ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 75 ดื่มจนเมา โดนภรรยาทิ้ง
บทที่ 75 ดื่มจนเมา โดนภรรยาทิ้ง
อันอันก็หัวเราะอย่างมีความสุขเช่นกัน เขามีความสุขมากที่เห็นแม่มาเรียก จนตะโกนไม่หยุดว่า “แม่ …” โดยที่ไม่ได้ใส่ใจย่างก้าวของตัวเองเลย เขาก้าวเดินไปทีละก้าว จนในที่สุดเด็กน้อยก็ได้ทิ้งตัวลงไปในอ้อมกอดของผู้เป็นแม่
ลี่หรงปีติจนใจแทบละลาย
ก่อนโน้มตัวไปหอมแก้มเด็กน้อย
เด็กน้อยคิดว่าแม่กำลังเล่นกับเขาอยู่ จึงคว้าเสื้อของลี่หรงไว้ แล้วหอมแก้มแม่ขณะน้ำลายไหลยืด
ความรักอันอ่อนโยนระหว่างแม่ลูกเอ่อล้นออกมา
จ้าวชิงซงบังเอิญเดินถือโจ๊กเข้ามาให้ลูกพอดี
เมื่อกี้เขาทันเห็นเด็กน้อยเดินด้วยตัวเองได้ในที่สุด จึงดีใจมาก “ลูกชายผมเก่งจริง ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเดินไม่ได้เลยนะครับ”
ลี่หรงหยิบผ้าเช็ดตัวผืนเล็ก ออกมาเช็ดเหงื่อตามใบหน้าและตัวของเด็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้เขาเป็นหวัดเพราะเหงื่อชื้น
สุดท้ายก็พาดผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไว้บนท้ายทอยของเด็กน้อย
จ้าวชิงซงป้อนโจ๊กให้ลูก โจ๊กนั้นเป็นโจ๊กขาว แต่จ้าวชิงซงใส่ไก่ฉีกลงไปด้วย
ดูน่าอร่อยมาก
เจ้าตัวเล็กก็กินอย่างเอร็ดอร่อย
เขาอยู่ในอ้อมแขนของลี่หรง ขณะจ้าวชิงซงป้อนข้าว
เด็กน้อยจ้องมองแม่และพ่ออย่างมีความสุข
งานเลี้ยงเริ่มแล้ว
เจ้าตัวเล็กยังกินไม่หมด ลี่หรงจึงรับชามมาไว้ที่มือ แล้วพูดกับจ้าวชิงซง “คุณไปดื่มฉลองกับพวกเขาเถอะค่ะ แต่อย่าดื่มเยอะเกินไปนะคะ เดี๋ยวคุณต้องอุ้มอันอันกลับบ้านอีก”
ตอนงานแต่งซ่งเสี่ยวซาน ลี่หรงไม่ได้ไปเพราะเธอตั้งครรภ์ ทว่าตอนนั้นจ้าวชิงซงไปร่วมสังสรรค์ในงานด้วย
กลับบ้านมาในสภาพเมาแอ๋
ลี่หรงต้องดูแลเขา ในขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์
ตอนนี้เธอจึงกำชับเป็นพิเศษว่าไม่ให้อีกฝ่ายดื่มมากนัก
จ้าวชิงซงพยักหน้า แล้วพูดติดตลก “คอยดูนะครับ ผมจะแอบรินเหล้าให้คนอื่น ไม่มีใครทำให้ผมเมาได้หรอกครับ”
ลี่หรงกลอกตาใส่เขา หลี่ต้าไห่มาเรียกเขาไปร่วมวงดื่มแล้ว เธอจึงบอกให้เขารีบออกไป
ไม่น่าแปลกใจเลยที่โต๊ะของผู้หญิงและเด็ก กินอาหารหมดเร็วกว่าผู้ชาย
อันอันน่าจะเล่นจนเหนื่อย จึงผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของลี่หรง ในขณะที่เธอกำลังกินข้าว
ลี่หรงกินไปได้ไม่กี่คำ ก็เดินเข้าไปในห้องของจ้าวชิงหลิ่วอีกครั้ง
จ้าวชิงหลิ่วถามว่าเธอกินอิ่มไหม
ลี่หรงพยักหน้า เหลือบมองอันอันที่กำลังหลับอยู่ แล้วพูดว่า “อันอันเล่นเหนื่อยจนหลับไปแล้ว ฉันอยากจะรอจนกว่าจ้าวชิงซงจะกินเสร็จ แล้วค่อยกลับไปด้วยกันค่ะ”
“พวกผู้ชายยังอยากดื่มและคุยโวกันในวงเหล้า ไม่รู้เลยว่าจะดื่มเสร็จกันตอนไหน” จ้าวชิงหลิ่วจัดเตียง แล้วพูดว่า “วางอันอันไว้บนเตียงเตาสิ จะได้นอนหลับสบายขึ้น”
เถี่ยตั้นเอ๋อร์ก็หลับอยู่เช่นกัน
น้องสะใภ้กับพี่สามีคุยกันเบา ๆ
จนกระทั่งโต๊ะร่ำสุราของเหล่าผู้ชายเริ่มแยกย้ายกันไป ลี่หรงก็มองจ้าวชิงซงที่มีใบหน้าแดงก่ำ แล้วถามเขาว่า “เมาแล้วเหรอคะ?”
ได้ยินมาว่าคนที่ดื่มแล้วหน้าแดงมักจะเมายาก แต่ครั้งที่แล้วจ้าวชิงซงดื่มเยอะแค่ไหนกันนะ ถึงเมามายได้ขนาดนั้น?
เมื่อลี่หรงเห็นจ้าวชิงซงจ้องมองเธอ หญิงสาวจึงยกสองนิ้วขึ้นมา แล้วถามว่า “นี่กี่นิ้วคะ?”
จ้าวชิงซงคว้าข้อมือของเธอขึ้นมา แล้วขบที่นิ้วเบา ๆ “ใช่ครับ นิ้วมือ”
จากนั้นชายร่างสูงราวร้อยแปดสิบเซนติเมตร ก็ล้มตัวลงในอ้อมแขนของลี่หรง ต่อหน้าแม่จ้าวและคนอื่น ๆ เขาทำเหมือนตัวเองเป็นสุนัขตัวใหญ่ ตัวเหนียวเหนอะหนะ ขณะยังเรียกเธอว่า “ภรรยา” อย่างนั้นซ้ำ ๆ
เมาไม่ได้สติ
ลี่หรงมีใบหน้ามืดมน มันยากที่จะคิดบัญชีกับเขาในตอนนี้
เธอผลักจ้าวชิงซงไปที่เตียงเตาอีกห้องหนึ่ง แล้วปล่อยให้เขานอนพัก
จากนั้นกลับไปพูดคุยกับพวกจ้าวชิงหลิ่ว
ฟังเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับแต่ละหมู่บ้าน
ค่อนข้างสนุก
ส่วนงานเก็บโต๊ะและล้างจานข้างนอกนั้น ยังไม่ถึงเวลาจัดการ
จ้าวชิงหลิ่วไม่สามารถออกไปปรากฏตัวข้างนอกได้ ผู้อาวุโสคนอื่นในตระกูลหลี่จึงออกรับแขกแทน
งานฉลองครบเดือนแทบจะเป็นผลงานของหลี่ต้าไห่เพียงผู้เดียว
เขาจ้างพวกแม่ครัวและป้าที่ทำอาหารเก่ง ๆ ในหมู่บ้าน มาช่วยกันทำอาหารเลี้ยงแขก ทั้งยังจ่ายค่าจ้าง และช่วยยกอาหาร จนทุกอย่างราบรื่น
ไม่ต้องพูดถึงจ้าวชิงซง แม้แต่จ้าวชิงหยางกับจ้าวเจี้ยนกั๋วก็เริ่มเมามากแล้ว
สามพ่อลูกสนิทสนมกันมาก ตอนเมาพวกเขาดูเหมือนกันไม่มีผิด
เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาเริ่มฟื้นคืนสติ ก็เริ่มดึกมากแล้ว
จ้าวชิงซงยื่นมือไปสะกิดคนด้านข้าง แล้วเรียกว่า “ภรรยา” แต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายมีสัมผัสที่ผิดแปลกไป เมื่อเขาลืมตาขึ้น ก็เห็นเพียงจ้าวชิงหยาง แล้วภรรยาของเขาหายไปไหนนะ?
หลี่ต้าไห่รินน้ำไว้ให้พวกเขา
เมื่อจ้าวชิงซงตื่น จึงค่อย ๆ เดินเข้ามา เขาก็ถามว่า “ภรรยาของผมอยู่ไหนครับ?”
“พวกเธอกลับบ้านกันไปหมดแล้ว” หลี่ต้าไห่อยากจะหัวเราะ เขาไม่กล้าดื่มมากนัก เพราะเขามีงานที่ต้องดูแล
น้องภรรยากับพี่ภรรยา รวมทั้งพ่อตาต่างเมากันหมด นอนอยู่ที่เตียงเตาข้างนอกเกือบทั้งคืน
ส่วนแม่ยายของเขากลับบ้านพร้อมกับลูกสะใภ้และหลานชาย โดยไม่สนใจพวกเขาเลย
จ้าวชิงซงกับพ่อมองหน้ากัน รู้สึกอายเล็กน้อย
จ้าวชิงซงกระแอม “พี่เขย งั้นพวกผมขอตัวกลับก่อนแล้วนะครับ”
“อืม เดินทางระวังด้วยล่ะ”
หลี่ต้าไห่ส่งแขกออกไป แล้วกลับไปหาภรรยาสุดที่รักและลูกชายของเขาในบ้าน
จ้าวชิงหลิ่วกำลังให้นมลูก เมื่อเห็นหลี่ต้าไห่เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ก็ถามว่า “พ่อกับคนอื่น ๆ กลับไปแล้วเหรอคะ?”
“กลับแล้วครับ” หลี่ต้าไห่อดหัวเราะไม่ได้ “ตอนที่พวกเขารู้ว่าโดนแม่ทิ้งไว้ที่นี่ สีหน้าของพวกเขาน่าขบขันมากครับ”
จ้าวชิงหลิ่วเหลือบมองเขา “ถ้าคุณดื่มหนักจนเมาปลิ้นแบบนั้น ฉันก็จะทิ้งคุณไว้เหมือนกันค่ะ”
หลังจากดื่มสุรางานเลี้ยงแล้ว ชีวิตก็กลับมาสงบสุข
ลี่หรงเก็บรวบรวมไข่ ดูแลลูกและอ่านหนังสือเตรียมสอบ เธอแบ่งเวลาออกเป็นสองส่วน และยังไม่คิดจะหาเงินด้วยการทำพะโล้หรือทำอย่างอื่นขาย
นอกจากรายได้จากการขายไข่แล้ว ครอบครัวของเธอยังมีรายได้จากฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงด้วย แหล่งรายได้ของเธอไม่ได้ถูกตัดออกไปเลย
แต่จ้าวชิงหยางกับภรรยากำลังประสบปัญหา ด้วยพวกเขาได้รับค่าจ้างจากการช่วยงานลี่หรงเท่านั้น
ตอนนี้รายได้นั้นหายไปแล้ว
อีกทั้งช่วงนี้ลี่หรงยังยุ่งมากด้วย เธอจึงได้แต่อยู่บ้าน ไม่มีงานให้ทำ
เป็นไปไม่ได้เลยที่เหอซิ่งจะสืบได้ว่าลี่หรงกำลังทำอะไรอยู่ เธอคิดไปเองว่าลี่หรงไม่กล้าทำเช่นนั้นอีก เพราะถูกผู้ใหญ่บ้านจับตัวไปครั้งล่าสุด
แต่เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าลี่หรงยังคงเก็บรวบรวมไข่ตามปกติ เธอก็ตระหนักได้ว่าลี่หรงไม่กลัวเลย
แล้วทำไมไม่ทำพะโล้ขายแล้วล่ะ?
เดือนนี้เมื่อปีก่อน ตรงกับช่วงที่ทำพะโล้ขายพอดี
เหอซิ่งเฝ้ารออย่างกระตือรือร้นทุกวัน เมื่อวันเวลาผ่านไป ลี่หรงก็ยังไม่มีความตั้งใจจะทำเช่นนั้น เธอจึงจำต้องล้มเลิกความคิดนั้นไปด้วยความเสียดาย
แม้ว่าจ้าวชิงหยางจะเป็นชาวบ้านที่ไม่มีการศึกษา แต่เขากับเหอซิ่งแต่งงานกันมาหลายปีแล้ว เขาจึงสังเกตเห็นอารมณ์หดหู่ของภรรยาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อทั้งสองตัดสินใจคุยกัน จ้าวชิงหยางก็ถามเธอว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับทางครอบครัวพ่อแม่ของเธอหรือเปล่า
“เอ๊ะ!” เหอซิ่งครุ่นคิดบางอย่างในใจ แต่เธอยังไม่ได้ตอบ
จ้าวชิงหยางเปลี่ยนคำถามอีกครั้ง
เหอซิ่งส่ายหน้า แล้วพูดด้วยความหดหู่ “ก็แค่น้องสะใภ้ไม่ทำ ‘ธุรกิจ’ อีกต่อไปแล้ว เงินของครอบครัวก็เลยหาได้น้อยลง เราจึงต้องประหยัดกันมากขึ้น ไหนจะลูกทั้งสองก็ยังต้องเรียน …”
จ้าวชิงหยางเงียบไปสักพัก แล้วพูดว่า “ตอนนี้น้องสะใภ้คงต้องการความมั่นคง”
เหอซิ่งพยักหน้า “ก็เข้าใจอยู่ หวังว่าเธอจะทำกุนเชียงอีกเมื่อถึงเวลา”
“หรือว่า” จ้าวชิงหยางเหมือนกำลังจะตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอย่าง แต่ก็หยุดพูดทันทีที่เขาพูดจบ
“คุณจะพูดอะไรคะ?”
“ถ้าน้องสะใภ้ไม่ทำ เราก็ทำเองไปเลยได้ไหมครับ?”
เหอซิ่งตาเป็นประกาย แต่แล้วก็หรี่ตาลงอีกครั้ง เธอลังเล “นั่นจะไม่ดีหรือเปล่าคะ? แล้วฉันก็ไม่รู้ส่วนผสมของกุนเชียงด้วย ถ้ามันไม่อร่อยเหมือนที่น้องสะใภ้ทำ ก็กลัวว่าจะขายไม่ได้”
“มันไม่สำคัญหรอก ค่อยไปคุยกับเธอเมื่อถึงเวลา อย่างแย่ที่สุด เราก็ขอเป็นหุ้นส่วนได้ เธอเป็นคนบอกสูตร ส่วนเราจะเป็นคนทำเอง แล้วเธอก็จะได้เงิน เพียงแค่นั่งอยู่เฉย ๆ ไงครับ”