ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 69 แขกที่ห่างหายไปนานมาเยี่ยม
บทที่ 69 แขกที่ห่างหายไปนานมาเยี่ยม
ในวันที่เจ็ดของช่วงปีใหม่ คนงานกลับมาทำงานกันต่อ ส่วนยุวชนที่กลับบ้านในช่วงวันหยุดยังไม่กลับมา จนกว่าจะถึงวันที่แปดของช่วงปีใหม่
ทุกคนในครอบครัวจ้าวเริ่มทำงานกันแล้ว ส่วนฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงก็เริ่มทำงานแล้วเช่นกัน
บนพื้นยังคงมีหิมะหลงเหลืออยู่ ลี่หรงจึงพาลูกออกมาดูด้วย เนื่องจากยังมีเงินจากการขายไข่อยู่ ดังนั้นเธอจึงไม่รีบร้อนที่จะทำธุรกิจอื่น
ขณะที่กำลังทำความสะอาดบ้าน ก็มีแขกที่ห่างหายไปนานมาเยี่ยมที่บ้าน
“เสี่ยวหรง อยู่บ้านหรือเปล่า?”
เสียงนี้ หยางเต๋อเป่าหรือเปล่า?
ลี่หรงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แน่นอนว่าชายคนนั้นเคาะประตูอยู่สองสามครั้ง ไม่นานก็เงียบไป
แต่ไม่นานหลังจากนั้น เสียงก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เสี่ยวหรง ผมรู้ว่าคุณอยู่บ้าน ช่วยเปิดประตูก่อนเถอะ ผมมีข่าวดีจะบอกคุณนะครับ”
ลี่หรงรำคาญจนแทบทนไม่ไหว และกลัวว่าถ้าปล่อยให้เขายังตะโกนอยู่แบบนั้น เดี๋ยวชาวบ้านแถวนี้จะได้ยิน แล้วเอาไปนินทาต่าง ๆ นานาอีก
เธอเปิดประตูอย่างหมดความอดทน “มีอะไรคะ?”
“ข่าวดีครับ” หยางเต๋อเป่ากล่าวด้วยรอยยิ้มมีเลศนัยและภาคภูมิใจ “แม่ผมบอกว่ามีการเสนอให้ดำเนินการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่อ มีความเป็นไปได้สูงที่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะกลับมาดำเนินการอีกครั้งในปีนี้ คุณจะไปสอบกับผมไหมครับ?”
เขามองลี่หรงด้วยสายตากระตือรือร้น โดยเชื่อว่าใจของลี่หรงต้องอยากไปแน่ เพราะคงไม่มีใครอยากลงหลักปักฐานในพื้นที่ชนบทห่างไกลแบบนี้
ครอบครัวของหยางเต๋อเป่าก็อยู่ในแวดวงนี้เช่นกัน ถ้าลี่หรงจำไม่ผิด แม่ของเขาทำงานอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ เธอจึงไม่แปลกใจเลย เมื่อเห็นว่าเขารู้ข่าวล่วงหน้า
แต่ลี่หรงไม่เข้าใจว่าทำไมหยางเต๋อเป่าถึงยังมายุ่งกับเธออีก แม้ว่าหญิงสาวจะแต่งงานและมีลูกแล้วก็ตาม
ดูเหมือนว่าตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ได้เจอกัน หยางเต๋อเป่าจะใส่ใจเธอมากเกินไปหน่อย
ลี่หรงตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่งว่า “ฉันต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแน่นอนค่ะ แต่ไม่จำเป็นต้องไปกับคุณ คุณน่าจะไปหาหลัวปิงมากกว่านะคะ ฉันจะไม่มีทางทอดทิ้งจ้าวชิงซงกับลูกไว้ข้างหลัง ช่วยหยุดยุ่งกับฉันสักทีได้ไหมคะ?”
ใบหน้าของหยางเต๋อเป่าแข็งทื่อเล็กน้อย แม่ของเขาชื่นชอบในตัวลี่หรงมาก และเป็นการดีที่สุดที่จะแต่งเธอเข้าบ้าน
ลี่หรงเป็นคนสวย เมื่อก่อนนั้นเธอเคยวิ่งเทียวไล้เทียวขื่อเขามาก่อน ตอนนั้นหญิงสาวนิสัยไม่ดี โง่เขลาและเอาแต่ใจ ทว่าตอนนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละคน มีทั้งความเข้มแข็งและอ่อนโยน ทั้งดวงตาเองก็เป็นประกายราวกับดวงดาว
นับตั้งแต่เขาพบกับลี่หรงตอนเชือดหมูในช่วงปีใหม่ หยางเต๋อเป่าก็คิดว่าเป็นความคิดที่ดี ถ้าได้แต่งงานกับเธอแล้วพากลับบ้านด้วยกัน
ผู้หญิงที่ชื่อหลัวปิงคนนั้นดีแค่ในตอนแรก เพราะช่วยเขาทำงาน ทว่าต่อมากลับก็ไปเป็นชู้กับคนอื่นจนตั้งท้อง
มันทำลายความภาคภูมิใจในตัวเองของเขาในฐานะผู้ชาย
ผู้หญิงแบบนั้นมีไว้เพื่อแก้เหงาเท่านั้น
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแต่งงานพาเข้าบ้าน
สำหรับเรื่องจ้าวชิงซง เขาไม่ได้สนใจอีกฝ่ายนัก เพราะไม่เชื่อว่าลี่หรงจะอยากฝากชีวิตไว้กับคนบ้านนอกไร้การศึกษาแบบนั้นไปตลอด
เดิมทีลี่หรงเลือกจ้าวชิงซง เพราะอยากหลีกเลี่ยงการทำงาน
เมื่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกลับมาจัดขึ้นอีกครั้ง ยุวชนก็จะเดินทางกลับเข้าเมืองกัน หลังจากเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย หยางเต๋อเป่ามั่นใจว่าภูมิหลังทางครอบครัวของตน จะทำให้เขาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของลี่หรงแน่นอน
เมื่อก่อนลี่หรงเคยดีกับหยางเต๋อเป่ามาก เขาเชื่อว่าในเมื่อเขาเคยทำให้ลี่หรงรู้สึกดีได้ครั้งหนึ่งแล้ว ก็จะต้องมีครั้งที่สอง ครั้งที่สาม…
เขาเหลือบมองลี่หรงด้วยสายตามีเลศนัย ราวกับยอมอดทนกับความเอาแต่ใจของเธอ “ไว้กลับเข้าเมืองแล้ว ค่อยคุยกันทีหลังนะครับ”
เขายื่นถุงกระดาษให้ลี่หรง “นี่คือหนังสือฟิสิกส์ เล่มนี้หายากมาก คุณเอาไปอ่านทบทวนให้ดีเถอะครับ”
ลี่หรงไม่แม้แต่จะมอง “ขอบคุณค่ะ แต่ฉันหามาอ่านเองได้ ไม่จำเป็นต้องรับจากคุณเลยค่ะ ถ้าคุณมีน้ำใจแบบนั้น ก็ไปเอาใจยุวชนคนอื่นจะดีกว่าค่ะ คุณกลับไปเถอะ ลูกชายฉันอยู่ในบ้านคนเดียว”
ขณะที่หยางเต๋อเป่ากำลังจะพูด ประตูก็ปิดใส่หน้าเสียงดังปัง
หยางเต๋อเป่าจ้องมองประตูไม้บานเก่าที่ปิดสนิท ดวงตาฉายแววยากจะหยั่งถึง ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่นัยน์ตามีความร้ายกาจ
รอดูก็แล้วกัน
มีลูกชายแล้วยังไงล่ะ?
ในอนาคตผมจะให้คุณคลอดลูกให้ผมสักสามสี่คนไปเลย
หลังจากพูดสิ่งที่จำเป็นต้องพูดไปแล้ว เขาก็ไม่รีรออยู่ที่ประตูลานบ้านสกุลจ้าว ก่อนรีบเดินจากไป
จ้าวชิงซงกลับมาจากข้างนอก แล้วนำกองหนังสือที่เป็นดั่งสมบัติมาให้ลี่หรง
ลี่หรงเหลือบมองสามีที่น่ารัก ในมือถือหนังสือภาษาอังกฤษด้วย “คุณไปหามาจากไหนคะ ฉันกำลังคิดว่าจะขอให้พ่อแม่ส่งมาให้พอดีเลยค่ะ”
“ได้มาจากเพื่อนผมเองครับ คุณลองดูสิครับว่าขาดอะไรไปหรือเปล่า” จ้าวชิงซงโอบเอวลี่หรง แล้วมองเธอด้วยรอยยิ้ม
อันอันนั่งบนตัวเตียงเตา คลานไปหยิบหนังสือมาดึงเล่น แล้วพยายามยัดเข้าไปในปาก
“โถ่! อันอัน เอาอันนี้เข้าปากไม่ได้นะ” ลี่หรงคว้าหนังสือ แกะมือของเด็กน้อยออกด้วยมือเดียว พลางเกลี้ยกล่อมให้เขาปล่อย
“แม่… กิง…”
“กินไม่ได้ ๆ ปล่อยเถอะนะ เดี๋ยวแม่จะเอาของอร่อยมาให้”
ในที่สุดก็หยิบคุกกี้ชิ้นหนึ่งมาแลกหนังสือ เจ้าตัวเล็กจึงหยิบคุกกี้มาแทะเล่นแทน
จ้าวชิงซงมองเจ้าตัวน้อยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดน้ำลายที่ย้อยคาง “จะกินนี่เอง”
“พ่อกิง… กิงพ่อ…” เด็กน้อยคิดว่าพ่อของเขาเองก็อยากกินเหมือนกัน จึงยื่นคุกกี้ชุ่มน้ำลายให้จ้าวชิงซง
จ้าวชิงซงยิ้มกว้าง “ลูกใจดีมากเลยนะ”
ขณะเก็บหนังสือ ลี่หรงจำได้ว่าหยางเต๋อเป่านำหนังสือมาให้เธอในตอนกลางวัน
ตอนนี้คิดดูแล้วก็ตลก กลับเป็นจ้าวชิงซงที่ไปหาหนังสือครบชุดมาให้เธอได้
แม่ของหยางเต๋อเป่าทำงานในกระทรวงศึกษาธิการ เขากลับบ้านเพื่อฉลองปีใหม่ และรู้ว่าการซื้อหนังสือในเมืองหลวงสะดวกกว่าที่นี่มาก เขาจึงน่าจะซื้อหนังสือเตรียมสอบมาครบแล้วสิ
แต่กลับเอาหนังสือมาให้ลี่หรงเพียงเล่มเดียว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตระหนี่ หรือว่าอยากจะเอามาให้เพิ่มอีกสักสองสามครั้ง เพื่อหาข้ออ้างมาหาเธอ
ลี่หรงเก็บหนังสือออกไป แล้วพูดกับจ้าวชิงซง “กินข้าวกันเถอะค่ะ”
เมื่อหิมะละลาย ก็จะมีน้ำไหลตามหุบเขาและทุ่งนา
ลี่หรงกำลังเดินอุ้มลูกน้อยออกไปข้างนอก แม้หิมะจะละลาย แต่ความหนาวเหน็บก็ยังคงอยู่ เธอจึงใช้ผ้าห่อเจ้าตัวเล็กไว้แน่น ขณะไปเดินเล่นรอบหมู่บ้าน ซึ่งก็ไม่ได้พ้นจากตัวหมู่บ้านไป
เมื่อพบกับพวกป้าที่ขายไข่ให้เธอ พวกเธอจะทักทายลี่หรง แล้วหยอกล้อกับเด็กน้อยสักพัก ก่อนจะจากไป
ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ว่าลี่หรงรวบรวมไข่ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำพูดปากต่อปากของพวกป้าเหล่านี้ ทุกคนสนิทกันดี จึงไม่มีใครนำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้คนนอกรู้
แต่หลังจากนั้นก็มีคนมาส่งไข่มากขึ้นเรื่อย ๆ ลี่หรงยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือเตรียมสอบ จึงค่อย ๆ วางมือต่อหลายเรื่อง โดยไม่รู้ว่ามีคนลอบเฝ้ามองเธอด้วยเจตนาร้ายอยู่
ลูกหมูได้ผ่านพ้นฤดูหนาวมาแล้ว บางตัวก็ป่วยเล็กน้อย
จ้าวชิงซงพาสวีฟู่และคนงานเลี้ยงหมูออกไปซื้ออาหารและยาด้วยกัน
เหลือเพียงลี่หรงและลูกน้อยเท่านั้นที่อยู่บ้าน
ลี่หรงย้ายโต๊ะในห้องไปที่เตียงเตา เพื่อใช้นั่งอ่านหนังสือและฝึกทำโจทย์
เมื่อเจ้าตัวเล็กไม่หิวหรือปวดอึ ก็มักจะเรียบร้อย
แต่ถ้าเขาไม่ได้รับความสนใจจากแม่เป็นเวลานาน เจ้าตัวเล็กก็จะร้องไห้โยเยเช่นกัน
ลี่หรงเริ่มหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือ ลูกน้อยดึงแขนเสื้อของแม่หลายครั้ง แต่เธอก็ไม่ตอบสนอง
อันอันจึงตะโกนเรียกสุดเสียง
“อ๊ะ! หิวแล้วเหรอลูก หรือว่าปวดอึ?” ลี่หรงแตะกางเกงของเขา แล้วพบว่ายังแห้งอยู่ “ไม่ได้อึนี่นา หิวแล้วเหรอ?”
เด็กน้อยเรอเสียงดัง แล้วมองลี่หรงตาแป๋ว “แม่… อุ้ม …”
ปรากฏว่าอยากเรียกร้องความสนใจ
ลี่หรงรู้สึกผิดเล็กน้อย จึงก้มหน้าลงหอมแก้มเขา “แม่เล่นกับลูกสักพักดีกว่านะ…”
หลังจากส่งลูกน้อยเข้านอนแล้ว ลี่หรงก็กลับไปนั่งอ่านหนังสือต่อ
ลี่หรงสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งสุดท้ายก็เป็นเวลาอย่างน้อยหกหรือเจ็ดปีแล้ว
แม้ว่าลี่หรงจะย้อนเวลามาที่นี่ แต่เธอก็ไม่ค่อยคุ้นเคยกับความรู้เหล่านี้มากนัก
ต้องท่องจำความรู้ทางคณิตศาสตร์ ต้องเรียนรู้สูตรอีกครั้งและฝึกฝนทำโจทย์ให้มาก