ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 55 ฉลองตรุษจีน
บทที่ 55 ฉลองตรุษจีน
ปีนี้ลี่หรงไม่ได้ทำกุนเชียงขาย ทว่ายังคงทำส่วนที่เก็บไว้กินเองภายในครอบครัว
ก่อนวันตรุษจีนหนึ่งวัน ลี่หรงเก็บกุนเชียงที่ตากแดดแล้วขึ้นมา ก่อนเรียกจ้าวชิงซง “คุณเอาอันนี้ไปให้ผู้จัดการอู๋ แล้วขาไปตัวอำเภอค่อยซื้อพวกลูกอมนมกลับมาด้วยนะคะ”
จ้าวชิงซงพยักหน้า เขากอดลี่หรงพร้อมหอมไปหนึ่งฟอด “คุณภรรยา ดีจังที่มีคุณอยู่ ไม่อย่างนั้นผมลืมไปแล้วล่ะครับ”
“บุญคุณจะลืมไม่ได้ค่ะ” ลี่หรงพูด “ปีนี้ผู้จัดการอู๋เขาช่วยคุณไว้มาก วันตรุษจีนก็ให้กุนเชียงสักหน่อย บุญคุณที่ค้างไว้จะทิ้งไม่ได้ค่ะ”
สองวันก่อนตรุษจีน
ตอนนี้ลี่หรงต่างถูกคนในบ้านประคบประหงมเป็นพิเศษ แม่จ้าวไม่ให้เธอแตะงานในบ้าน อย่างมากก็ให้นั่งดูไฟอยู่หน้าเตา
เหอซิ่งมีลูกสองคน ตอนใกล้คลอด แม่จ้าวก็ไม่ให้เธอทำงานเหมือนกัน
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้คิดว่าแม่จ้าวลำเอียง ความสัมพันธ์ของสองสะใภ้ก็ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
จ้าวชิงซงยังคงทำกลอนคู่เหมือนกับปีที่แล้ว
ตอนนี้ต้าหนิวก็โตขึ้นอีกปีแล้ว เด็กน้อยอายุประมาณสิบขวบ เริ่มเรียนรู้ที่จะทำงานพวกนี้
เขาเกาะติดพ่อและจ้าวชิงซงตามไปทำงาน
“ทำไมนี่ถึงเป็นทรงยาวไม่ใช่ทรงกลมล่ะครับ?” ต้าหนิวไปเรียนหนังสือ จึงรู้จักรูปทรงส่วนหนึ่ง เมื่อเห็นพวกจ้าวชิงซงตัดกลอนคู่เป็นทรงยาว จึงโพล่งถามออกไป
พูดตามตรงจ้าวชิงซงก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาเลยทำได้แค่ยิ้ม ก่อนเรียกให้ต้าหนิวไปถามพ่อของจ้าวชิงซง
ชายร่างสูงกำยำอย่างจ้าวชิงหยางจะรู้เรื่องที่ไหนกัน เนื่องด้วยที่บ้านก็ทำแบบนี้ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กแล้ว
สุดท้ายก็เป็นพ่อจ้าวที่สาธยายต้นกำเนิดอย่างน้ำไหลไฟดับ
ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวฟังด้วยความเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก
ลี่หรงซึ่งช่วยงานอยู่ด้านข้างพอดี จึงถือโอกาสฟังเรื่องเล่าด้วยเลย
น่าสนใจมากจริง ๆ
ลี่หรงรู้ว่ายุคปัจจุบันกับตอนนี้นั้นไม่เหมือนกัน ความรู้บางอย่างผ่านการบิดเบือนตามกาลเวลา รอยเลื่อนแห่งยุคสมัย ยากจะส่งต่ออย่างครบถ้วนสมบูรณ์
พ่อจ้าวและพี่ใหญ่จ้าวต่างตัดกระดาษติดที่หน้าต่าง และกระดาษแดงบนเครื่องเรือนภายในบ้าน
จ้าวชิงซงกำลังติดกลอนคู่ที่ประตูอยู่ด้านนอก
ปีนี้เขาซื้อโคมแดงขนาดใหญ่มาด้วย เพราะว่าเป็นของที่ซื้อมาจึงมีตัวอักษรเขียนไว้ด้านบน
โคมแดงสองดวงใหญ่ เขียนอักษร ‘ฝู’ (福)*[1] ไว้ด้านบน
ถ้าหากลี่หรงเป็นคนซื้อ เธอจะต้องซื้อโคมที่เขียนด้วยอักษร ‘ฉาย’ (财)*[2] แน่นอน
กระดาษสีแดงที่ติดอยู่บนกำแพงข้างประตูที่หนาหนักและคร่ำครึเมื่อปีที่แล้วสีขาวซีดแล้ว ซ้ำกระดาษยังแห้งกรอบ จ้าวชิงซงลอกพวกมันออกจนสะอาด แล้วจึงติดคำขวัญมงคลอันใหม่ลงไป
โคมแขวนอยู่หน้าประตูลาน แล้วติดคำขวัญมงคล
นิมิตหมายอันดีของปีใหม่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น
หนึ่งวันก่อนวันตรุษจีนทุกคนในบ้านจะอยู่กันพร้อมหน้า และทำงานหนักกันอย่างถ้วนหน้า
เมื่อถึงเวลาห้าโมงเย็นกว่า ๆ ในที่สุดก็ถึงเวลาร่วมกันรับประทานอาหารส่งท้ายปีเก่า หลังจากทำงานอย่างหนักมาทั้งวัน
ลี่หรงมีความสุขเป็นที่สุด รู้สึกเจริญอาหารจนกินข้าวสวยไปตั้งสองชาม
หลังมื้ออาหาร นอกจากแม่จ้าวและเหอซิ่งจะไปล้างชามและตะเกียบ คนอื่นก็ต่างนั่งล้อมเตาไฟรับความอบอุ่นอยู่ในห้องโถง
โต๊ะกินข้าวตัวกลมถูกเก็บกวาดเสียจนสะอาด บนโต๊ะเรียงรายด้วยลูกอมและขนมอบกรอบ
เมื่อตอนเย็นลี่หรงกินเยอะไปหน่อย เกิดกลัวว่ากลางคืนตนอาจจะไม่สบายตัวเพราะอาหารไม่ย่อย จึงเลี่ยงขอไม่กินขนมอบกรอบตรงหน้า พลางบอกว่าหากตนหิวกลางดึกค่อยลุกขึ้นมากิน
แม้ตอนนี้ลี่หรงและจ้างชิงซงจะหาเงินสร้างตัวได้มากพอแล้ว ทว่าอันที่จริงปีนี้พวกแม่จ้าวกับเหอซิ่งกลับไม่มีมื้อไหนเลยที่จะกินอิ่มและน่าพอใจเหมือนอาหารมื้อนี้
ทุกคนในครอบครัวต่างล้อมเตาไฟพลางแทะเมล็ดแตงโม พูดคุยกันถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของปีนี้ เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็คร่ำครวญ
ลี่หรงมองนาฬิกาข้อมือ เวลาล่วงเลยมาถึงสองทุ่มแล้ว “ปีนี้ไม่มีแสดงงิ้วเหรอคะ?”
เธอจำได้ว่าปีที่แล้วก็มีนี่นา
พ่อจ้าวส่ายหน้า “ด้านนอกหิมะตกน่ะ แต่ปีนี้แปลกจริง ๆ หิมะตกคืนก่อนวันตรุษจีน ในกองแจ้งเตือนมาแล้วว่าละครงิ้วจะมาหลังหิมะหยุด”
“หิมะตกเป็นลางบอกความอุดมสมบูรณ์ในปีหน้า ครั้งหน้าค่อยดูก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ”
แม่จ้าวคิดว่าลี่หรงอยากดูจึงพูดขึ้น “ถ้าถึงเวลาเขาไม่มา ก็ให้เจ้ารองพาไปดูภาพยนตร์ที่อำเภอสิ”
หมู่บ้านต้าเจียงให้ความสำคัญกับประเพณีโต้รุ่งคืนก่อนวันตรุษจีนเป็นพิเศษ ปีที่แล้วลี่หรงได้รับรู้ว่านอกจากเด็กน้อยแล้ว ผู้ใหญ่เองส่วนใหญ่จะกลับไปนอนหลังจุดประทัดเที่ยงคืนเสร็จ
ที่นี่ไม่มีรายการบันเทิง ไม่มีแม้แต่รายการพิเศษฉลองวันตรุษจีนให้ดู
ลี่หรงคิดว่าคืนนี้คงผ่านไปได้อย่างน่าเบื่อ นึกไม่ถึงว่าทุกคนในบ้านจะพูดคุยต่อบทสนทนากันจนเวลาผ่านไปอย่างเงียบ ๆ
ลี่หรงมีนาฬิกาข้อมือดูเวลาได้ ในขณะที่ใกล้จะสามทุ่มก็พูดอะไรบางอย่าง
แม่จ้าวไปหยิบแป้งหมี่มา ตอนนี้ทุกคนในบ้านจึงนั่งห่อเกี๊ยวอยู่บนเตียงเตา
ปกติลี่หรงจะเข้านอนเร็ว แต่ก็คิดว่าตนยังถ่างตาไหว มาตอนนี้ตั้งครรภ์เสียแล้ว ร่างกายของหญิงสาวก็พลันเอนกายพิงจ้าวชิงซง พลางหาวหวอดตลอดเวลา
จ้าวชิงซงบอกให้เธอไปนอนก่อนสักพัก “คนท้องก็เหมือนกับเด็ก ง่วงแล้วก็ต้องนอนครับ ไว้เดี๋ยวทำเกี๊ยวเสร็จแล้ว ผมค่อยปลุกคุณขึ้นมาใหม่นะครับ”
ลี่หรงจำได้ลาง ๆ เหมือนเคยได้ยินประโยคนี้ที่ไหน ไม่นานก็นึกขึ้นได้ ไม่ใช่ว่าเอ้อร์หนิวที่นอนหลับไปหลังกลับจากดูแสดงงิ้วปีที่แล้ว เหอซิ่งก็กล่อมเขาให้นอนด้วยประโยคนี้หรอกเหรอ?
ปีนี้เอ้อร์หนิวไม่ง่วงแม้แต่น้อย กลับนั่งห่อเกี๊ยวอย่างกระตือรือร้นเสียด้วยซ้ำ
เธอจึงไม่อยากยอมแพ้ พลันหยิกแขนของจ้าวชิงซง “ตื่นหรือยังคะ?”
จ้าวชิงซงส่งยิ้มกว้างให้เธอ “ไม่ใช่สิ ฮ่า ๆ ๆ คุณหยิกแขนตัวเองถึงจะตื่นต่างหาก”
ลี่หรงกอดแขนของจ้าวชิงซง “ก็ฉันไม่อยากไปนอนนี่คะ”
“ตกลงครับ ๆ ๆ” จ้าวชิงซงยิ้มอย่างเอาใจ
ตรุษจีนวันนี้ เด็กสองคนในบ้านถูกสั่งไม่ให้ไปกวนลี่หรง ดังนั้นเธอจึงได้นอนพักผ่อนอย่างสงบ
จ้าวชิงซงจึงได้นอนเต็มอิ่มไปด้วย
ลี่หรงตื่นขึ้นอีกครั้งตอนเก้าโมงเช้า เมื่อลืมตาขึ้นก็มองเห็นคางและตอหนวดที่ผุดขึ้นมาจากใบหน้าของจ้าวชิงซง
เธอจ้องใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายอยู่นาน ตอหนวดที่โผล่ขึ้นมาไม่ได้ส่งผลอะไรกับใบหน้าของจ้าวชิงซงเลยแม้แต่น้อย กลับทำให้เขาดูดิบเถื่อนขึ้นอีกด้วย
ดูเซ็กซี่เป็นพิเศษ
ลี่หรงเคลิบเคลิ้มไปกับใบหน้ารูปงามของชายหนุ่มอีกครั้ง
เมื่อชื่นชมเสร็จ เธอก็เอื้อมมือไปบีบจมูกของชายหนุ่ม “ตื่นได้แล้วค่ะ อย่ามัวแต่นอน…”
จ้าวชิงซงจับมือซุกซนของลี่หรงไว้ แล้วจับไปซุกไว้ในผ้าห่ม พร้อมกอดหญิงสาวไว้ในอ้อมอก “อย่ากวนสิครับ นอนต่ออีกหน่อยเถอะ…”
“เก้าโมงกว่าแล้วนะคะ!” ลี่หรงหัวเราะเขา “พวกต้าหนิวต้องตื่นแล้วแน่ ๆ คุณยังไม่ตื่นไปแจกซองแดงอีก”
“ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอกครับ” เสียงของจ้าวชิงซงแหบแห้งที่ดูเซ็กซี่เป็นพิเศษกำลังซุกอยู่ที่ต้นคอของลี่หรง “ให้เงินได้อยู่ในกระเป๋าของผมต่ออีกหน่อยเถอะครับ”
ตรุษจีนวันที่สอง จ้าวชิงหยางพาเหอซิ่งพร้อมกับเด็กทั้งสองเดินทางกลับบ้านภรรยา
แม่จ้าวกลัวว่าลี่หรงจะคิดถึงบ้านจนไม่สบายใจ จึงเข้าบ้านมาพูดคุยกับหญิงสาวสักพัก ก่อนจะบอกว่าปีหน้าต้องให้จ้าวชิงซงพาเธอกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวให้ได้
ลี่หรงยิ้ม แผนการมักจะตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงเสมอ
ตอนนี้เป็นปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบหก ปีหน้าก็หนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ด ลูกก็ยังเล็ก ลี่หรงยังต้องเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อถึงเวลานั้นคงทำอะไรได้ยากกว่าเดิมอยู่สักหน่อย
จ้าวชิงหลิ่วก็พาสามีและลูกกลับบ้านมาเช่นกัน
นับแต่กินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของจ้าวชิงหลิ่วเสร็จ พวกเธอก็ย้ายออกไป ลี่หรงเพิ่งจะเจอหน้าพวกเธออีกครั้งก็วันนี้
การพบเจอในครั้งนี้ สร้างความประหลาดใจให้ลี่หรงไม่น้อย
ตอนนี้สภาวะจิตใจของจ้าวชิงหลิ่วดีขึ้นมาก เด็กทั้งสองก็ด้วย ใบหน้าดูมีเนื้อหนังขึ้นมาบ้าง แม้แต่ร่างกายก็ไม่ได้ผอมกะหร่องเช่นเมื่อก่อน
เหอฮวารูปร่างสูงเพรียว ดวงตาทั้งสองกลมโต ดูมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ ไม่เขินอาย หรือก้มหน้ามองพื้นเวลาเจอคนอื่นเหมือนเมื่อก่อนอีก
ตั้งแต่ออกจากบ้านตระกูลหลี่ที่บั่นทอน พวกเขาก็มีชีวิตดีขึ้นจริง ๆ
[1] ฝู (福) แปลว่า โชคลาภหรือโชคดี
[2] ฉาย (财) แปลว่า ทรัพย์สินหรือเงินทอง