ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 68 ดูหนัง
บทที่ 68 ดูหนัง
ในห้องโถงมีคนเข้ามาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ จากเก้าอี้ที่ตอนแรกมีคนมานั่งเพียงสามคน มาตอนนี้กลับแน่นขนัดไปด้วยคนสี่ถึงห้าคนนั่งเบียดกัน ถ้าทุกคนเป็นเด็กก็จะสามารถมานั่งได้มากกว่าหกหรือเจ็ดคน
หลายคนที่มาทีหลังทำให้ไม่มีเก้าอี้เหลือให้นั่ง ก็ทำได้แค่ยืนดูเท่านั้น
ผู้คนมากมาย ยืนล้อมกันเป็นวงใหญ่
ทั้งยังมีคนที่มาจากหมู่บ้านอื่นด้วย ขากางเกงของพวกเขาแทบจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว
ไม่รู้ว่าเดินทางมาไกลแค่ไหน หรือต้องปีนเขากี่ลูกเพื่อมาดู
ผู้รับผิดชอบเรื่องฉายหนังกำลังปรับตั้งเทปฟิล์มภาพยนตร์
กองเทปขนาดใหญ่ถูกแขวนไว้ เขากดอยู่สองสามครั้งก็พลันมีภาพคนปรากฏขึ้นบนจอหนังที่แขวนอยู่ด้านหน้า
ลี่หรงนั่งอยู่ติดกับแท่นฉายหนัง เมื่อคนที่อยู่ข้างหน้ายืนขึ้นบังคนอื่นด้วยความตื่นเต้นก็ถูกคนฉายหนังดุให้นั่งลง
ลี่หรงเห็นจอได้ชัดเจนมาก
หลังจากที่หนังเริ่มฉาย เสียงรอบข้างต่างก็เงียบลง
เหลือเพียงเสียงจากหนังเท่านั้น
หนังยุคเก่าในปัจจุบัน นอกจากเด่นที่คุณภาพของภาพขาวดำแล้ว ลี่หรงยังรู้สึกว่าบทพูดของนักแสดงก็โดดเด่นเช่นกัน
คนในหนังไม่ใช้ภาษาจีนกลางเหมือนยุคปัจจุบัน
บทพูด ตัวละครและโครงเรื่องสื่อถึงยุคสมัยได้เป็นอย่างดี
หนังที่กำลังฉายอยู่ตอนนี้คือหนังดังเรื่องวันฟ้าใส
ลี่หรงไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มาก่อน แต่หลังจากดูไปไม่กี่นาทีแรก เธอก็พอจะเดาได้คร่าว ๆ ว่าหนังเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร
เรื่องราวในหนังสะท้อนภาพการก่อตั้งกองพลน้อยในปัจจุบัน
เนื้อหาส่วนใหญ่บอกเล่าเรื่องราวของร้านสหกรณ์ในชนบท ที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ต้องเผชิญกับแผนการสมรู้ร่วมคิดของศัตรู อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและอันตราย ด้วยวิสัยทัศน์ของกลุ่ม ชาวนาที่ยากจนมากมายจึงสามารถเอาชนะภัยพิบัติได้ เพราะรู้เท่าทันแผนการสมคบคิดของศัตรู และในที่สุดก็ได้รับชัยชนะ
คนในเรื่องพูดภาษาจีนกลางไม่ชัด และไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าสีสดใส
พวกเขาสวมหมวกฟาง แต่งกายแบบชาวนาสบาย ๆ ใบหน้าใต้หมวกนั้นเหมือนชาวบ้านในชนบททั่วไป ที่ตรากตรำกับสภาพอากาศอันแปรปรวนโหดร้าย
มีคนที่มีความคิดชั่วร้าย คนไม่ดีที่แก้ไขข้อผิดพลาดเมื่อรู้ว่าผิด และมีคนคิดถึงประชาชนอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นตัวดีหรือตัวร้าย ก็ราวกับว่าทุกคนมีชีวิตอยู่จริง ๆ
เมื่อเห็นตัวร้ายทำเรื่องชั่วร้าย คนดูจะส่งเสียง มีทั้งความเห็นอกเห็นใจไปจนถึงความโกรธ
อารมณ์ของผู้ชมเปลี่ยนไป ตลอดเวลาที่เรื่องราวในหนังดำเนินไป…
ตอนจบของเรื่อง คนดีย่อมได้รางวัล คนเลวถูกลงโทษ…
เมื่อหนังจบแล้ว ผู้ชมก็เริ่มพูดคุยกันอย่างเข้มข้น
บางคนด่าทอตัวร้าย บางคนรู้สึกสงสารตัวดี พวกเขาพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ
เมื่อหนังจบก็เป็นเวลาเกือบสี่ทุ่ม
นอกจากผู้ชายบางกลุ่มที่อยากอยู่พูดคุยกันต่อ นอกนั้นทุกคนก็ทยอยกลับบ้านกันทีละคน
ลี่หรงดึงแขนเสื้อของจ้าวชิงซง “เราจะกลับบ้านกันเลยไหมคะ?”
“กลับเลยครับ”
“ขออุ้มอันอันหน่อยค่ะ” เมื่อครู่นี้อันอันเริ่มหลับไปตอนที่หนังฉายไปได้ครึ่งเรื่อง ตอนนี้เจ้าตัวน้อยกำลังหลับลึก โดยมีจ้าวชิงซงเป็นคนอุ้มไว้ ลี่หรงกลัวชายหนุ่มจะเมื่อยแขนจึงเสนอตัวขออุ้มลูกแทน
จ้าวชิงซงเพียงแค่เปลี่ยนไปอุ้มอีกแขน แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ ผมจะอุ้มเอง”
เมื่อกลับถึงบ้านยังต้องทำเกี๊ยวกินอยู่ ช่วยกันทำเกี๊ยว และไม่เข้านอนจนกว่าจะได้ยินเสียงปืนใหญ่เพื่อเป็นสัญญาณบอกลาปีเก่าต้อนรับปีใหม่
เมื่อตื่นขึ้นมาก็เปลี่ยนปฏิทินใหม่
หนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ด
ลี่หรงมองตัวเลขบนปฏิทินปีนี้ แล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจอย่างอธิบายไม่ถูก
ปีสำคัญที่จะถูกบันทึกลงในประวัติศาสตร์ได้มาถึงแล้ว
ในวันที่สองของปีใหม่ เหอซิ่งก็กลับไปบ้านพ่อแม่ตามปกติ
จ้าวชิงหลิ่วไม่ได้มา หลี่ต้าไห่จึงพาเหอฮวาและเถี่ยจู้เข้ามานั่งอยู่พักหนึ่ง แล้วมอบของขวัญปีใหม่ให้กับแม่จ้าว
คุณแม่จ้าวถามว่า “อาหลิ่วสบายดีหรือเปล่า ใกล้คลอดแล้วใช่ไหม?”
หลี่ต้าไห่พยักหน้า “สบายดีครับ กำหนดคลอดน่าจะยังอีกราวสองเดือนครับ”
จ้าวชิงหลิ่วตั้งครรภ์ลูกคนที่สาม
เมื่อลี่หรงที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินก็รู้สึกเครียดทันที เพราะจำได้ว่าเด็กคนนี้ถูกกล่าวในหนังสือว่าจะจากไป
แต่ดูเหมือนเหตุการณ์ตอนนั้นจะเกิดขึ้นตอนท้องได้ไม่กี่เดือน แต่ตอนนี้กำลังจะคลอดในอีกสองเดือน จะไม่เป็นอะไรใช่ไหมนะ
เธอตั้งตารอคอยเด็กคนนี้
ตอนนี้ลี่หรงถือว่าตัวเองเป็นคนที่นี่แล้ว โครงเรื่องใดที่แตกต่างไปจากหนังสือต้นฉบับ ล้วนทำให้เธอมีความสุข
นี่แสดงให้เห็นว่าเธออยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง รายล้อมไปด้วยผู้คนที่มีเลือดเนื้อและจิตวิญญาณ
เหอฮวาและเถี่ยจู้ชอบอันอันมาก ทั้งสองต่างสอนเด็กน้อยให้เรียกตัวเองว่าพี่ชายกับพี่สาว
เถี่ยจู้กลายเป็นพี่ชายแล้ว ต้องทำตัวให้สมกับเป็นพี่ชาย แม้เขาจะยังเป็นเด็ก แต่ดื้อรั้นอยากจะอุ้มอันอัน
ลี่หรงคอยอยู่ข้าง ๆ เพื่อช่วยจับไว้ “อันอันให้พี่เถี่ยจู้อุ้มหน่อยนะ”
ใบหน้าสีเข้มของเถี่ยจู้เปลี่ยนเป็นสีแดง ไม่สามารถกลั้นรอยยิ้มได้
แม่จ้าวหัวเราะคิกคัก แล้วชี้ไปที่เถี่ยจู้ “เถี่ยจู้ยืนข้างอันอัน แล้วดูคล้ำลงจนเหมือนก้อนอิฐเลยนะ”
ลี่หรงก็ยิ้มเช่นกัน อันอันผิวขาวเหลืองจริง ๆ เขาได้สีผิวจากแม่ และเนื่องจากทารกไม่ได้โดนแดดเลย จึงยิ่งขาวขึ้นกว่าเดิม
จ้าวชิงหลิ่วอยู่คนเดียวที่บ้าน แม่จ้าวจึงเป็นห่วงขึ้นมา หลังอาหารเย็น เธอก็รีบบอกให้ลูกเขยพาหลานกลับบ้าน
ก่อนออกเดินทาง ลี่หรงไม่เพียงแต่มอบอั่งเปาให้กับเหอฮวากับเถี่ยจู้เท่านั้น แต่ยังมอบยาบำรุงครรภ์ให้กับหลี่ต้าไห่อีกด้วย
“พี่เขยเอาไก่ตุ๋นนี้ไปให้พี่สาวใหญ่ด้วยนะคะ มันดีต่อสุขภาพค่ะ”
หลี่ต้าไห่เพียงแค่ลังเล แล้วก็ยอมรับไป
ถ้าเป็นของธรรมดา หลี่ต้าไห่คงไม่รับไว้ แต่สิ่งที่เธอให้คือยาบำรุงที่ดีสำหรับจ้าวชิงหลิ่ว เขาจึงยอมรับไป
ชาวนาธรรมดาพูดไม่เก่งนัก แต่จดจำความมีน้ำใจของลี่หรงไว้ในใจเงียบ ๆ
ลี่หรงอาบน้ำเสร็จตอนเย็นก็นอนลงบนเตียงเตา
จ้าวชิงซงถอนหายใจ “ไม่คิดเลยนะครับว่าพี่สาวคนโตของผมกำลังจะคลอดลูกคนที่สามแล้ว”
ลี่หรงเหลือบมองเขา แล้วแกล้งถามว่า “คุณอยากมีลูกคนที่สองแล้วเหรอคะ?”
จ้าวชิงซงบีบแก้มอันอัน คิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดว่า “ยังครับ คุณจะไปสอบไม่ใช่เหรอครับ รอจนกว่าจะสอบเสร็จดีกว่าครับ”
ลี่หรงไม่มีความคิดที่จะมีลูกคนที่สองเร็ว ๆ นี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปมาก ไม่ว่าเธอจะคว้าโอกาสเป็นเศรษฐีได้หรือไม่ ก็จะมีบทบาทสำคัญอยู่ดี
ลี่หรงกลอกตา “ถ้าคุณคิดแบบนั้นก็จะยังไม่มีค่ะ อืม อีกกี่ปีดีคะ?”
ทั้งสองคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบา อันอันรู้สึกว่าเหมือนถูกละเลย เขากะพริบตากลมโตมองพ่อแม่คุยกัน
ทารกน้อยร้องเรียก “แม่…” แต่ยังไม่มีใครสนใจ เขาจึงคลานไปอยู่ระหว่างมือและตักของพ่อแม่ เพื่อให้รู้ว่าเขาก็อยู่ที่นี่ด้วย
จ้าวชิงซงเลิกคิ้วขึ้นอย่างรู้สึกขบขัน เขาบีบจมูกของเด็กน้อย “ผมทนปล่อยให้คุณเผชิญกับความเจ็บปวดอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ไม่ไหวครับ แล้วเจ้าตัวเล็กนี่ก็ค่อนข้างจะเป็นอุปสรรคอยู่สักหน่อย”
พูดแล้ว จ้าวชิงซงก็มองลูกชายด้วยความมันเขี้ยว
หลังจากกล่อมเด็กน้อยให้นอนแล้ว จ้าวชิงซงก็หยิบถุงยางอนามัยออกมา แล้วพูดว่า “เหลืออีกสามอัน คืนนี้ใช้ให้หมดเลยนะครับ พรุ่งนี้ผมจะไปรับที่โรงพยาบาลอีกครับ”
ลี่หรงอายเกินกว่าจะมองเขา ก่อนกระซิบเสียงแผ่ว “ไปรับมาบ่อย พยาบาลกับคนที่นั่นจะจำคุณได้แล้วนะคะ”
“ใครสนล่ะครับ” จ้าวชิงซงพูดอย่างไม่ใส่ใจ พูดจบก็กดตัวเธอลง
หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมาย จ้าวชิงซงมีความสุขมากจนเผลออุทานออกมา เขาเสยผมที่ชุ่มเหงื่อออกจากหน้าผากของลี่หรง แล้วพูดด้วยเสียงแหบพร่า “พอมีอะไรมาขวางกั้นระหว่างเรา ผมก็รู้สึกอึดอัดนิดหน่อยนะครับ ได้ยินมาว่ามีการผ่าตัดทำหมันด้วย ถ้ามีเวลาผมจะไปลองดูที่โรงพยาบาลนะครับ”
ลี่หรงไม่ได้ห้ามเขา การทำหมันไม่ได้เป็นอันตรายกับผู้ชาย และการผ่าตัดแก้ทำหมันนั้นก็ง่ายมาก เธอพูดว่า “ไปโรงพยาบาลใหญ่ในตัวเมืองสิคะ”
“ยังมีอีกสองอันครับ” หลังจากพักผ่อนได้สักพัก จ้าวชิงซงก็ฟื้นพลังแล้ว
ลี่หรงถูกชายหนุ่มออดอ้อน จนเริ่มรู้สึกเคลิบเคลิ้มอีกครั้ง
ช่วงปีใหม่ยังไม่จบ หิมะข้างนอกยังไม่ละลาย ลมหนาวยังคงพัดผ่าน
ทว่าบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยความอบอุ่นประหนึ่งอยู่ในฤดูใบไม้ผลิ