ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 480 กลับมาบรรยายที่โรงเรียน
บทที่ 480 กลับมาบรรยายที่โรงเรียน
แน่นอนว่าลี่หรงไม่อาจพูดได้ว่าตัวเองเคยเรียนการออกแบบเสื้อผ้ามาในชาติก่อน
เธอพูดอย่างใจเย็นถึงตอนที่ตัวเองลงชนบทเป็นยุวชน เล่าว่าตอนนั้นเธอชอบการทำเสื้อผ้า เพราะตอนที่พูดออกไปแบบนี้ คนในตระกูลลี่ก็เชื่อกันหมด
ลี่หรง “ด้วยความชอบส่วนตัว ฉันไปห้องสมุดอ่านหนังสือตอนว่าง ถือว่าเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ต่อมาได้รับคำแนะนำจากอาจารย์อาน่า ถึงได้ถือว่ามีครูสอนอย่างจริงจังค่ะ”
พูดแบบนี้แม้แต่อาจารย์อาน่าก็ไม่รู้ว่าควรรับคำหรือไม่ เพราะลี่หรงแทบไม่เคยขอคำปรึกษาเรื่องการออกแบบเสื้อผ้าจากเธอเลย
“สาขาวิชาที่เราเรียนไม่จำเป็นต้องเป็นทิศทางการทำงานของเราเสมอไป การมีอยู่ของมหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่เรียนรู้ความรู้ที่มีอยู่แล้ว แต่ควรมีจิตวิญญาณในการพัฒนาสิ่งที่ยังไม่มีด้วย มหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่หล่อหลอมให้จิตสำนึกของเราเติบโตขึ้น ทุกคนควรใช้โอกาสนี้ให้ดี จะได้ประโยชน์ไปตลอดชีวิต ส่วนคำถามเมื่อสักครู่ที่ถามว่างานอดิเรกทุกอย่างจะประสบความสำเร็จได้หรือไม่? ฉันไม่สามารถให้คำตอบได้ค่ะ เพราะคุณต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง”
ลี่หรงเคยเรียนการออกแบบเสื้อผ้ามาอย่างเป็นระบบ เธอไม่อาจปลูกฝังความคิดให้กับนักเรียนที่ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าสู่สังคมเหล่านี้ว่า ทิ้งสิ่งที่เรียนมาแล้วไปทำอย่างอื่นก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน
บางคนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ก็ใช้ความพยายามทั้งหมดแล้ว ถ้าบอกให้พวกเขาเอาเป็นแบบอย่างแล้วไม่สนใจอะไรทั้งนั้น พูดตามตรง สิบคนคงมีแปดเก้าคนที่จะล้มเหลว
ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสามารถที่จะพลิกผันทุกอย่างได้ ลี่หรงยังคงหวังว่าพวกเขาจะทำในสิ่งที่ควรทำ
เสียงปรบมือดังกึกก้องจากด้านล่างเวที
ผู้ที่นั่งอยู่ด้านล่างไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้น ยังมีญาติสนิทและเพื่อนของลี่หรงด้วย
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ อันอันที่นั่งอยู่ด้านล่างเวที เป็นนักศึกษาสาขาการเงินของมหาวิทยาลัยชิงหัว เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้ และยังเรียนในสาขาวิชาเดียวกับที่ลี่หรงเคยเรียนในสมัยนั้น
ตามคำพูดของอาจารย์หยวนฮุยเหวิน “อันอันกำลังสืบทอดวิชาจากลี่หรงแล้ว”
พูดตามตรง การที่ลี่หรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวได้นั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพราะโชคช่วย เธอไม่เคยคิดว่าลูกของตัวเองจะสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้เช่นกัน
ความคิดนี้เธอมีมาสองชาติแล้ว ใครบ้างที่ไม่หวังให้ลูกของตนสอบเข้าชิงหัว?
แต่การสอบเข้าชิงหัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ยิ่งไปกว่านั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลี่หรงเลี้ยงดูอันอันแบบปล่อย แม้จะไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นเด็กที่ถูกทิ้งไว้ แต่ในด้านการเรียน ลี่หรงละอายใจที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเขาเลย
เมื่อได้รับจดหมายแจ้งผลการสอบเข้าของลูกชายแท้ ๆ ลี่หรงก็ตระหนักได้ทันทีว่าลูกชายของเธอโตขึ้นมากแล้วโดยไม่รู้ตัว!
จ้าวชิงซงนั่งอยู่ระหว่างลูกสาวสุดที่รักทางซ้าย และลูกชายคนโตทางขวา เขารู้สึกซาบซึ้งมากจึงตบไหล่อันอันเบา ๆ พลางพูดว่า “แม่ของนายเก่งจริง ๆ”
เขาพยักหน้ามองแม่ที่กำลังพูดอย่างคล่องแคล่วบนเวทีด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น
แม่เป็นแบบอย่างของเขาเสมอมา ทั้งในฐานะแม่และเพื่อน
เขาค่อนข้างเก็บตัว เพื่อนร่วมชั้นรอบข้างไม่มีใครรู้ว่าจ้าวชิงซงเป็นพ่อของเขา และลี่หรงเป็นแม่ของเขา ถ้ารู้เข้า ชีวิตของเขาคงไม่สงบสุขเช่นนี้แน่
แต่บางครั้งเขาก็รู้สึกกังวลที่มีพ่อแม่ที่เก่งกาจเช่นนี้ เพราะในอนาคตเขาจะสามารถก้าวข้ามพวกเขาได้หรือไม่?
“คุณพ่อคะ! คุณแม่สวยมากเลย เก่งมากด้วย! ขึ้นไปพูดข้างบนเหมือนผู้อำนวยการโรงเรียนของพวกเราเลย”
จ้าวชิงซงลูบศีรษะลูกสาวคนเล็ก ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนสิ แม่ของลูกสวยที่สุด”
ชายวัยสี่สิบกว่า ๆ ที่ลงมือเรื่องธุรกิจได้อย่างเฉียบขาด ตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ แต่เมื่อกลับถึงบ้านเผชิญหน้ากับภรรยาและลูกก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
ลี่หรงสบตากับเขา น้ำเสียงอ่อนลงไม่น้อย ไม่รู้ว่ากำลังพูดกับนักเรียนด้านล่างหรือกำลังพูดกับจ้าวชิงซงกันแน่ “ขอให้ทุกคนเดินทางท่ามกลางดอกไม้บานสะพรั่ง ขอให้ทุกความปรารถนาเป็นจริงนะคะ!”
จ้าวชิงซงเข้าใจความหมายของลี่หรง จึงขยับปากพูดอยู่ด้านล่างเวที ลี่หรงยิ้มกว้างแล้วจบการบรรยาย
หลังจบการบรรยาย มีนักศึกษาสาขาออกแบบแฟชั่นหลายคนมาถามลี่หรงว่าพวกเขาสามารถไปทำงานที่ฝูหรงได้ไหม
แน่นอนว่าต้องการคน เพราะลี่หรงยังต้องทำให้ฝูหรงเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นอีก
การคัดเลือกเข้าทำงานที่ฝูหรงยิ่งเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคนที่อยากเข้ามาทำงานที่นี่เลย ฝูหรงเป็นหนึ่งในสถานที่ทำงานที่ผู้ประกอบอาชีพด้านเสื้อผ้าในประเทศใฝ่ฝันมากที่สุด!
เพียงแค่หนึ่งปี นักออกแบบของฝูหรงเพิ่มขึ้นเป็นสามสิบคน ช่างปักและช่างตัดเสื้อรวมกันมีเกือบสองร้อยคน
บ้านในเมืองฝูเจี้ยนไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป ฝูหรงจึงมีสตูดิโอแยกเป็นครั้งแรก ลี่หรงใช้ความสัมพันธ์ของจ้าวชิงซงเพื่อซื้อบ้านเซียงซานผ่านการซื้อภายใน เพื่อตั้งสตูดิโอใหม่ที่นั่น
ในอนาคตพื้นที่นั้นจะมีคนรวยไม่น้อยแน่นอน
จ้าวชิงซงพูดกับลี่หรงเพียงประโยคเดียวเกี่ยวกับการซื้อบ้าน “ผมบอกแล้วไงครับ ว่าผมจะซื้อให้คุณ”
ลี่หรงกลอกตา “เงินของคุณก็คือเงินของฉันนะคะ”
จ้าวชิงซงลูบจมูก “ดูเหมือนว่าต่อไปผมต้องเก็บเงินส่วนตัวแล้วละ”
ลี่หรงหัวเราะ “งั้นคุณก็เก็บสิ”
เรื่องที่จ้าวชิงซงเก็บเงินส่วนตัว ลี่หรงจะไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะถ้าเขามีเงิน เขาก็จะซื้อของขวัญให้ลี่หรง หากไม่เหลือเงินให้เขา ก็อย่าโทษว่าเขาไม่โรแมนติกแล้วกัน
เพราะถ้าไม่มีเงิน อย่างมากก็แค่เด็ดดอกไม้ป่าข้างทางเท่านั้นแหละ
ในปี 1994 หลังจากการลงทุนโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ร้านแฟรนไชส์ลวี่สุ่ยในประเทศมีมากกว่าสองร้อยสาขา
ในประเทศมีบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์บ้างแล้ว สวีจิ้งตานจึงถามลี่หรง “ฝูหรงจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ไหม?”
“ไม่เข้าค่ะ” ลี่หรงไม่อยากให้ฝูหรงกลายเป็นบริษัทจดทะเบียน เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ฝูหรงคงยากที่จะยึดมั่นในหลักการเดิม
เธอต้องการยืนหยัดในการตัดเย็บเสื้อผ้าส่วนบุคคล เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนสามารถสวมใส่เสื้อผ้าที่พอดีตัวและสวยงาม
สวีจิ้งตานเข้าใจ “แต่หลานไห่กำลังวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์นะ”
“ได้เลยค่ะ” หลานไห่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม ตอนนี้ยังมีแบรนด์ลูกอย่างลวี่สุ่ย ซึ่งเป็นแบรนด์แฟรนไชส์เสื้อผ้าสำเร็จรูประดับไฮเอนด์ และเป็นแบรนด์เสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงในประเทศแล้ว การจะเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นมีคุณสมบัติครบถ้วน
การเข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในทันที ต้องวางแผนล่วงหน้า การเตรียมการนี้ใช้เวลาหนึ่งถึงสองปี
หลานไห่เข้าตลาดหลักทรัพย์ที่เมืองหยาง กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเสื้อผ้าที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ไม่กี่แห่งในประเทศ
เรื่องใหญ่อย่างการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ลี่หรงผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งและผู้ถือหุ้นย่อมไม่พลาด เธอไม่เพียงไปเอง แต่ยังพาจ้าวชิงซงและลูกชายคนโตอย่างอันอัน หรือจ้าวเยี่ยนไปด้วย
หลังจากจ้าวเยี่ยนจบมหาวิทยาลัย ลี่หรงจึงส่งเขาไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะระบบการเรียนการเงินในต่างประเทศนั้นก้าวหน้าและสมบูรณ์กว่าในประเทศ
เมื่อจ้าวเยี่ยนกลับมาจากการเรียนต่างประเทศ จ้าวชิงซงตั้งใจจะให้เขาเข้าไปเรียนรู้ที่ฟู่หย่วน
เหอไฉซานทำเงินได้ แต่สัดส่วนหุ้นของเขาค่อย ๆ ลดลงในภายหลัง เพราะธุรกิจหลักยังคงอยู่ที่ฮ่องกง ส่วนที่นี่จากเดิมที่เขามีหุ้นมากที่สุด ก็กลายเป็นจ้าวชิงซงแทน
จ้าวชิงซงตั้งใจจะฝึกฝนจ้าวเยี่ยนให้เป็นผู้สืบทอดของตน
แต่จ้าวเยี่ยนปฏิเสธ เขากล่าวว่า “ผมอยากออกไปสร้างธุรกิจของตัวเองครับ”
จ้าวชิงซงไม่ค่อยเข้าใจลูกชายของตัวเองเท่าไหร่ ในใจคิดว่าพ่อได้สร้างอาณาจักรให้แล้ว แต่พอคิดอีกที นิสัยแบบนี้สิถึงจะเหมือนลูกของเขา!
ลี่หรงกลับเข้าใจความคิดของจ้าวเยี่ยน ในช่วงหลายปีนี้เธอไม่ได้ยุ่งเหมือนแต่ก่อน เลยเข้าใจถึงความกดดันของลูกชายคนโต เดาได้ว่า อันอันคงต้องการหลุดพ้นจากเงาของพวกเขาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
ดังนั้นเธอจึงสนับสนุนให้จ้าวเยี่ยนทำในสิ่งที่เขาต้องการ