ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 482 ตอนพิเศษ หลี่เสี่ยวอ้ายพบพ่อแม่สามี
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 482 ตอนพิเศษ หลี่เสี่ยวอ้ายพบพ่อแม่สามี
บทที่ 482 ตอนพิเศษ หลี่เสี่ยวอ้ายพบพ่อแม่สามี
บ้านเกิดของปี้ซิ่งสืออยู่ที่เมืองหนิงทางตะวันตกเฉียงเหนือ ได้ยินว่าที่นั่นผู้คนอาศัยอยู่ในบ้านใต้ดิน
แม้หลี่เสี่ยวอ้ายไม่เคยอยู่ แต่เคยได้ยินมาก่อน เธอกำลังเตรียมตัวไปพบพ่อแม่ของปี้ซิ่งสือ ในใจรู้สึกกังวลอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะกลัวการอยู่ในบ้านใต้ดิน แต่เป็นความประหม่าที่บอกไม่ถูก
หลี่เสี่ยวอ้ายกังวลว่าพ่อแม่ของปี้ซิ่งสืออาจจะไม่ชอบเธอ
ก่อนที่หลี่เสี่ยวอ้ายจะเรียนจบ ปี้ซิ่งสือเคยบอกว่าจะพาเธอกลับบ้านเกิดสักครั้ง แต่ต่อมาเขาถูกส่งไปทำงานราชการ ตัวเขาเองก็ต้องฉลองปีใหม่ในต่างถิ่นติดต่อกันหลายปี เรื่องนี้จึงถูกเลื่อนออกไปจนกระทั่งหลี่เสี่ยวอ้ายเรียนจบ
ตอนนี้เธอเรียนจบแล้ว อายุก็พอเหมาะ ถ้าไม่ไปพบตอนนี้ คงไม่รู้ว่าจะได้แต่งงานเมื่อไหร่
ตอนที่หลี่เสี่ยวอ้ายยังเรียนอยู่ ปี้ซิ่งสือไม่รีบร้อน แต่ตอนนี้อีกฝ่ายเรียนจบแล้ว ถ้าไม่รีบจัดการ เขากลัวว่าเธอจะหนีไป
หลังจากเรียนจบ ปี้ซิ่งสือจึงขอลาพักร้อนและจะกลับบ้านต้นเดือนสิงหาคม
หลี่เสี่ยวอ้ายจึงไปคุยกับลี่หรง “ฉันยังไม่เคยไปภาคตะวันตกเฉียงเหนือเลยค่ะ เคยได้ยินอาจารย์บอกว่าที่นั่นลมแรงและมีฝุ่นทรายเยอะ ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า?
“ภาคตะวันตกเฉียงเหนือลมแรงและมีฝุ่นทรายเยอะจริง ๆ และอากาศยังแห้งมากด้วย เธอเอาครีมบำรุงผิวไปด้วยละ ไม่งั้นหน้าจะลอกเอานะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายถอนหายใจ “เรื่องนี้ยังพอว่า ฉันแค่กังวลว่าพวกเขาจะไม่ชอบฉัน”
ลี่หรงทำหน้าไม่เห็นด้วย “มีอะไรให้ไม่ชอบล่ะ? เธอจบมหาวิทยาลัย หน้าตาไม่เลว นิสัยก็ดี ส่วนปี้ซิ่งสืออายุมากกว่าและเป็นโสดมาตั้งหลายปี เธอแค่ใส่ใจเขามากเกินไปถึงได้กังวลขนาดนี้ ทำใจให้สบายหน่อยสิ”
หลี่เสี่ยวอ้ายกะพริบตา “ฉันไม่ได้ดีอย่างที่คุณพูดหรอกค่ะ”
ลี่หรงเห็นท่าทางลังเลของเธอ จึงถามว่า “เธอยังมีเรื่องกังวลอีกเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้า “เขาบอกว่าครั้งนี้กลับไปจะจดทะเบียน แล้วจัดงานเลี้ยงไม่กี่โต๊ะที่บ้านเกิด”
“เร็วขนาดนั้นเลย?” ลี่หรงขมวดคิ้ว “นี่เขาจะพาเธอกลับบ้านเลยเหรอ?
หลี่เสี่ยวอ้ายกลัวว่าลี่หรงจะไม่พอใจปี้ซิ่งสือ จึงรีบอธิบาย “ฉันแค่อยากถามว่าคุณจะไปกับพวกเราด้วยไหม เพราะฉันไม่มีญาติคนอื่นแล้ว และบางเรื่องก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงบ้าง…”
ช่วงนี้งานที่ฝูหรงเยอะจนลี่หรงไม่มีเวลาว่างเลย แต่เธอเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย นั่นหมายความว่า อยากให้ลี่หรงไปคุยเรื่องงานแต่งงานกับครอบครัวของปี้ซิ่งสือ
แต่ลี่หรงไม่ใช่ญาติทางสายเลือดของหลี่เสี่ยวอ้าย เธอไปเมืองหนิงไม่ได้ และการให้พ่อแม่ตระกูลปี้มาที่นี่คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน
“ฉันอาจจะไปไม่ได้” ลี่หรงเม้มปาก “ปี้ซิ่งสือเป็นคนที่ไว้ใจได้ แต่ปัญหาหลักคือพ่อแม่ของเขา แต่ก่อนหน้านี้เขาเคยพูดว่าจะอยู่ที่เมืองหลวงไม่ใช่เหรอ? เธอลองดูก่อน ถ้าพวกเขาดี เธอก็ดีตอบ แต่ถ้าไม่ เธอก็แค่กลับมาอยู่เมืองหลวง”
หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกกังวลจริง ๆ
จากเมืองหลวงไปเมืองหนิงไม่มีรถไฟโดยตรง ปี้ซิ่งสือพาหลี่เสี่ยวอ้ายเดินทางหลายวัน ระหว่างทางยังต้องเปลี่ยนไปนั่งรถประจำทางด้วย จนเธอกลัวการนั่งรถไปเสียแล้ว
เมื่อพวกเขามาถึง หลี่เสี่ยวอ้ายเดินลงมาเหมือนร่างไร้วิญญาณ ปี้ซิ่งสือเลยไปซื้อน้ำอัดลมมาให้เธอ “ดื่มหน่อยนะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายดื่มเข้าไปหลายอึกถึงดีขึ้นบ้าง พลางถามปี้ซิ่งสือว่า “ถึงแล้วเหรอคะ?”
“ถึงแล้ว” ปี้ซิ่งสือมองรอยคล้ำใต้ตาของเธอด้วยความเป็นห่วง “ขอบคุณที่อดทนนะ แต่เรายังต้องนั่งรถอีกเที่ยวกว่าจะถึงหมู่บ้าน”
“อะไรนะคะ? ยังต้องนั่งรถอีกเหรอ?”
“ไม่ใช่รถประจำทาง แต่เป็นรถแทรกเตอร์ ไม่อึดอัดหรอก”
พอได้ยินแบบนั้นสายตาของหลี่เสี่ยวอ้ายพลันเหม่อลอย
ปี้ซิ่งสือถือของ พลางจูงมือหลี่เสี่ยวอ้าย “ไปกันเถอะ”
“ต้องขึ้นรถตรงไหนล่ะคะ?”
“เพื่อนสนิทของฉันรออยู่ตรงถนนฝั่งโน้นน่ะ”
“ลิ่วเอ๋อร์!” ปี้ซิ่งสือโบกมือตะโกนไปข้างหน้า
ชายหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปีหันมามอง เมื่อเห็นปี้ซิ่งสือ ใบหน้าของเขาดูมีความสุขมาก “พี่ซิ่ง ผมกำลังรอพี่อยู่พอดีเลยครับ!”
ปี้ซิ่งสือให้ปี้เสี่ยวลิ่วยืมเงินไปซื้อรถแทรกเตอร์ เพื่อใช้ขนของหรือรับส่งคนเข้าเมือง อย่างน้อยมันยังสามารถทำเงินได้ ที่บ้านเขาจะได้สร้างบ้านใต้ดินใหม่เสียที ปี้ซิ่งสือสนิทกับเขายิ่งกว่าพี่ชายแท้ ๆ เสียอีก
เมื่อได้ยินว่าปี้ซิ่งสือจะกลับมา ปี้เสี่ยวลิ่วจึงอาสามารับ
เขารออยู่ที่นี่เกือบทั้งวันแล้ว นอกจากขายผัก คนรู้จักก็เรียกให้ไปขนของ แต่เขาไม่ไป เพราะกลัวว่าจะคลาดกับปี้ซิ่งสือ
“โอ้! นี่คือพี่สะใภ้ที่พี่พูดถึงสินะ?” ปี้เสี่ยวลิ่วมองดูหลี่เสี่ยวอ้าย “สมกับเป็นสาวเมืองหลวงจริง ๆ เยี่ยมมากเลย!”
เขาชูนิ้วโป้งชื่นชม
หลี่เสี่ยวอ้ายทักทายอย่างสุภาพ น้ำเสียงที่ใช้พูดคุยยังดูมีการศึกษา จนปี้เสี่ยวลิ่วที่แทบไม่ได้เรียนหนังสือ รู้สึกอิจฉาพี่ชายของเขาขึ้นมา ปี้ซิ่งสือช่างโชคดีจริง ๆ!
“นายจะอยู่ตรงนี้อีกนานไหม?” ปี้ซิ่งสือมองแผงผักของปี้เสี่ยวลิ่ว “หรือว่าพวกเราควรกลับกันก่อน?”
หากเขาขายไม่หมดแล้วเอาไปเก็บที่บ้าน พรุ่งนี้ผักคงไม่สดแล้ว
แต่ปี้เสี่ยวลิ่วรีบเก็บผักอย่างคล่องแคล่ว พูดกับปี้ซิ่งสือว่า “กลับกันเลยดีกว่า เหลือนิดเดียวแล้ว ขายไม่ได้เท่าไหร่หรอก พวกเราไปกันเถอะ!”
ปี้ซิ่งสือพยักหน้า โยนกระเป๋าขึ้นรถแทรกเตอร์ เขาช่วยพยุงหลี่เสี่ยวอ้ายขึ้นไปก่อน แล้วกระโดดตามขึ้นไป
“นั่งให้ดี ๆ นะ” ปี้เสี่ยวลิ่วที่อยู่ด้านหน้าตะโกนบอก
เมื่อมาถึงทางแยก มีหลายคนเรียกปี้เสี่ยวลิ่ว เพราะพวกป้า ๆ ที่ออกมาข้างนอกมักจะนั่งรถของปี้เสี่ยวลิ่วเป็นประจำ
ปี้เสี่ยวลิ่วจึงบอกว่า “วันนี้ไม่สะดวก ขอโทษด้วยนะครับ ผมต้องไปส่งพี่ชายกลับบ้านก่อน”
ปี้ซิ่งสือถามหลี่เสี่ยวอ้ายเบา ๆ แล้วพูดกับปี้เสี่ยวลิ่วว่า “ไม่เป็นไร ยังมีที่ว่างอีกเยอะ นายรับคนขึ้นมาอีกสักสองสามคนสิ”
แน่นอนว่าการรับคนขึ้นรถต้องเก็บเงิน เดิมทีปี้เสี่ยวลิ่วไม่อยากได้เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ แต่เมื่อปี้ซิ่งสือพูดขึ้นมา เขาก็จอดรถ
ป้า ๆ หลายคนรีบปีนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ทุกคนเป็นอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน พวกเขาต้องรู้จักปี้ซิ่งสืออยู่แล้ว เมื่อกี้ไม่ทันได้มอง แต่ตอนนี้พอมองใกล้ ๆ ก็เห็นว่าเป็นปี้ซิ่งสือ และสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือมีสาวผิวขาวนั่งอยู่ข้าง ๆ เขาด้วย
หลี่เสี่ยวอ้ายเลือกใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด ปกติป้า ๆ พวกนี้ไม่เคยเห็นสาวที่แต่งตัวเก่ง ทุกคนจึงจ้องมองหลี่เสี่ยวอ้าย
หลี่เสี่ยวอ้ายถูกมองจนหัวใจแทบจะกระโดดออกมา เธอเลยดึงชายเสื้อของปี้ซิ่งสือ
ปี้ซิ่งสือเข้าใจความหมายของเธอ จึงบอกป้าคนหนึ่งว่า “ป้าเสีย พวกคุณอย่าจ้องขนาดนั้นสิ เดี๋ยวเธอจะอายเอานะ”
ป้าเสียหัวเราะเบา ๆ สองสามที “พึ่งขึ้นมาถึงรู้ว่าเป็นซิ่งเอ๋อร์นี่เอง ไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว นี่คือแฟนของเธอเหรอ?”
ปี้ซิ่งสือ “ใช่ครับ แต่เธอขี้อายหน่อย พวกคุณอย่าจ้องกันขนาดนั้นเลย”
ป้าเสียรู้สึกเสียดายมาก ตอนแรกปี้ซิ่งสือไปเป็นทหาร หลังจากนั้นก็สร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว ป้าเสียเคยแนะนำหลานสาวของตัวเองให้อีกฝ่ายด้วย
แม่ของปี้ซิ่งสือก็เต็มใจ แต่ปี้ซิ่งสือกลับไม่ยอม บอกว่างานยุ่งมาก หนึ่งหรือสองปีถึงจะกลับมา พวกเขาพบกันสองครั้ง หลานสาวของป้าเสียชอบเขามาก แต่น่าเสียดายที่ปี้ซิ่งสือไม่ได้คิดอะไรกับเธอเลย
หลานสาวของป้าเสียไม่สามารถไปเมืองหลวง ส่วนปี้ซิ่งสือก็กลับมาน้อยมาก จนตอนนี้หลานสาวของป้าเสียกลายไปเป็นแม่ลูกสองแล้ว
ป้าเสียนึกถึงหลานสาวของตัวเองก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงถามหลี่เสี่ยวอ้าย “เธอเป็นคนเมืองหลวงเหรอ?”
ความจริงแล้วหลี่เสี่ยวอ้ายไม่ได้เขินอายมากนัก เพราะเธอช่วยลี่หรงจัดการร้านฝูหรง เคยต้อนรับลูกค้ามามากมาย
เธอพยักหน้าอย่างสุภาพ “ใช่ค่ะ สวัสดีค่ะ”
“โอ้! ดูสิ พูดจาสุภาพจริง ๆ”
ปี้เสี่ยวลิ่วที่อยู่ด้านหน้าแทรกขึ้นมา “แน่นอนสิ! พี่สะใภ้ของผมเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยเลยนะ!”
“โอ้! เพิ่งเรียนจบเลยหรือนี่?” ป้าเสียถึงกับตาเบิกกว้าง “ไอ้ทหารขี้เหร่คนนี้ไปหาแฟนเป็นนักศึกษาได้ยังไง?”
แถมยังเป็นนักศึกษาหน้าตาดีอีกต่างหาก!
ป้าคนอื่น ๆ ต่างพากันครุ่นคิด ไม่รู้ว่าคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ผู้หญิงคนนี้ดูสดใสและอายุน้อย เพิ่งเรียนจบ ก็คงอายุแค่ยี่สิบต้น ๆ ใช่ไหม?
แต่ปี้ซิ่งสืออายุสามสิบกว่าแล้วนะ?
นี่มันวัวแก่กินหญ้าอ่อนชัด ๆ!
ทำไมเรื่องดี ๆ ถึงได้ตกไปอยู่กับเขาหมด!
พอออกจากเมืองก็ต้องเดินทางบนถนนดิน
ป้าที่นั่งข้าง ๆ รีบเอาของมาห่อหน้าไว้ ปี้ซิ่งสือก็เอาของที่เตรียมไว้มาห่อให้หลี่เสี่ยวอ้ายเช่นกัน “ทำแบบนี้จะได้กันลมกันทราย”
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้าด้วยความโล่งอก คิดว่าไม่ต้องคุยกับคนพวกนั้นก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องพูดเยอะไปกว่านี้
ดูจากท่าทีของปี้ซิ่งสือแล้ว คงไม่ได้สนิทกับป้าพวกนั้นมากนัก หลีกเลี่ยงไว้ย่อมดีกว่า
พอทุกคนห่อผ้าคลุมศีรษะแล้ว ก็ไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันอีก
ผ่านไปประมาณยี่สิบนาที ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหมู่บ้านตระกูลปี้
ปี้เสี่ยวลิ่วยัดผักที่ขายไม่หมดให้กับปี้ซิ่งสือ “พี่ชาย เอากลับไปกินนะ”
ปี้ซิ่งสือผลักกลับไป “นายเก็บไว้กินเองเถอะ บ้านฉันก็ปลูกอยู่แล้ว”
“อ้าว! บ้านพี่ก็คือบ้านพี่ นี่เป็นของขวัญสำหรับพี่สะใภ้ พี่เอาไปเถอะ”
พูดจบ ปี้เสี่ยวลิ่วก็ขับรถออกไป
ปี้ซิ่งสือถือของมากมาย หลี่เสี่ยวอ้ายเลยช่วยถือผักแทน
ปี้ซิ่งสือไม่อยากให้เธอถือของ จึงคว้าถุงผักมาถือเอง แต่หลี่เสี่ยวอ้ายหลบทัน “ให้ฉันถือของบ้างสิ เดินตัวเปล่าแบบนี้ ฉันเกรงใจนะคะ!”
“ครับ ๆ”
ปี้ซิ่งสือพาหลี่เสี่ยวอ้ายเดินไปบ้าน ระหว่างทางผ่านบ้านหลายหลัง มีคนจำนวนไม่น้อยรวมตัวกันคุยเล่น เมื่อเห็นปี้ซิ่งสือพาสาวผิวขาวกลับมา ทุกคนต่างมองราวกับเห็นของแปลก
สาวคนนี้ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนท้องถิ่น ปี้ซิ่งสือคนนี้ช่างโชคดีจริง ๆ!
ปี้เสี่ยวตงกำลังจะกลับเข้าบ้านก็เห็นพี่ชายอยู่ไม่ไกล เธอจ้องมองอีกสองสามครั้งเพื่อความแน่ใจ เธอรีบวิ่งเข้าบ้านแล้วตะโกนเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “พ่อแม่ พี่ชายกลับมาแล้ว!”
มีคนสองคนอายุราวห้าสิบปีวิ่งออกมาจากในบ้าน
ตอนนี้ปี้ซิ่งสือเดินมาถึงหน้าบ้านแล้ว
ปี้ซิ่งสือเรียกพ่อแม่แล้วแนะนำว่า “นี่คือแฟนของผม เสี่ยวอ้าย ส่วนนี่คือพ่อแม่ และน้องสาวของผม เสี่ยวตง”
“สวัสดีค่ะคุณลุงคุณป้า สวัสดีเสี่ยวตง”
“สวัสดีค่ะพี่สะใภ้!” ปี้เสี่ยวตงร้องทักทายอย่างร่าเริง แล้วดึงแขนแม่ของเธอ “พี่สะใภ้ทักทายพ่อกับแม่แล้วนะ”
พ่อของปี้ซิ่งสือพยักหน้าด้วยความงุนงง ส่วนแม่ของปี้ซิ่งสือพูดขึ้นว่า “ดีจ้ะ ดีจ้ะ เข้าบ้านมานั่งก่อนเถอะ”
เห็นหลี่เสี่ยวอ้ายถือของมาด้วย แม่ของปี้ซิ่งสือจึงพูดว่า “มาก็มาเถอะ ยังจะเอาอะไรมาอีก? ไม่ได้บอกหรอกหรือว่าไม่ต้องซื้อ ที่บ้านมีทุกอย่างอยู่แล้ว”
ปี้ซิ่งสือ “นี่เป็นผักเหลือที่ลิ่วเอ๋อร์ให้มาครับ”
แม่ของปี้ซิ่งสือ “เจ้าเด็กคนนั้นนี่”
แล้วเธอก็เร่งให้หลี่เสี่ยวอ้ายเข้าบ้าน พลางผลักเสี่ยวตง “ไปคุยกับพี่สะใภ้ของเธอหน่อย เดี๋ยวแม่จะไปทำอาหาร”