ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 483 ตอนพิเศษ ไปจดทะเบียนสมรส
บทที่ 483 ตอนพิเศษ ไปจดทะเบียนสมรส
เสี่ยวตงพบกับหลี่เสี่ยวอ้ายเป็นครั้งแรก ในเมื่อผู้เป็นแม่บอกให้เธอคุยกับหลี่เสี่ยวอ้าย แม้จะรู้สึกประหม่า แต่เธอไม่ได้ปฏิเสธ
เมื่อวานแม่ของปี้ซิ่งสือบอกว่า พวกเขาทั้งสองคนอายุมากแล้ว แฟนของปี้ซิ่งสือไม่เพียงแต่เป็นคนในเมือง แต่ยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยด้วย พวกเขากลัวว่าตัวเองจะคุยกับเธอไม่รู้เรื่อง จึงให้เสี่ยวตงคุยแทน
เสี่ยวตงไม่ได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เรียนจบมัธยมต้นแล้ว ตอนนี้เธอเป็นครูที่โรงเรียนประถมในท้องถิ่น อายุเพียงแค่สิบเก้าปีเท่านั้น
เสี่ยวตงนั่งลงบนเตียงเตา เรียกหลี่เสี่ยวอ้ายว่า “พี่สะใภ้” ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นที่นั่งของหลี่เสี่ยวอ้ายและปี้ซิ่งสือ
หลังจากหลี่เสี่ยวอ้ายดื่มน้ำเย็นไปหนึ่งขวด อาการเมารถถึงหายไป ให้หลี่เสี่ยวอ้ายคุยกับปี้เสี่ยวตงก็ดี เพราะถ้าให้หลี่เสี่ยวอ้ายคุยกับพ่อแม่ของปี้ซิ่งสือโดยตรง เสี่ยวอ้ายอาจจะรู้สึกกังวลได้
การให้เธอคุยกับเสี่ยวตงก็เหมือนกับการคุยกับเพื่อนสาว ไม่มีความกดดันมากนัก หลี่เสี่ยวอ้ายจึงเริ่มพูดก่อน “ได้ยินมาว่าเธอสอนหนังสือในหมู่บ้านเหรอคะ?”
“อ๋อ ใช่ค่ะ” เสี่ยวตงคิดสักครู่ “แต่ฉันไม่ได้เรียนจบมัธยมปลาย เลยเป็นแค่ครูอัตราจ้างธรรมดาเท่านั้นเองค่ะ”
“ครูอัตราจ้างก็ดีนะ”
อาจเป็นเพราะทำงานกับลี่หรงมานาน หลี่เสี่ยวอ้ายจึงมีบุคลิกที่เหนือกว่าคนวัยเดียวกัน เสี่ยวตงชอบพี่สะใภ้จากเมืองหลวงคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น ทั้งสองคนคุยโต้ตอบกันไปมา และเริ่มสนิทกันอย่างรวดเร็ว
ปี้ซิ่งสือเห็นพวกผู้หญิงกำลังคุยกันเรื่องของตัวเอง จึงตัดสินใจไปช่วยงานในครัว
พอปี้ซิ่งสือเดินออกไป หลี่เสี่ยวอ้ายไม่ได้รู้สึกอึดอัด เพราะน้องสาวคนนี้ช่างน่ารักจริง ๆ
ปี้เสี่ยวตงเห็นพี่ชายแท้ ๆ เดินออกไปแล้ว จึงกล้าถามมากขึ้น “พี่สะใภ้ คุณชอบพี่ชายฉันได้ยังไงคะ? เขาแก่กว่าคุณตั้งหลายปีนะ”
“พี่ชายของเธอเป็นคนดี” พูดสั้น ๆ แบบนี้คงอธิบายไม่ชัดเจนนัก หลี่เสี่ยวอ้ายไม่ตั้งใจจะพูดอย่างละเอียด แต่เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะถามเสี่ยวตง “จริงสิ เขาอยู่คนเดียวมาหลายปีแบบนี้ ไม่เคยมีใครแนะนำผู้หญิงให้เขาเลยเหรอ?”
จริ งๆ แล้วหลี่เสี่ยวอ้ายอยากถามว่า อีกฝ่ายเคยมีแฟนหรือเปล่า เพราะอายุขนาดปี้ซิ่งสือนี่ คงมีลูกโตพอจะช่วยงานบ้านได้แล้ว
“ดูเหมือนจะมีนะคะ” เสี่ยวตงไม่ได้คิดอะไรมาก “แต่ก่อนคนอื่นดูถูกว่าบ้านเราจน แต่พอสร้างบ้านเสร็จ แม่สื่อกลับเข้ามาหลายคนทีเดียว”
ปี้ซิ่งสือหน้าตาไม่เลว เป็นทหารก็มีเบี้ยเลี้ยง แถมยังทำงานในเมืองหลวงอีก ถ้าแต่งเข้ามา ต่อไปก็จะได้ไปอยู่เมืองไม่ใช่หรือ?
“อ้อ? แล้วทำไมถึงไม่สำเร็จล่ะ?”
ปี้เสี่ยวตงโบกมือ “อย่าพูดเลย นิสัยพี่ชายฉันน่ะ ใครก็ไม่ชอบ พ่อแม่ฉันคิดว่าเขาจะเป็นโสดไปทั้งชีวิตแล้ว พอตอนนี้เขาพาคุณกลับมา พ่อกับแม่เลยดีใจมาก”
หลี่เสี่ยวอ้ายหัวเราะเบา ๆ
ในครัว
พ่อของปี้ซิ่งสือกำลังก่อไฟ พอเห็นภรรยาของเขาเดินเข้ามา จึงพูดว่า “ทำไมเธอถึงเข้ามาล่ะ? รีบไปคุยกับเด็กคนนั้นเถอะ”
“ฉันไม่รู้จะพูดอะไร ฉันกลัวว่าจะพูดผิด เลยมาทำอาหารดีกว่า จะได้กินข้าวกันเร็ว ๆ”
แม่ของปี้ซิ่งสือพับแขนเสื้อเตรียมลงมือทำงาน พอรู้ว่าปี้ซิ่งสือจะกลับบ้านวันนี้ พวกเขาตื่นแต่เช้าเพื่อฆ่าไก่ มีทั้งปลาและเนื้อ ได้ยินว่าหมู่บ้านข้าง ๆ มีคนฆ่าวัว จึงไปซื้อเครื่องในวัวและเนื้อวัวกลับมาด้วย เรียกได้ว่าอาหารมื้อนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าวันปีใหม่เสียอีก
ปี้ซิ่งสือเดินเข้ามา “พ่อ แม่ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?”
“เอ๊ะ? อย่าเข้ามาเลย ไปคุยกับพวกเธอเถอะ” แม่ของปี้ซิ่งสือรู้สึกกังวลเล็กน้อย “ไปอยู่เป็นเพื่อนเธอหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ มีน้องสาวอยู่ ถ้าผมอยู่ด้วยพวกเธอคงคุยกันไม่สะดวก”
แม่ของปี้ซิ่งสือพยักหน้า “ดีนะที่มีน้องสาวของลูก ไม่งั้นพวกเราคงคุยกับคู่หมั้นของลูกไม่รู้เรื่อง”
“โอ้! ไม่หรอกครับ เสี่ยวอ้ายไม่ได้เป็นคนเรื่องมากขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ผมยังไม่ได้เล่าให้พ่อแม่ฟังทางโทรศัพท์” ปี้ซิ่งสือพูด “ครอบครัวของเสี่ยวอ้ายเหลือเธอคนเดียวแล้ว เธอเติบโตมากับย่า เมื่อไม่กี่ปีก่อนย่าก็จากไป ตอนนี้เลยเหลือแค่เธอคนเดียว”
“อะไรนะ? ทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงได้มีชีวิตลำบากนัก”
พูดถึงเรื่องนี้ ปี้ซิ่งสือก็รู้สึกสงสาร “แม่ครับ พวกเราแค่ดีกับเธอหน่อยก็พอแล้ว”
“อืม พวกลูกตั้งใจจะอยู่กี่วันล่ะ?”
“ถ้าจัดงานแต่งน่าจะอยู่นานหน่อย แต่ถ้าไม่จัด พอจดทะเบียนเสร็จก็จะกลับเลยครับ”
“รีบร้อนขนาดนั้นเลยเหรอ?” ลูกชายที่โตแล้วกลับมาอยู่ไม่กี่วันก็จะไปอีก ดีนะที่คราวนี้พาคู่หมั้นกลับมาด้วย “พกเราต้องจัดงานแต่งแน่นอน ลูกแก่กว่าเด็กคนนั้นตั้งเยอะ ถ้าไม่จัดงานแต่งจะไม่เป็นการดูถูกเธอเหรอ?”
ปี้ซิ่งสือคิดเช่นเดียวกัน
ตอนกินข้าวเย็นเป็นเวลาที่หลี่เสี่ยวอ้ายได้พบกับพ่อแม่ของปี้ซิ่งสืออย่างเป็นทางการ
พ่อของปี้ซิ่งสือเป็นคนเงียบ ๆ แต่ครั้งนี้ปี้ซิ่งสือพาคู่หมั้นกลับบ้านมาด้วย ทางฝ่ายผู้ใหญ่เลยมีแม่ของปี้ซิ่งสือเป็นคนพูดแทน
แม่ของปี้ซิ่งสือคีบน่องไก่ให้หลี่เสี่ยวอ้าย “เสี่ยวอ้าย กินเยอะ ๆ นะลูก”
“ค่ะ ๆ” หลี่เสี่ยวอ้ายรีบพยักหน้า แต่ในใจกลับกังวล ในชามของเธอมีกับข้าวเยอะมากแล้ว แม่ของปี้ซิ่งสือพูดทีก็คีบกับข้าวให้เธอทีหนึ่ง
ปี้ซิ่งสือรู้สึกถึงความลำบากใจของหลี่เสี่ยวอ้าย จึงรีบช่วยแก้สถานการณ์ให้เธอ “แม่ครับ เสี่ยวอ้ายกินไม่ได้มากขนาดนั้นหรอก ให้เธอตักเองเถอะครับ”
แม่ของปี้ซิ่งสือถึงรู้ว่าตัวเองทำมากเกินไป จึงพูดกับพวกเขาว่า “แม่ได้ปรึกษากับพ่อแล้ว เรื่องของพวกลูกจะต้องจัดงานเลี้ยงแน่นอน พรุ่งนี้แม่จะให้พ่อไปหาคน พยายามจัดงานเลี้ยงทันทีหลังจากพวกลูกจดทะเบียนสมรส เสี่ยวอ้ายไม่ต้องกังวลนะ แม่รับรองว่าจะไม่ทำให้หนูเสียเปรียบแน่นอน”
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้า “ฉันยินดีค่ะ”
ที่นี่ขาดแคลนน้ำ การอาบน้ำเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย หลี่เสี่ยวอ้ายเข้าใจก่อนมาที่นี่แล้ว
แต่คืนนั้นแม่ของปี้ซิ่งสือกลับต้มน้ำร้อนหม้อใหญ่ให้หลี่เสี่ยวอ้ายอาบน้ำ
แม่ของปี้ซิ่งสือยังจัดห้องเพิ่มอีกหนึ่งห้องให้หลี่เสี่ยวอ้ายนอนคนเดียว หลี่เสี่ยวอ้ายงงไปสองสามวินาที คิดว่าแม่ของปี้ซิ่งสือไม่พอใจเธอ แต่พอนึกขึ้นได้ก็รู้สึกว่าการกระทำของแม่ของปี้ซิ่งสือเป็นการให้เกียรติเธอมาก
ปี้ซิ่งสือรีบดึงหลี่เสี่ยวอ้ายไป “พรุ่งนี้ก็จะไปจดทะเบียนแล้ว ยังจะสนใจเรื่องพวกนั้นทำไมอีก เสี่ยวอ้ายนอนกับผมนะ พ่อกับแม่ก็เข้านอนเร็ว ๆ หน่อยนะครับ”
เมื่อเข้าไปในห้องของปี้ซิ่งสือ เธอเห็นเตียงเตาขนาดใหญ่ นอกจากตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้และโต๊ะเล็ก ๆ หนึ่งตัวแล้วก็ไม่มีของอย่างอื่นอีก
บนเตียงเตามีผ้าห่มสีแดงสดพิมพ์ลายมงคลคู่ ปลอกหมอนก็เป็นชุดเดียวกัน ดูใหม่มาก คาดว่าพวกเขาคงจะซื้อมาเป็นพิเศษ
หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกเดินไม่ค่อยมั่นคง นี่ถือว่าเธอได้พบพ่อแม่แฟนเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?
เธอมองไปที่ปี้ซิ่งสือ “พ่อแม่ของคุณเห็นด้วยแล้วเหรอคะ?”
“เห็นด้วยสิ ทำไมจะไม่เห็นด้วยล่ะ? พวกเขาเตรียมจัดงานเลี้ยงกันแล้วนะ”
“ฉันนึกว่าจะต้องไปพบญาติผู้ใหญ่มากมายเสียอีก”
“ไม่มีคนมากมายขนาดนั้นหรอก” ปี้ซิ่งสือกล่าว “ญาติ ๆ ในครอบครัวเราไม่ค่อยได้ติดต่อกันแล้ว มีแต่ครอบครัวของลุงที่ยังติดต่อกันอยู่ ตอนจัดงานเลี้ยงก็ต้องเชิญพวกเขา รวมถึงคนในหมู่บ้านด้วย คงจะมีประมาณสิบกว่าโต๊ะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายเดินทางมาหลายวัน ในที่สุดถึงได้นอนหลับสบายสักที พอตื่นขึ้นมาฟ้าก็สว่างแล้ว ข้าง ๆ ไม่มีใครอยู่ ทำให้หลี่เสี่ยวอ้ายสะดุ้งตื่นขึ้นมา
โอ้! นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาที่นี่ แต่กลับนอนตื่นสาย!
หลี่เสี่ยวอ้ายจัดการตัวเองเรียบร้อยแล้วเปิดประตูออกไป เห็นเสี่ยวตงกำลังซักผ้าอยู่ในลานบ้าน อีกฝ่ายหันมายิ้มให้เธอ “พี่สะใภ้ ตื่นแล้วเหรอคะ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกอายที่ตัวเองตื่นสาย เลยพูดเสียงอ้อมแอ้ม “ทุกคนไปไหนกันหมดล่ะ?”
“พ่อไปสอบถามเรื่องการทำเหล้า ส่วนแม่ไม่รู้ไปไหน แต่แม่อุ่นอาหารไว้ในหม้อ บอกว่าถ้าพี่สะใภ้คุณตื่นมาก็กินได้เลย ส่วนพี่ชายไม่รู้ไปไหนเหมือนกันค่ะ”
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ แม่ของปี้ซิ่งสือกลับมาพอดี เธอพูดคุยกับหลี่เสี่ยวอ้ายสองสามประโยค แล้วหยิบจอบที่มุมกำแพงเตรียมจะออกไปอีกครั้ง
หลี่เสี่ยวอ้ายตามไปแล้วพูดว่า “ป้าคะ เดี๋ยวฉันช่วยนะคะ”
“โอ๊ย ไม่ต้องหรอก พอดีทางในนามันตัน เดี๋ยวฉันจะไปจัดการหน่อย เธออยู่บ้านเถอะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายพูดว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงฉันก็ว่างอยู่แล้ว นาน ๆ ทีจะได้มาตะวันตกเฉียงเหนือสักครั้ง ออกไปเปิดหูเปิดตาก็ดีเหมือนกันค่ะ”
“ฉันจะไปด้วยค่ะ” เสี่ยวตงเดินเข้ามา
แม่ของปี้ซิ่งสือไม่พูดอะไรอีก
เมื่อไปถึงทุ่งนา หลายคนกำลังทำงานกันอยู่ที่นั่น ในขณะที่พวกเขาทักทายกันก็มีคนถามแม่ของปี้ซิ่งสือว่า “นั่นลูกสะใภ้บ้านเธอหรือ?”
แม่ของปี้ซิ่งสือเคยคิดว่าลูกชายของเธอจะหาภรรยาไม่ได้ แต่ตอนนี้ลูกชายกลับพานักศึกษาสาวสวยกลับมา เธอยิ้มแย้มพูดว่า “ใช่แล้ว เด็กสาวนั่งอยู่บ้านไม่ติด อยากจะตามฉันลงมาทุ่งนาด้วย เป็นเด็กที่น่ารักมากเลยละ”
ตอนนี้ครอบครัวของปี้ซิ่งสือไม่ได้ยากจนและถูกรังแกเหมือนแต่ก่อน พวกเขาเลยพูดคุยกันสองสามประโยคเท่านั้น
แต่หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกได้ว่าผู้คนรอบข้างต่างมองเธอเป็นระยะ ๆ
เมื่อเทียบกับสายตาสอดรู้ของคนเหล่านั้นแล้ว สิ่งที่ทำให้หลี่เสี่ยวอ้ายสนใจมากกว่าคือพื้นดินสีเหลืองที่พบเห็นไปทั่ว นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเนินดินแบบนี้
“ป้ากำลังซ่อมทางเดินอยู่เหรอคะ?”
“ใช่จ้ะ” แม่ของปี้ซิ่งสือมองไปทางคนที่มาใหม่อย่างเก้อเขิน นี่คือไฉ่หง หลานสาวที่ป้าเสียพยายามแนะนำให้เธอหลายครั้ง
ไฉ่หงจูงเด็กคนหนึ่งมาด้วย “ได้ยินว่าพี่ซิ่งกลับมาแล้วเหรอคะ?”
ก่อนที่แม่ของปี้ซิ่งสือจะได้พูด ไฉ่หงสังเกตเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายที่อยู่ข้าง ๆ เสียก่อน “นี่คงเป็นผู้หญิงที่พี่ซิ่งพากลับมาใช่ไหมคะ? เมื่อวานได้ยินป้าบอกว่าเขาพาเด็กมหาวิทยาลัยกลับมา ดูสะอาดสะอ้านจริง ๆ”
หลี่เสี่ยวอ้ายหันไปคุยกับเสี่ยวตง ส่วนผู้หญิงตรงหน้าที่มองสำรวจเธออย่างชัดเจน ทั้งแม่ของปี้ซิ่งสือและเสี่ยวตงไม่ได้แนะนำให้เธอรู้จัก เธอจะแกล้งทำเป็นไม่เห็นแล้วกัน
“คนในเมืองใหญ่นี่ใจกว้างจริง ๆ ตอนที่ฉันเป็นเจ้าสาวใหม่ ๆ ยังต้องทักทายทุกคนที่เดินผ่าน” ไฉ่หงพูดกับหลี่เสี่ยวอ้ายราวกับผู้รู้ “น้องสาว พี่ซิ่งเป็นทหาร ไม่สามารถอยู่บ้านดูแลป้าและคนอื่น ๆ ได้ตลอด พอมีเธอแล้วฉันก็วางใจได้”
หลี่เสี่ยวอ้ายขมวดคิ้ว แน่นอนว่าเธอจะดูแลพ่อแม่ของปี้ซิ่งสือ แต่คำพูดของผู้หญิงคนนี้เหมือนว่าถ้าแต่งงานแล้ว หลี่เสี่ยวอ้ายต้องอยู่ที่หนิงเฉิงเพื่อดูแลพ่อแม่ของเขาเลยล่ะ?
ไฉ่หงเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายดูงง ๆ จึงอธิบายให้เธอฟัง “ถ้าผู้ชายที่นี่ไปทำงานต่างจังหวัด ภรรยาควรอยู่บ้านเพื่อดูแลครอบครัว”
หลี่เสี่ยวอ้ายพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เรื่องการดูแลอะไรนั่นไม่ต้องให้พี่สาวต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ”
“ใช่แล้ว พี่สะใภ้ของฉันยังมีงานที่เมืองหลวงอยู่ด้วย!” เสี่ยวตงพูด
“นั่นสิ พวกฉันสองคนยังร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ ไม่จำเป็นต้องมีคนดูแลหรอก”
ไฉ่หงได้ยินพวกเขาสองคนพูดแบบนั้น จึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “ฉันแค่เป็นห่วงป้าน่ะค่ะ แม้ตอนนั้นไม่ได้เป็นลูกสะใภ้ของป้า แต่ฉันก็อยากช่วยเหลือให้มากขึ้น”
หลี่เสี่ยวอ้ายอยากจะเปิดปากด่าอีกฝ่ายมาก เป็นแม่ลูกสองแล้วยังไม่รู้จักเคารพขอบเขตกันบ้างหรือ?
คำพูดแบบนี้ อีกฝ่ายจะกล้าพูดต่อหน้าสามีของตัวเองหรือเปล่าล่ะ?
“เรื่องงานน่ะ” ไฉ่หงมองหลี่เสี่ยวอ้าย “ผู้หญิงทำงานแน่นอนว่าต้องได้เงินน้อยกว่าผู้ชาย ยังไงก็สู้อยู่บ้านดูแลลูกให้ดีไม่ได้หรอก”
นอกจากสวีเหมียน ในสตูดิโอฝูหรงล้วนเป็นผู้หญิงทั้งหมด แถมลี่หรงยังทำธุรกิจตั้งมากมาย ใครบอกว่าผู้หญิงต้องอยู่แต่ในบ้าน?
หลี่เสี่ยวอ้ายทนไม่ไหว เธอจึงพูดขึ้น “ใครบอกว่าผู้หญิงต้องอยู่แต่ในบ้านกันคะ ฉันทำงานหนึ่งเดือนได้เงินตั้งหนึ่งร้อยหยวนเชียวนะ”
ไฉ่หงตกใจ นี่เป็นไปได้หรือ? เสี่ยวตงเป็นครูหนึ่งเดือนได้แค่ยี่สิบกว่าหยวนเองนะ
เว้นแต่ว่าหลี่เสี่ยวอ้ายจะทำธุรกิจที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ก็ไม่แปลกหรอก หน้าตาสวยขนาดนั้น!
หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกขยะแขยงกับสายตาของเธอ จึงกลอกตาพลางพูดว่า “อย่าคิดไปเองเลยค่ะ!”
เสี่ยวตงเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายไม่พอใจ จึงกอดแขนของหลี่เสี่ยวอ้ายแล้วพูดว่า “พี่ไฉ่หงอย่าพูดเหลวไหลสิ พี่สะใภ้ของฉันจบมหาวิทยาลัย ทำงานสุจริตในเมืองหลวงนะ!”
แม่ของปี้ซิ่งสือรู้สึกไม่พอใจเช่นกัน เธอจะไม่ให้ใครมาทำให้ลูกสะใภ้ของเธอเสียหน้าเด็ดขาด “ไฉ่หง ไปทำธุระของเธอเถอะ”
ความจริงแล้วไฉ่หงตั้งใจมาดูผู้หญิงที่ปี้ซิ่งสือพากลับมา พอเห็นว่าอีกฝ่ายหน้าตาดีกว่าตัวเอง แถมผิวพรรณก็ไม่รู้ว่ากินอะไรถึงได้ขาวใสขนาดนั้น ไฉ่หงจึงอดไม่ได้ที่จะพูดอะไรสักสองสามประโยค เพื่อให้หลี่เสี่ยวอ้ายไม่พอใจ
ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพูดแค่สองประโยคก็ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แม้แต่แม่ของปี้ซิ่งสือยังเข้าข้างอีกฝ่าย ไฉ่หงโกรธมาก แต่ทำได้เพียงหัวเราะแห้ง ๆ สองสามทีแล้วเดินจากไป
ปี้เสี่ยวตงพูดว่า “ทำไมวันนี้พี่ไฉ่หงพูดจาแปลก ๆ”
หลี่เสี่ยวอ้ายหัวเราะเบา ๆ สองที อีกฝ่ายตั้งใจทำแบบนั้นเพื่อให้เธออับอายอย่างไรละ!
แม่ของปี้ซิ่งสือเร่งมือทำงานให้เร็วขึ้น แล้วพาหลี่เสี่ยวอ้ายและปี้เสี่ยวตงกลับบ้าน
แม่ของปี้ซิ่งสือสังเกตสีหน้าของหลี่เสี่ยวอ้ายตลอดทาง กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่สบายใจเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ จึงพูดว่า “ไม่ต้องเก็บคำพูดของไฉ่หงไปคิดมากหรอก ซิ่งเอ๋อร์บอกพวกเราแล้วว่าเธอเป็นคนแบบไหน”
หลี่เสี่ยวอ้ายยังกังวลเรื่องที่เธอหาเงินได้เดือนละกว่าร้อยหยวน อาจจะโอ้อวดเกินไป กลัวว่าแม่ของปี้ซิ่งสือจะไม่พอใจเอา แต่พอได้ยินคำพูดของแม่ของปี้ซิ่งสือ หลี่เสี่ยวอ้ายจึงรีบส่ายหน้า “ฉันไม่ได้เก็บมาคิดหรอกค่ะ ป้าไม่ต้องกังวลนะคะ”
ปี้ซิ่งสือกำลังรออยู่ที่บ้าน พอเห็นพวกเธอกลับมาถึงเดินเข้ามาถาม “พวกคุณไปไหนมา? ผมรอตั้งนาน”
“ไปที่ไร่มาน่ะ ทำไมเหรอ?”
ปี้ซิ่งสือ “ผมยืมรถมาแล้ว พวกแม่พาภรรยาผมออกไปข้างนอกแบบนี้ แล้วผมจะไปจดทะเบียนสมรสยังไงล่ะครับ?”
“จะไปจดทะเบียนเหรอคะ?” หลี่เสี่ยวอ้ายถามเสียงเบา
“ใช่ เธอรีบขึ้นไปเอาของมาเร็ว ๆ หน่อยนะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายกลับเข้าห้องไปเอาของ แล้วส่องกระจกทาลิปสติก รวบผมขึ้นให้เรียบร้อย
เสี่ยวตงเห็นว่าเป็นรถยนต์ส่วนตัว เลยพูดอย่างตื่นเต้นว่า “พี่ ฉันขอไปด้วยสิ!”
“นี่! จะไปทำไมล่ะ? เขาไปจดทะเบียนกันนะ!” แม่ของปี้ซิ่งสือจับตัวเสี่ยวตงไว้ เพราะกลัวว่าเธอจะไปรบกวน
เสี่ยวตงร้องขึ้น “แต่ฉันอยากไปดูรถนี่นา!”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” หลี่เสี่ยวอ้ายพูด “ให้เธอขึ้นมาเถอะ”
แม่ของปี้ซิ่งสือจึงปล่อยมือ แล้วบ่นพึมพำว่า “เป็นสาวแล้ว ยังอยากรู้อยากเห็นอีก ทำไมไม่แต่งงานเสียเองล่ะ?”
มีคนมาจดทะเบียนไม่มาก พวกเขาใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เสร็จแล้ว พอออกมาจากที่นั่น เสี่ยวตงรีบวิ่งเข้ามาใกล้ “แล้วใบสมรสล่ะคะ?”
ความจริงแล้วใบทะเบียนสมรสเป็นแค่กระดาษแผ่นบาง ๆ ที่มีคำบ่งบอกว่าทั้งคู่สมรสกัน และมีตราสีแดงประทับอยู่
ปี้ซิ่งสือหยิบใบทะเบียนสมรสออกมาอย่างระมัดระวัง ตอนยื่นให้เสี่ยวตงยังกำชับอีกฝ่ายว่า “อย่าทำขาดเชียวนะ!”
“ไม่หรอกน่า!” เสี่ยวตงอ่านตัวอักษรบนนั้น แล้วพูดออกมาว่า “ทำไมมันเหมือนใบประกาศนียบัตรตอนฉันเรียนหนังสือเลย?”
“แล้วเธอคิดว่ามันจะเป็นยังไงล่ะ?” ปี้ซิ่งสือรับกระดาษแผ่นนั้นมา แล้วเร่งให้พวกเธอขึ้นรถ “กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายมองดูปี้ซิ่งสือที่กำลังขับรถ แล้วรู้สึกเหมือนกับฝันไป ตอนนี้เธอแต่งงานแล้ว เธอแต่งงานแล้วจริง ๆ!
พวกเขามุ่งหน้ากลับบ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางสู่ความสุขของหลี่เสี่ยวอ้ายและปี้ซิ่งสือ
…………………………………………………………………………………………………………………….
VVRZO6MQ