ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 63 สถานการณ์ถูกแก้ไข
บทที่ 63 สถานการณ์ถูกแก้ไข
ลี่หรงคิดการณ์ไกลกว่านั้น หากร่วมมือกับโรงงานเหล็กได้ ก็จะเป็นประโยชน์หลังเปิดประเทศ
หลังการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ การจัดหาผลิตภัณฑ์ของรัฐบาลค่อย ๆ ห่างไกลจากระบบเอกชนรุ่นหลังในด้านคุณภาพและบริการ ธุรกิจขนาดใหญ่หันมาร่วมมือกับช่องทางจัดหาของเอกชน…
ธุรกิจแรกที่ร่วมมือกับรัฐบาล จะกอบโกยผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำในช่วงแรกที่เปิดประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังมีชื่อเสียงมากอีกด้วย
ลำพังแค่หาเงินด้วยหนทางเดียว ย่อมไม่อาจจะทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ ลี่หรงหวังให้ตัวเองกลายเป็นเศรษฐี และสามารถมีอิทธิพลในระดับหนึ่ง
ลี่หรงได้สติเล็กน้อย ในใจยังกลัดกลุ้มเรื่องไข่ไก่
จ้าวชิงซงกอดปลอบลี่หรง สองสามีภรรยาต่างทำธุระของตัวเอง เจ้าตัวน้อยจึงต้องเหงาอย่างเลี่ยงไม่ได้
อันอันลืมตามองพ่อกับแม่ของตัวเองด้วยดวงตากลมโตราวผลองุ่น เขากะพริบตาปริบ ๆ เจ้าตัวน้อยที่รออยู่นานก็ยังดึงดูดความสนใจพ่อแม่ไม่ได้จึงร้องไห้ ‘อุแว้’ ออกมา
จ้าวชิงซงรีบอุ้มเจ้าตัวน้อยเข้ามาปลอบ ลี่หรงก็ตามมาหยอกล้ออันอัน ความเศร้าภายในใจมลายหายโดยไม่รู้ตัว
ลี่หรงเป็นคนจิตใจเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้เพียงเพราะความลำบากเท่านี้หรอก
หลังวางแผนใหม่ไม่กี่วัน ลี่หรงคิดหาวิธีประชาสัมพันธ์เรื่องการรับไข่ของเธอใหม่
มอบ ‘ค่าประชาสัมพันธ์’ ให้คนแรกที่มาขายไข่ไก่ แล้วขอให้พวกเธอแนะนำคนอื่นต่อ พวกคุณป้าเหล่านี้ก็ช่วยประชาสัมพันธ์กันอย่างสุดตัว
วิธีนี้ได้ผลดีมาก ไม่นานนักก็มีคนมากมายมาขายไข่ไก่ให้ลี่หรง
ไข่ไก่ในบ้านจึงมีมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่ายังไม่พอ ลี่หรงอยากรับซื้อไข่ไก่มากกว่านี้
เธอคิดไปถึงหมู่บ้านข้างเคียง
ความเสี่ยงในการรับไข่ไก่ของชาวบ้านข้างนอกมีมากขึ้นเท่าตัว
ทว่าลี่หรงไม่กลัว ฝืนกัดฟันและลงมือทำ
แน่นอนว่า ตนไม่ได้วิ่งไปหมู่บ้านอื่นเพื่อขอรับซื้อไข่ไก่อย่างเอิกเกริก
เธอถามจากเหล่าคุณป้าที่มาขายไข่ไก่ และพูดคุยกับพวกเธอตรง ๆ ว่าถ้าเหล่าคุณป้าหมู่บ้านอื่นอยากขายไข่ไก่ เธอก็รับเช่นกัน ขณะเดียวกันก็ให้ค่าเหนื่อยกับคุณป้าที่แนะนำเข้ามา
ป้าหลิ่วตบมือ “โอ้! ฉันอยากถามหน่อย น้องสะใภ้ของฉันรู้ว่าไข่ไก่ของฉันแลกเงินได้ ยังถามมาอีกว่า ยุวชนลี่ ถ้าเธอรับซื้อไปจะให้ราคาเดียวกับพวกเราหรือเปล่า?”
“ราคาเดียวกันค่ะ” ลี่หรงยิ้ม แล้วมอบค่าไข่ไก่ให้เธอ “เท่าไรก็รับค่ะ จะมาจากที่ไหนก็ราคาเดียวกันหมดค่ะ ป้าหลิ่ว นี่เป็นค่าไข่ไก่ของป้า รับไว้นะคะ”
ลี่หรงวิ่งไปที่ตลาดหลายเที่ยว
ทั้งดูราคาของสหกรณ์กับราคาของ ‘ตลาดเสรี’ แล้วไปถามราคาส่งจากด้านนอก สุดท้ายก็กำหนดราคาที่เหมาะสม
แน่นอนว่า ราคาที่เหมาะสม หมายถึงลี่หรงคิดว่าเหมาะสม
ท้ายที่สุดไม่ว่าจะราคาไหน ลี่หรงยังต้องคุยกับอู๋จื่อกังด้วย
ถือโอกาสที่พวกต้าหนิวไม่ได้ไปเรียน ลี่หรงจึงจัดการเจ้าตัวน้อยให้เรียบร้อยที่สุด ก่อนให้เด็กสองพี่น้องช่วยดู “อาหารเครื่องดื่มอยู่บนโต๊ะหมดแล้ว เด็กน้อยดื่มนมผง จะชงนมมอลต์ให้เขาไม่ได้นะ ส่วนนมมอลต์บนโต๊ะ พวกเธอสองคนชงกินเองได้เลย ถ้าน้องอึแตกต้องรีบเปลี่ยนผ้าที่สะอาดให้ไว ถ้าอึเหม็นจำไว้ว่าให้ไปหาย่าพวกเธอนะ…”
หลังจากกำชับเด็กสองพี่น้อง ลี่หรงก็แต่งตัวเรียบร้อย ถีบจักรยาน มุ่งหน้าไปโรงงานเหล็กลู่ซาน
อู๋จื่อกังต้อนรับลี่หรงที่ห้องทำงาน เนื่องจากไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสองร่วมงานกัน จึงไม่จำเป็นต้องพูดจาอ้อมค้อม
ท้ายที่สุดราคาที่เจรจาก็ใกล้เคียงกับที่ลี่หรงวางแผนไว้
เมื่อตกลงเรื่องปริมาณการจัดหา รวมถึงเวลาแล้ว โดยทั่วไปเรื่องนี้ก็ถือว่าตกลงกันเรียบร้อยแล้ว
ลี่หรงกลับบ้านพร้อมกับข่าวดี
ก่อนจะกลับบ้าน เธอยังซื้อของกินเล่นอีกเล็กน้อย พร้อมแป้งสาลีหนึ่งถุงและเนื้อวัวกับซี่โครงหมูครึ่งจินที่สหกรณ์ด้วย
อย่าได้มองว่าจ้าวชิงซงเป็นเถ้าแก่หรือเป็นผู้ดูแลฟาร์มสุกร เพราะความเป็นจริงแล้วเขาไม่ได้ทำงานต่างไปจากคนงานตัวกระจ้อยเท่าไรนัก
ยิ่งเมื่อถึงปลายปี ฟาร์มสุกรก็มีปัญหามากเรื่อย ๆ จ้าวชิงซงยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้น
เขาผอมลงเล็กน้อย
ลี่หรงต้องคอยขุนเขา
เนื้อวัวใส่ผักกาดขาวและพริกเสฉวนเข้าไป ทำเป็นเนื้อสไลด์ตุ๋นที่เผ็ดชาและหอมสดชื่น ซี่โครงหมูปรุงด้วยรสเปรี้ยวหวาน เสริมด้วยข้าวสวยหอมกรุ่น
ซุปไส้เล็กหญ้าใบเขียวเป็นของดับร้อน ขณะที่เพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศ ยังทำให้ร่างกายไม่ร้อนด้วย
เนื้อตุ๋นที่ลี่หรงทำอร่อยกว่าที่จ้าวชิงซงทำมาก กินคำใหญ่แล้วถึงอกถึงใจจริง ๆ
หญ้าใบเขียวที่อยู่ในซุปไส้เล็กไม่ใช่หญ้าใบเขียวทั่วไป แต่เป็นยาจีนชนิดหนึ่ง เมื่อต้มออกมาแล้วจะมีกลิ่นยาจีนอย่างเลี่ยงไม่ได้
จ้าวชิงซงยังไม่ดื่ม แค่ได้กลิ่นก็ขมวดคิ้วแล้ว “นี่อะไรเหรอครับ? กลิ่นเหมือนยาเลย”
“ใส่สมุนไพรน่ะค่ะ แค่ทำใจให้สบาย ไม่ใช่ของไม่ดีอะไรสักหน่อย”
จ้าวชิงซงดื่มหลายอึก สักพักก็เริ่มชินไปเอง
เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยที่กินอิ่มแล้วกำลังหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเล่นของเล่นของตัวเองอยู่ข้างกาย จ้าวชิงซงก็กระตุกมุมปากอย่างชั่วร้าย แล้วป้อนซุปหญ้าใบเขียวให้เจ้าตัวน้อยด้วยช้อนเล็กท่ามกลางสายตางุนงงของลี่หรง
เจ้าตัวน้อยไม่เข้าใจอะไรเลย ไหนเลยจะรู้ว่าคนใจโฉดเป็นอย่างไร
เมื่อกลืนน้ำซุปลงไป ชั่วพริบตาที่ต่อมรับรสสัมผัสได้ถึงความขม ปากเล็กก็อ้าออกทันที แล้วแลบลิ้นเล็กที่อ่อนนุ่มออกมา
“แหวะ…” ซุปสีน้ำตาลไหลออกมาเพราะอันอันไม่ยอมกลืน ผ้ากันเปื้อนของเจ้าตัวน้อยเปียก แพขนตายาวเปื้อนน้ำตาเพราะหลับตาแน่น
“บู ๆ ปา ๆ อุวะ ๆ ” เจ้าตัวน้อยลืมตามองจ้าวชิงซงอย่างน้อยใจ ปากเล็กไม่รู้ว่าพูดอะไร
เขาเอื้อมสองมือจะกอดลี่หรง
โดยที่เขายังหัวเราะอยู่ด้านข้าง
“ทำอะไรของคุณเนี่ย ตอนนี้อันอันยังกินของพวกนี้ไม่ได้นะคะ”
“ฮ่า ๆ ๆ ก็คายแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
ลี่หรงทั้งโกรธทั้งขำ จึงอุ้มเจ้าตัวน้อยขึ้นมาปลอบ จ้าวชิงซงยังคงหัวเราะอยู่ข้าง ๆ ลี่หรงอุ้มเจ้าตัวน้อย แล้วเอื้อมมือไปตีสามี “ไม่ต้องร้อง ๆ พ่อแย่จริง ๆ เลย แม่จะช่วยลูกตีเขาเอง”
จ้าวชิงซงให้ความร่วมมือทำสีหน้าเจ็บปวด จึงจะปลอบเจ้าตัวน้อยได้
ทางด้านอู๋จื่อกังที่ติดต่อธุรกิจเนื้อหมูกับจ้าวชิงซงมาตลอด พวกเขาก็พบหน้ากันเป็นครั้งคราว
ลี่หรงก็รู้จักกับอู๋จื่อกังมานานแล้ว อู๋จื่อกังให้ความช่วยเหลือกิจการของลี่หรงสามีภรรยาทั้งสองไม่น้อย ไม่ว่าจะด้วยด้านใดก็ตาม ก็ต้องเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ
เดือนธันวาคม ในที่สุดจ้าวชิงซงก็สบายขึ้น หลังจากไปมาหาสู่กัน สุดท้ายก็มาถึงเวลานี้
ลี่หรงเลือกเวลา แล้วบอกความคิดให้จ้าวชิงซงฟัง ชายหนุ่มตบมืออย่างเห็นด้วย “ได้ครับ อีกไม่กี่วันผมจะเชิญหัวหน้าอู๋มากินข้าวที่บ้าน”
หลังจากอู๋จื่อกังติดต่อกับพวกลี่หรง ก็พบว่าสองหนุ่มสาวเป็นคนดี ทั้งมีสัจจะและสติปัญญา กระทำการอย่างมีหลักการไม่หน้าซื่อใจคด จึงยินดีติดต่อกับพวกเขา
ไม่อย่างนั้นอู๋จื่อกังก็คงไม่ให้ความช่วยเหลือพวกเขามากขนาดนั้น
ดังนั้นเมื่อจ้าวชิงซงเชิญเขาไปกินข้าวที่บ้าน อู๋จื่อกังก็ตอบรับในทันที
ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ลี่หรงทำอะไรไปไม่น้อย หัวหมุนไปทั้งตัวราวกับลูกข่าง
รับไข่ไก่ และก็ขายออกไป
ทำกุนเชียง และก็ขายออกไป
ยังต้องดูแลเจ้าตัวน้อยอีก
จ้าวชิงซงนัดเวลาที่อู๋จื่อกังจะมากินข้าวที่บ้าน ลี่หรงจึงรีบไปซื้อของที่สหกรณ์ในตัวอำเภอทันที