ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 76 ให้สูตรกุนเชียงพี่ใหญ่บ้านตระกูลจ้าว
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 76 ให้สูตรกุนเชียงพี่ใหญ่บ้านตระกูลจ้าว
บทที่ 76 ให้สูตรกุนเชียงพี่ใหญ่บ้านตระกูลจ้าว
“จะเป็นไปได้ไหมนะ?” เหอซิ่งพูดอย่างกังวล
“จะได้หรือเปล่านั้น ต้องทำแล้วจะรู้เองครับ เอาละ รีบนอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องทำงานอีก ”
กระทั่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงเดือนตุลาคม ลี่หรงก็ไม่ได้เคลื่อนไหว
เหอซิ่งปรึกษากับจ้าวชิงหยางเสร็จ ก็ถือถุงคุกกี้วอลนัทกับนมมอลต์กระป๋องหนึ่งไปหาลี่หรง
ลี่หรงกำลังซึมซับความรู้อย่างขยันขันแข็ง หลังจากความพยายามกว่าครึ่งปี เธอผ่านความรู้พวกนั้นมาแล้วรอบหนึ่ง ตอนนี้กำลังฝึกทำข้อสอบให้แม่นที่สุดอย่างไม่หยุดหย่อน
ขณะที่เหอซิ่งเข้ามาในห้อง ลี่หรงก็ขยับแค่ตัวออกมา ไม่ได้เก็บหนังสือให้เข้าที่
หนังสือกองบนโต๊ะ หน้าหนังสือล้วนมีรอยพับย่น เล่มหนังสือยังหนาเป็นปึก
เหอซิ่งยิ้ม “อ่านหนังสือเหรอ?”
ลี่หรงตอบ “ใช่ค่ะ ยังไงตอนนี้ก็ว่างอยู่แล้วด้วย”
ลี่หรงไม่ได้บอกเหอซิ่งเรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพราะหากบอกไปอีกฝ่ายต้องไม่เข้าใจแน่นอน คิดว่าเหอซิ่งไม่เข้าใจหรอกว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีความหมายอย่างไรกับยุวชน
ตอนนี้ต้นเดือนตุลาคม เท่าที่จำได้การสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะถูกฟื้นฟูปลายนี้
ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องบอกเหอซิ่ง
เหอซิ่งก็ไม่ได้ถามซักไซ้ เธอวางของลงบนโต๊ะ
ก็ไม่ใช่วันหรือเทศกาลสำคัญอะไร ลี่หรงประหลาดใจเล็กน้อยว่าเหอซิ่งมอบของให้ทำไม เธอถาม “นั่นอะไรเหรอคะ พี่สะใภ้ ทำไมถึงให้ฉันล่ะ นี่มันของมีค่ามากนะคะ เก็บไว้ให้พวกต้าหนิวกินเถอะ บ้านฉันยังมีเหลืออยู่อีก”
เหอซิ่งเม้มปาก ท่าทางกระอึกกระอัก ทำให้ลี่หรงอดถามไม่ได้ “ทำไมเหรอคะ ไปเจอเรื่องอะไรเข้าหรือเปล่า หรือมีปัญหาเรื่องเงินเหรอคะ?”
“ไม่ ๆ ๆ” เหอซิ่งโบกมือปัด แล้วมองลี่หรง พร้อมถามหยั่งเชิง “ปีนี้เธอจะทำกุนเชียงหรือเปล่า?”
ลี่หรงเพียงครุ่นคิดก็เดาความหมายของเหอซิ่งได้แล้ว
เธอไม่อยากทำกุนเชียงแล้ว ฤดูหนาวในปีนี้กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่อยากให้การหาเงินมากระทบกับการสอบ
เธอส่ายหน้า “ไม่ทำแล้วค่ะ”
เหอซิ่งกัดริมฝีปาก กุมมือเข้าด้วยกันอย่างประหม่าอยู่สักพัก ก่อนจะถาม “ฉันปรึกษากับจ้าวชิงหยางแล้ว ฉันสองคนอยากทำกุนเชียงต่อ ไหนจะต้องส่งทั้งสองหนิวเข้าเรียน พอไม่มีรายได้เข้ามา สถานการณ์ในบ้านก็เริ่มไม่ไหวแล้วล่ะ”
ลี่หรงมองเธอ “หือ? พวกพี่อยากได้สูตรเครื่องเทศจากฉันเหรอคะ?”
“แบบนั้นไม่ได้หรอก” ถึงเหอซิ่งจะเรียบง่าย ก็ไม่กล้าคิดจะขอสูตรจากคนอื่นฟรี ๆ ถ้านี่อยู่ในสังคมเก่า สูตรอาหารเปรียบได้กับมรดกตกทอดจากครอบครัว
เธอพูด “เธอแค่ผสมเครื่องเทศ พวกเราจะทำกันเอง ถึงเวลาก็ให้จ้าวชิงหยางไปขาย เมื่อหาเงินได้ พวกเราจะแบ่งให้เธอส่วนหนึ่ง”
ลี่หรงยิ้ม เธอชื่นชมคนแบบเหอซิ่งมาก ทั้งซื่อสัตย์มีความคิดของตัวเอง ไม่หัวโบราณ และพึ่งพาตัวเองได้
พูดตามตรง เธอประหลาดใจไม่น้อยที่เหอซิ่งเสนอความคิดแบบนี้ได้
สำหรับลี่หรง เหอซิ่งเป็นคนมีเหตุผลทำให้เข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้โดยง่าย เพียงบอกเรื่องราวกับเธอ เธอก็จะเข้าใจได้เอง เกินความคาดหมายของลี่หรงไปด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ลี่หรงขอให้เธอช่วยงาน ก็พอจะมองนิสัยของเหอซิ่งออกแล้ว
ลี่หรงชื่นชมเหอซิ่ง แล้วถามขึ้น ภายใต้สีหน้าแดงก่ำของอีกฝ่าย “นี่เป็นความคิดของพี่เหรอคะ?”
“ไม่ใช่ …” เหอซิ่งรู้สึกเขินเล็กน้อย แล้วเบนสายตาหนี “จ้าวชิงหยางเสนอน่ะ”
ลี่หรงหยอกล้อเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาพูดอย่างจริงจัง “สูตรอาหารนี้ไม่จำเป็นต่อครอบครัวของฉันหรอกค่ะ ถ้าพี่กับพี่ใหญ่อยากทำก็ทำได้เลยค่ะ นี่เป็นความคิดที่ดี เดี๋ยวดึกหน่อยฉันจะเขียนสูตรให้ แล้วจะฝากจ้าวชิงซงเอาไปให้นะคะ ส่วนเรื่องแบ่งเงินให้ฉัน ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ”
เธอขยิบตาอย่างซุกซน “ปีนี้ฉันขอวางมือไม่ทำต่อแล้ว ถึงตอนนั้นฉันจะขอกินกุนเชียงของพี่ฟรี ๆ แทนนะคะ”
เหอซิ่งเบิกตากว้าง คล้ายกับไม่อยากจะเชื่อ ลี่หรงดูราวกับไม่ได้ทุกข์ร้อนใจ แถมยังไม่ต้องการส่วนแบ่งจากเธอ กลับมอบสูตรอาหารให้ฟรี ๆ อีก
“ห๊า?”
ลี่หรงอมยิ้ม “พี่คะ มันเป็นแค่สูตรอาหารเท่านั้นเองค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย”
เธอเต็มใจมอบสูตรนี้ให้เหอซิ่งจริง ๆ เพราะถ้าอยู่ในยุคหลัง ลี่หรงในฐานะบล็อกเกอร์ก็กล้าเผยแพร่สูตรนี้สู่โลกอินเทอร์เน็ตเช่นกัน
ลี่หรงมีสูตรในสมองมากมาย ไม่อย่างนั้นก็คงมีผู้ติดตามบนโลกอินเทอร์เน็ตเกินสิบล้านไม่ได้
เหอซิ่งจับมือของลี่หรงอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณมากเลยนะ! วางใจได้เลย เธออยากกินเท่าไรก็ได้! ฉันจะทำให้เยอะ ๆ เลย!”
ขณะที่เหอซิ่งจะจากไป ลี่หรงก็เรียกเธอเอาไว้ “เอานมมอลต์กับคุกกี้วอลนัทพวกนี้กลับไปด้วยสิคะ ของตั้งมากมายขนาดนี้ฉันกินไม่หมดหรอกค่ะ”
เหอซิ่งที่เร่งฝีเท้าเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้หันกลับมาหยิบของไปด้วย ในเมื่อลี่หรงไม่เอาเงินค่าสูตรจากเธอ การทิ้งของที่นำมาด้วยไว้เป็นของแทนคุณดูจะเหมาะสมกว่า
ตกดึก หลังจากลี่หรงจดสูตรอาหารให้เหอซิ่ง และข้อควรระวังในการทำกุนเชียงอย่างละเอียดลงไป ก็ให้จ้าวชิงซงนำไปให้พี่ใหญ่จ้าว
ถือโอกาสนำขนมและลูกอมนมถุงหนึ่งไปด้วยเสียเลย
จ้าวชิงหยางเห็นเขามา ก็รีบเรียกให้เขานั่งด้วยสีหน้ามีความสุข
จ้าวชิงซงส่งสูตรที่ลี่หรงจดให้จ้าวชิงหยาง ให้เขาอ่านดูก่อนว่ามีคำไหนที่ยังไม่เข้าใจไหม เพราะหากไม่เข้าใจจ้าวชิงซงจะได้ไปถามเธอให้
เหอซิ่งเข้ามาดูพร้อมกับจ้าวชิงหยาง ทั้งสองดูน้ำหนักของเครื่องเทศเป็นหลัก
“คำนี้คืออะไรเหรอ?”
“พริก…” จ้าวชิงซงปรายตามอง “พริกเสฉวนกับพริกหยวก”
เหอซิ่งพยักหน้า “น้องสะใภ้เป็นคนมีการศึกษาจริงด้วย อย่างคำนี้มีตั้งหลายขีดเลย”
จ้าวชิงซงยักไหล่ด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดกับจ้าวชิงหยางต่อ “พี่ใหญ่ พี่ลองทำดูก่อนเถอะครับ ถ้ารสชาติไม่ต่างกับที่ลี่หรงทำมาก เดี๋ยวผมจะแนะนำลูกค้าเก่าให้พี่ แบบนี้พวกเขาจะได้ไม่ต้องมาถามผมอีก ส่วนทางพี่ก็จะได้มีช่องทางขายที่ปลอดภัยและมั่นคงนะครับ”
คู่สามีภรรยาจ้าวชิงหยางสบตากัน พี่ใหญ่จ้าวตบบ่าของจ้าวชิงซงอย่างตื่นเต้น แล้วพูดต่อ “ขอบคุณมากเลยนะ!”
“ขอบคุณอะไรกัน ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น” จ้าวชิงซงพูดจบก็กลับบ้านไป
ขณะที่คู่สามีภรรยาจ้าวชิงหยางเพิ่งตระหนักได้ว่าจ้าวชิงซงไม่ได้เอาขนมที่นำมาด้วยกลับไป ทว่าร่างของชายหนุ่มก็หายไปเสียแล้ว
คู่สามีภรรยาได้แต่มองหน้ากัน
เหอซิ่งเก็บของเรียบร้อย แล้วถอนใจ “คู่สามีภรรยาเจ้ารองเป็นคนดีทั้งคู่เลยนะ สมัยก่อน… เฮ้อ ไม่พูดดีกว่า”
ครั้งแรกที่เหอซิ่งได้พบลี่หรง เธอยังกังวลว่าความสัมพันธ์ระหว่างสะใภ้อย่างลี่หรงอยู่เลย
นึกไม่ถึงว่าชีวิตครอบครัวของเธอและจ้าวชิงหยางจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการช่วยเหลือจากลี่หรง
“ให้ไปแล้วเหรอคะ?” ลี่หรงกล่อมเจ้าตัวน้อยหลับไปแล้ว ก่อนที่จ้าวชิงซงจะกลับมา
“อื้ม!” จ้าวชิงซงขานรับ แล้วเปิดตู้หยิบกางเกงขาสั้น ขึ้นพาดไว้ที่ไหล่ก่อนจะไปอาบน้ำ
เขาอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงสิบนาทีก็ออกมาแล้ว
จากนั้นก็นอนกอดภรรยาตัวหอมน่าทะนุถนอมไว้ในอ้อมอกบนเตียงเตา แล้วจูบบนใบหูของลี่หรง ก่อนจะพูดอย่างจริงใจ “ผมรักคุณมากนะ คุณภรรยา ชาติก่อนผมต้องช่วยกอบกู้ทางช้างเผือกมาแน่ ๆ ถึงได้มาพบกับคุณ”
ลี่หรงรู้ว่าสามีซาบซึ้งในการตัดสินใจของเธอ พูดตามตรง ตัวลี่หรงก็อิจฉาเหอซิ่งที่มีน้องสะใภ้แบบเธอเช่นกัน
เธอเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจตัวเองเล็กน้อย “ก็ใช่น่ะสิคะ คุณทำบุญวาสนามาตั้งแปดชาติด้วย!”
จ้าวชิงซงยิ้มอย่างเอาใจ ก่อนโอบลี่หรงเข้ามาจูบอย่างเนิบนาบ
ทั้งสองแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันสักพัก
กระทั่งลี่หรงบอกว่าง่วงแล้วให้รีบนอน จ้าวชิงซงจึงลุกขึ้นดับตะเกียงน้ำมัน
สายตาของชายหนุ่มก็เหลือบไปเห็นหนังสือ และกระดาษแบบฝึกหัดกองระเกะระกะเล็กน้อย
มีเศษขี้ดินสอมากมายใส่ไว้ด้านในกล่องกระดาษใบเล็ก ยังมีด้ามดินสอขนาดยาวเท่านิ้วมือที่เหลือที่ใช้งานได้อยู่ด้วย
เมื่อเห็นว่าลี่หรงตั้งใจอ่านหนังสือหนักแค่ไหน
จ้าวชิงซงก็พลันนึกขึ้นได้ ถ้าไม่ใช่เพราะลี่หรง ‘ขี้เกียจ’ ไม่อยากทำงาน เธอก็คงไม่แต่งงานกับเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะลี่หรงมาที่ชนบท ชั่วชีวิตนี้จ้าวชิงซงก็อาจจะไม่ได้พบเธอ อาจจะแค่หาหญิงสาวที่ไม่รังเกียจความพิการของเขาจากการแนะนำของแม่จ้าว แล้วแต่งงานแก้ขัดไปก็เท่านั้น