ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 78 สอบเข้ามหาวิทยาลัย
บทที่ 78 สอบเข้ามหาวิทยาลัย
เพราะจ้าวชิงซงมีท่าทางภูมิฐาน ดูเป็นคนมีความรู้
หลังจากเขียนข้อมูลลงทะเบียนของลี่หรงเสร็จแล้ว ชายคนนั้นก็ส่ายหน้า แล้วเฝ้ามองลี่หรงกับสามีเดินจากไป
สถานที่ลงทะเบียนมีเพียงแห่งเดียวในอำเภอ
ทำให้ลี่หรงได้เจอคนหน้าคุ้นมากมายจากศูนย์ยุวชน รวมถึงคนที่เธอไม่ได้อยากจะเจอด้วย
หูเสวียป๋อประธานกลุ่มยุวชนยืนอยู่กับยุวชนอีกหลายคน เมื่อพวกเขาเห็นลี่หรงก็กล่าวทักทายอย่างเป็นมิตร จากนั้นสายตาของพวกเขาก็มองไปยังจ้าวชิงซงโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่ก็คือ ลี่หรงเป็นหญิงสาวที่สวยมาก เธอแต่งงานกับจ้าวชิงซง และแม้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะหน้าตาดี แต่กลับพิการทางร่างกาย แถมพื้นเพครอบครัวของเขายังอยู่ในชนบทด้วย หลังจากที่ลี่หรงสอบผ่าน แล้วเดินทางกลับเมืองหลวง ช่องว่างระหว่างทั้งสองคนจะยิ่งกว้างขึ้นอีกแน่นอน
น่าเสียดายจริง ๆ
ลี่หรงเพียงแค่เหลือบมองคนเหล่านี้ ก็รู้แล้วว่ากำลังคิดอะไรกันอยู่ หญิงสาวไม่เคยพูดคุยกับคนเหล่านี้มาก่อนเช่นกัน ตอนนี้จึงได้แต่กล่าวทักทายอย่างสุภาพเท่านั้น
ในบรรดายุวชนเหล่านั้น ยุวชนชายทุกคนลงทะเบียนเรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนยุวชนหญิงทุกคนลงทะเบียนในสาขาวิชาศิลปศาสตร์
หลังจากได้รู้ว่าลี่หรงเลือกเรียนวิชาเอกวิทยาศาสตร์ พวกเขาก็ไม่อาจซ่อนความประหลาดใจไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา
ส่วนหยางเต๋อเป่ากับหลัวปิง ไม่รู้ว่าพวกเขามาจากไหนกัน เพราะหลังจากครั้งสุดท้ายที่ทะเลาะกันแล้ว ก็คาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะมารวมตัวกันเมื่อเห็นลี่หรง
นิสัยแย่จริง ๆ
สิ่งที่หลัวปิงพูดนั้นยั่วโมโหมาก เธอมองลี่หรง แล้วพูดว่า “เธอบอกว่าสมัครสาขาวิทยาศาสตร์เหรอ น่าหัวเราะจริง ๆ เวลาที่ใช้ทบทวนสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีแค่เดือนเดียว แต่เธอยังกล้าสมัครสาขาวิทยาศาสตร์จริงเหรอ เสี่ยวหรง อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ ฉันแนะนำให้เธอลงทะเบียนเรียนสาขาวิชาศิลปศาสตร์จะดีกว่า สาขาวิชาศิลปศาสตร์น่ะง่ายกว่ามาก เธอเองก็ยิ่งความจำไม่ดีอยู่ด้วย”
ลี่หรงกลอกตามองเธอ “ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไปสมัครเรียนสาขาศิลปศาสตร์เองสิ”
ลี่หรงไม่อยากพูดอะไรอีก ก่อนจะจูงจ้าวชิงซงออกไป
ทันทีที่เดินออกจากจุดลงทะเบียน หยางเต๋อเป่าที่วิ่งไล่มา ก็หยุดอยู่ตรงหน้าลี่หรงกับสามี
สายตาของจ้าวชิงซงเย็นชา เขาใช้แขนข้างหนึ่งโอบไหล่ของลี่หรงไว้ แล้วถามเขาว่า “ยุวชนหยาง คุณมีอะไรหรือเปล่าครับ?”
หยางเต๋อเป่าไม่แม้แต่จะมองจ้าวชิงซง แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด เอาแต่มองลี่หรงด้วยรอยยิ้ม “เสี่ยวหรง ผมมีเรื่องจะบอกคุณครับ”
“ถ้ามีอะไรจะบอกก็บอกมาเลยค่ะ” ลี่หรงพูดอย่างหมดความอดทน
“นายช่วยหลีกทางไปก่อนได้ไหม?” นี่คือสิ่งที่หยางเต๋อเป่าพูดกับจ้าวชิงซง เขาไม่เรียกชื่อด้วยซ้ำ แถมน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
ลี่หรงหรี่ตาลง ก่อนจูงมือจ้าวชิงซงเดินออกไป “คุณมีเรื่องก็พูดมาเลยค่ะ เราสองคนเป็นสามีภรรยากัน”
หยางเต๋อเป่าถูกลี่หรงทำตัวเย็นชาใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็พลันรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงหัวใจ ไม่ใช่ว่าเขาใส่ใจลี่หรงมากนัก แต่เขา ยุวชนหยาง เติบโตมาท่ามกลางคนที่คอยเกรงใจ แม้ว่าเขาจะไปชนบท ทว่าก็ไม่มีใครกล้าทำให้ต้องอับอายขายหน้า
แต่ยิ่งลี่หรงประพฤติเช่นนี้ หยางเต๋อเป่ากลับรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขารีบขวางลี่หรงไว้ แล้วพูดต่อหน้าจ้าวชิงซง “เสี่ยวหรง แม่ของผมบอกว่าถึงคุณจะสอบไม่ผ่าน แต่ก็สามารถใช้เส้นสายช่วยให้คุณเข้าไปเรียนได้อยู่ดี ไม่ต้องกดดันมากเกินไปนะครับ”
คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง และมองไปยังจ้าวชิงซงด้วยความดูถูก
แสร้งเป็นคนดีเพื่อหวังผลงั้นเหรอ?
มุมปากของลี่หรงกระตุก “ไม่ต้องหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ แต่ฉันสอบผ่านด้วยตัวเองได้ ฝากขอบคุณคุณป้าด้วยค่ะ”
หยางเต๋อเป่าไม่เชื่อว่าเธอจะสอบผ่าน ลี่หรงที่มีนิสัยเกียจคร้านในความทรงจำของเขา จะตั้งใจอ่านหนังสือหนักขนาดนั้นได้ยังอย่างไรกัน?
ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอเลือกสอบเข้าเรียนวิชาเอกวิทยาศาสตร์ด้วย
นั่นยากยิ่งกว่าสาขาศิลปศาสตร์อีก
หยางเต๋อเป่าครุ่นคิดว่าเมื่อถึงเวลา ลี่หรงจะต้องมาขอความช่วยเหลือจากเขา
กำหนดสอบเข้ามหาวิทยาลัยคือปลายเดือนพฤศจิกายน
นี่เป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพียงครั้งเดียวในช่วงฤดูหนาว
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของที่นี่อยู่ทางภาคเหนือ ในตอนนี้หิมะแรกตกลงมาเร็ว อากาศข้างนอกหนาวเหน็บ
มือของผู้สมัครสอบกลายเป็นสีแดงด้วยความหนาวเย็น
จ้าวชิงซงเตรียมพร้อมแล้ว เขาเตรียมขวดน้ำร้อนให้ลี่หรงนำเข้าไปในห้องสอบด้วย
จ้าวชิงซงพูดด้วยเสียงแผ่วเบากว่าปกติ ลี่หรงรู้สึกได้ถึงความประหม่าของชายหนุ่ม เห็นได้ชัดว่าเธอเป็นคนที่ต้องเข้าห้องสอบ แล้วทำไมจ้าวชิงซงถึงรู้สึกกังวลมากกว่าเธออีกล่ะ?
ลี่หรงคลี่ยิ้ม พลันจับมือของจ้าวชิงซงไว้ ขณะปลอบใจเขา “อย่ากังวลเลยค่ะ คุณเครียดแบบนี้เดี๋ยวฉันก็พลอยเครียดไปด้วยนะคะ รอให้สอบเสร็จก่อน แล้วฉันค่อยกลับบ้านไปทำอาหารอร่อย ๆ ให้คุณกินนะคะ”
จ้าวชิงซงฉวยโอกาสตอนที่ไม่มีใครสนใจ หอมแก้มลี่หรงแล้วพูดว่า “ผมจะรอคุณครับ”
ห้องสอบอยู่ในสถานที่เดียวกับที่ลงทะเบียนไว้ในตอนแรก โต๊ะและเก้าอี้ด้านในถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ
ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน โต๊ะและเก้าอี้ ทั้งหมดก็ดูเหมือนจะเป็นของเก่าทั้งนั้น ลี่หรงคิดว่ามันคงเป็นของเก่าแก่ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน ที่เพิ่งถูกขุดออกมาใช้งานในตอนนี้
โต๊ะยาวมาก เหมาะสำหรับให้คนสามคนนั่งด้วยกันได้
แต่เนื่องจากเป็นการสอบ จำเป็นต้องป้องกันไม่ให้ผู้เข้าสอบทุจริต จึงมีผู้เข้าสอบเพียงสองคนนั่งคนละฝั่งของโต๊ะ โดยเว้นที่นั่งตรงกลางเอาไว้
ภาคเช้าของวันแรก สอบวิชาภาษาจีนก่อน
ลี่หรงอ่านคำถามทุกข้อ ก่อนพบว่าหลายคำถามเป็นสิ่งที่เธอเคยเห็นมาก่อน ที่สำคัญคือเธอจดจำที่อ่านมาได้เกือบทั้งหมด หญิงสาวจึงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก
เมื่อรู้สึกว่าภาษาจีนค่อนข้างง่าย เธอก็แอบยิ้ม แล้วเริ่มตอบคำถาม
ในมุมมองของลี่หรง หลักการที่สำคัญที่สุดของการสอบภาษาจีน คือผู้เข้าสอบจำเป็นต้องเขียนคำตอบลงไป แม้จะไม่ได้มั่นใจมากนักก็ตาม
เหมือนที่อาจารย์คนก่อนของเธอพูดไว้ มักมีหนึ่งประโยคสำคัญที่เชื่อมโยงกับคำถามเสมอ แล้วอาจารย์จะให้คะแนนถ้าเธอตอบประโยคนั้นถูก
ลี่หรงไม่รังเกียจที่จะเขียนตอบยาวเหยียด
เธอมีเวลาเหลือเฟือ จึงจงใจอธิบายคำตอบอย่างชัดเจน โดยหวังว่าอาจารย์จะให้คะแนนเธอบ้างเมื่อได้อ่านคำตอบนั้น
ค่อย ๆ เขียนไป ก็ย่อมได้ใช่ไหม?
ลี่หรงเขียนเสร็จแล้ว แต่ก่อนหมดเวลาสอบ เธอกลับไปตรวจทานคำตอบอีกครั้ง โดยส่วนใหญ่จะตรวจสอบคำผิด
จนกระทั่งเสียงกริ่งดังขึ้น ผู้คุมสอบก็เริ่มเรียกให้เอากระดาษคำตอบไปส่ง
จ้าวชิงซงรออยู่หน้าห้องสอบ เมื่อเขาเห็นลี่หรงออกมา ก็รีบเดินไปหา พลางเม้มริมฝีปากบาง แต่ไม่ได้ถามลี่หรงว่าสอบเป็นอย่างไรบ้าง เพียงพูดว่า “หิวรึยังครับ รีบกินข้าวเถอะครับ”
อากาศหนาวเย็นแบบนี้ แล้วกล่องข้าวที่บ้านมีเพียงกล่องที่ทำจากอะลูมิเนียมเคลือบ ซึ่งไม่สามารถเก็บความร้อนได้เลย พวกเขาจึงไม่นำอาหารมาจากบ้าน
จ้าวชิงซงเฝ้าดูอยู่นอกห้องสอบ ในช่วงเริ่มสอบ เขาก็ไปที่ร้านอาหารของรัฐเพื่อซื้ออาหารมาให้ลี่หรง
ตอนนี้อาหารจึงยังร้อนอยู่มาก เขาจูงมือลี่หรงพาไปหาที่นั่งข้างนอก เพื่อนั่งกินข้าวกลางวันกัน
ต้องบอกว่าการตัดสินใจของจ้าวชิงซงนั้นฉลาดจริง ๆ
ทันทีที่ผู้สมัครสอบออกจากห้องสอบ ก็ออกไปต่อแถวยาวที่ร้านอาหารของรัฐด้านนอก
ปกติแล้วผู้สมัครสอบเป็นยุวชนที่ไปอยู่ชนบท ทำให้ไม่ได้มากับคนรู้จัก พวกเขาจึงต้องไปซื้อข้าวที่ร้านอาหารของรัฐเอง
คนต่อแถวซื้ออาหารจากร้านอาหารของรัฐเยอะมาก
ลี่หรงเห็นแถวยาวดังนั้น แล้วนึกสงสัยว่าคนที่อยู่ท้ายแถวจะยังมีข้าวเหลือให้กินอยู่หรือไม่
หลังจากกินข้าวไปได้สองสามคำ ลี่หรงก็นึกขึ้นได้ว่าเธอเป็นคนเดียวที่กินอยู่ ในขณะที่จ้าวชิงซงเฝ้ามองจากด้านข้าง คอยคีบผักและยื่นน้ำให้เธอ
เขาทำตัวอย่างกับกำลังรับใช้เธออยู่ ลี่หรงคิดแล้วก็หัวเราะออกมา “คุณจะกินข้าวไหมคะ ไม่ต้องคอยรับใช้เหมือนฉันเป็นคุณหนูหรอกค่ะ ไม่ใช่ว่าฉันไม่มีมือนะคะ”
“ผมกินแล้วครับ” จ้าวชิงซงมองเธอด้วยสายตาอ่อนโยน “คุณเป็นคุณหนูของผม รีบกินเถอะครับ ถ้ายังไม่พอ เดี๋ยวผมจะไปซื้อเพิ่มให้เอง”
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว จ้าวชิงซงก็นำชามและตะเกียบที่เขายืมมาจากร้านอาหารของรัฐไปคืน
“เอิ้ก… อิ่มมากเลยค่ะ” ลี่หรงเรอ พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน