่างประเทศมาก่อน!
เมื่อตัดสินใจเรื่องคนแล้ว ลี่หรงก็จัดการให้พวกเธอทำเอกสารที่เกี่ยวข้อง และส่งเสื้อผ้าไปมิลานล่วงหน้า
เมื่อลี่หรงและคณะลงจากเครื่อง อีกไม่กี่วันสัปดาห์แฟชั่นมิลานก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ทุกคนต่างตื่นเต้นและกระตือรือร้นมาก
แน่นอนว่ามีพนักงานเพียงไม่กี่คนย่อมไม่เพียงพอ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะดึงคนจากในประเทศมา เพราะจะยุ่งยากและสิ้นเปลืองมาก สู้จ้างคนงานชั่วคราวที่นี่จะดีกว่า