ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 83 โต๊ะใหญ่สองตัว
บทที่ 83 โต๊ะใหญ่สองตัว
จ้าวชิงซงกับซ่งเสี่ยวซานพูดคุยกันตามประสาผู้ชาย อย่างการเปลี่ยนแปลงของ ‘ตลาดเสรี’ ล่าสุด หรือวิธีการหาเงิน…
ส่วนลี่หรง ในฐานะภรรยาของจ้าวชิงซง ก็ต้องคอยพูดคุยกับภรรยาของรุ่นน้องสามี
เธอมองท้องของภรรยาซ่งเสี่ยวซาน “นี่ใกล้จะคลอดแล้วหรือเปล่าคะ?”
“ใช่ค่ะ กลางเดือนหน้า” ภรรยาของซ่งเซียวซานจับท้องตัวเอง
ทันทีที่ขึ้นเกวียนวัว เธอก็ไม่ได้ผูกอันอันไว้บนหลังอีกต่อไป
เมื่ออันอันเห็นท้องโตของภรรยาซ่งเสี่ยวซาน ก็รู้สึกว่าท้องแปลกมาก เขาจึงโน้มตัวยื่นมือออกไปแตะ
ลี่หรงรีบคว้ามือเล็ก ๆ ของอันอันไว้ได้อย่างรวดเร็ว แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไม่จับนะลูก”
“ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ อยากจับเหรอจ๊ะ?” ภรรยาของซ่งเสี่ยวซานคลี่ยิ้ม
เด็กน้อยโบกมือ “ไม่จับแล้ว… ไม่จับแล้วครับ” จากนั้นเขาก็โน้มตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของลี่หรงอย่างเชื่อฟัง
ลี่หรงถามว่า “อีกแค่ไม่กี่วันเองนี่คะ ทำไมถึงยังออกมาข้างนอกอีกล่ะ”
อีกไม่กี่วันก็จะถึงเดือนหน้าแล้ว แล้วกลางเดือนก็จะมาถึงภายในชั่วพริบตา
ลี่หรงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงให้หญิงท้องแก่ออกมาข้างนอก ท่ามกลางหิมะและอากาศหนาวเหน็บแบบนี้
“ผมพาเธอไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลมาน่ะครับ แล้วก็อยากถามว่าในโรงพยาบาลมีเตียงว่างไหม เราอยากให้คลอดลูกที่นั่นครับ” ซ่งเสี่ยวซานอธิบาย แต่หลังจากที่เขาพูดจบ สีหน้าของเขาก็กลายเป็นหงุดหงิดเล็กน้อย
จ้าวชิงซงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า เกิดเรื่องอะไรเหรอ?”
ขณะที่ซ่งเสี่ยวซานกำลังจะอ้าปากพูด ภรรยาของเขาก็ดึงแขนเสื้อเขาเบา ๆ
เขาเหลือบมองภรรยา ก่อนจะถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ช่างมันเถอะครับ ไม่มีอะไรหรอก”
“ถ้ามีอะไรก็พูดออกมาเถอะ พี่ชายของนายจะไม่ปล่อยให้นายพูดเปล่าประโยชน์หรอก” จ้าวชิงซงพูดด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ถ้าภรรยาของซ่งเสี่ยวซานไม่ได้อยู่ด้วย และไม่ต้องไว้หน้าน้องชายคนนี้ จ้าวชิงซงก็คิดอยากจะเตะเขาเสียด้วยซ้ำไป โทษฐานมัวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่ยอมบอก
ซ่งเสี่ยวซานกัดฟันพูด “โรงพยาบาลนั้นไม่รับคนไข้แล้วครับ พอถามว่ามีเตียงว่างไหมก็บอกว่าไม่มี ทั้ง ๆ ที่ตรงนั้นไม่เห็นมีคนยืนต่อแถวกันเลย”
จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว “ฉันจะให้คนไปช่วยถามให้นายพรุ่งนี้นะ”
“ได้เลยครับ ขอบคุณนะครับพี่ชิงซง” ซ่งเสี่ยวซานถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะเมื่อจ้าวชิงซงพูดแล้ว เขาจะทำตามคำพูดนั้นได้อย่างแน่นอน
ไม่มีทางกลับคำ เขามั่นใจในตัวพี่ชายคนนี้มาโดยตลอด
เกวียนวัวแล่นตรงไปที่บ้านสกุลจ้าว
เนื่องจากต้องเลี้ยงอาหารเย็นแขก เมื่อจ้าวชิงซงกลับถึงบ้าน เขาก็ไม่แม้แต่จะดื่มน้ำ หลังจากหาที่นั่งให้ซ่งเสี่ยวซานกับภรรยาแล้ว ก็รีบไปที่หมู่บ้านตระกูลหลี่ที่อยู่ถัดไปทันที
คิดไว้ว่าจะเชิญครอบครัวของจ้าวชิงหลิ่ว มารับประทานอาหารเย็นที่บ้านด้วยกัน
ส่วนลี่หรงที่ตระเตรียมอาหารอยู่ในครัว ขั้นแรกเธอใส่กระดูกลงไปต้มเพื่อทำน้ำซุป และต้องใช้เวลาในการเคี่ยวซุปกระดูกนาน
ภรรยาของซ่งเสี่ยวซานรู้สึกลำบากใจที่ต้องนั่งเฉยตลอดเวลา ทั้งที่ท้องโตขนาดนั้น แต่เธอก็ยังอยากเข้าไปช่วยลี่หรงในครัว
ลี่หรงตกใจมากจนอุทานว่า “อุ๊ย” แล้วรีบขวางเธอไว้ จากนั้นเรียกซ่งเสี่ยวซานให้มาพาเธอไปนั่งรอที่ห้องรับแขก
ซ่งเสี่ยวซานพยักหน้า แล้วพูดว่า “คุณไปเล่นกับอันอันเถอะ เดี๋ยวผมช่วยทางนี้เองนะครับ”
เขาช่วยประคองภรรยากลับไปยังห้องรับแขก และเมื่อเดินออกไปยังลานบ้าน ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ครอบครัวจ้าวที่เหลือบังเอิญกลับมาจากทำงานพอดี
ซ่งเสี่ยวซานแตะท้ายทอยตัวเองแก้เก้อ แล้วทักทายครอบครัวจ้าวทีละคน
คนอื่น ๆ ต่างก็พยักหน้าให้เป็นการทักทาย
แม่จ้าวไม่ได้เจอซ่งเสี่ยวซานมานานแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เจอคือตอนที่เขาแต่งงาน
เมื่อเห็นเขาตอนนี้ ก็นึกในใจว่าซ่งเสี่ยวซานดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมแล้ว
แม่จ้าวมองว่าซ่งเสี่ยวซานเหมือนเป็นลูกชายอีกคนของเธอ เมื่อเห็นว่าเขาเปลี่ยนไปมาก เธอจึงมองซ่งเสี่ยวซานด้วยความโล่งใจ “เอ๊ะ! เสี่ยวซาน ทำไมวันนี้ถึงว่างมาที่นี่ล่ะ?”
“พี่ชิงซงชวนพวกเรามาทานอาหารเย็นครับ” ซ่งเสี่ยวซานชี้ไปในบ้าน “ภรรยาของผมก็มาด้วยครับ กำลังเล่นกับอันอันอยู่ข้างใน”
“อ๋อ งั้นอยู่กินข้าวด้วยกันเลยเถอะนะ”
“ครับ ได้ยินมาว่าพี่สะใภ้ของผมสอบได้อันดับที่สอง พี่ชิงซงดีใจมากเลยครับ” ซ่งเสี่ยวซานพูดอย่างมีความสุข
“จริงเหรอ? อันดับสอง เก่งมากเลยนะเนี่ย” แม่จ้าวจับแขนพ่อจ้าว “คุณ นี่ฉันหูฝาดไปหรือเปล่า?”
ความดีใจปรากฏบนใบหน้าที่มักจะเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลาของพ่อจ้าว “ได้ยินถูกแล้วล่ะ ตระกูลจ้าวของเรามีนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว!”
เมื่อได้ยินข่าว เหอซิ่งกับจ้าวชิงหยางต่างก็ยินดีกับลี่หรงด้วยเช่นกัน
ลี่หรงที่อยู่ในครัวได้ยินเสียง เธอยังคงถือผักอยู่ในมือ ขณะเดินไปที่ประตูห้องครัว แล้วพูดเสียงดัง “แม่คะ พ่อคะ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ต้องทำกับข้าวแล้วนะคะ หนูทำไว้หมดแล้วค่ะ เดี๋ยวพวกเรามากินข้าวด้วยกันนะคะ”
“เยี่ยมมากเลยจ้ะ” แม่จ้าวยิ้มกว้างจนริ้วรอยปรากฏบนใบหน้า เธอพับแขนเสื้อขึ้น แล้วพูดว่า “แม่ไปช่วยทำกับข้าวก่อนนะ”
เหอซิ่งแทบจะรอไม่ไหว เธอก็พูดว่า “ไปด้วยค่ะ”
ผู้หญิงสามคนอยู่ในครัว ซ่งเสี่ยวซานจึงถูกไล่ออกมา ไม่จำเป็นต้องอยู่ช่วยแล้ว
เขายกมือเกาท้ายทอยตัวเองแก้เขิน “อย่างนั้นก็ได้ครับ”
ลี่หรงซื้อผักมามากมาย เดิมทีเธอตั้งใจจะทำอาหารเลี้ยงคนไม่น้อยกว่าสิบคน จึงต้องใช้เวลาในการเตรียมผักนานหน่อย
เมื่ออาหารเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ในที่สุดจ้าวชิงซงก็กลับมา
ครอบครัวของจ้าวชิงหลิ่วก็กลับมาถึงพร้อมกัน
จ้าวชิงหลิ่วรู้ว่าลี่หรงและคนอื่น ๆ กำลังยุ่งอยู่ในครัว เธอจึงรีบล้างมือ แล้วเข้าไปช่วยงานในครัว
จ้าวชิงซงเดินเข้าไปในห้องครัวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เตรียมท่าจะหยิบทัพพีในมือของลี่หรง “คุณไปพักบ้างเถอะครับ วันนี้คุณเป็นเจ้าภาพงาน ผมปล่อยให้คุณทำอาหารไม่ได้หรอกครับ”
“เมื่อกี้แม่เองก็เพิ่งบอกไปเหมือนกัน” แม่จ้าวกล่าวเสริมคำพูดของจ้าวชิงซง
ลี่หรงหลบมือของจ้าวชิงซง “ฉันเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นคุณต้องเชื่อฟังฉันนะคะ ฉันมีความสุขที่ได้ทำอาหาร คุณปล่อยให้ฉันทำเถอะนะคะ คุณเองก็ไปคุยกับพวกผู้ใหญ่เถอะ จะมาซ่อนตัวอยู่ในครัวได้ยังไงกัน”
แม่จ้าวกับคนอื่น ๆ หัวเราะเมื่อได้ยินดังนั้น จ้าวชิงซงเองก็มีวันแบบนี้เช่นกัน
ต่อหน้าผู้หญิงทุกคนในครอบครัว จ้าวชิงซงไม่รู้สึกอายเมื่อได้ยินภรรยาพูดแบบนี้ เขาเพียงแค่ยกกำปั้นขึ้นแตะจมูกตัวเองก่อนเดินจากไป
จ้าวชิงหลิ่วกลืนน้ำลาย แล้วพูดกับลี่หรง “ตอนที่กำลังจะทำกับข้าว พี่เห็นเจ้ารองเดินมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมากเลยล่ะ เขาบอกว่าเธอสอบได้อันดับที่สอง ก็เลยเรียกให้พวกพี่มากินอาหารเย็นด้วยกัน”
ลี่หรงยิ้ม “จ้าวชิงซงเก็บความลับไม่อยู่เลยนะคะ”
“เธอเก่งมากเลยนะ สอบได้ตั้งอันดับสอง ด้วยอันดับนี้สามารถเข้าเรียนในมหามหาวิทยาลัยที่ดีได้แน่นอน” จ้าวชิงหลิ่วพูดด้วยสีหน้ามีความหวัง “หลังปีใหม่ ฉันก็ว่าจะส่งเหอฮวาไปเรียนเหมือนกัน”
เหอซิ่งยังกล่าวอีกว่า “น้องสะใภ้เก่งมากเลยนะ ส่วนต้าหนิวที่เรียนหนังสืออยู่ มาตอนนี้สอบตกซะแล้วล่ะ”
ลี่หรงกล่าวว่า “ถ้าต้าหนิวไม่เข้าใจการบ้านตรงไหน ก็มาถามฉันได้เลยนะคะ”
เธอไม่เคยคิดจะสอนต้าหนิวมาก่อน เพราะเหอซิ่งไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย และไม่มีใครพูดถึงด้วย ลี่หรงจึงไม่คิดว่าเด็กชายจะเป็นแบบนี้
“ได้เลยจ้ะ” เหอซิ่งดีใจ
ลี่หรงซื้อเนื้อกระต่ายจากร้านสหกรณ์มาเยอะมาก ก่อนแบ่งเพื่อทำเป็นอาหารสองอย่าง อย่างหนึ่งตุ๋น อีกอย่างไว้ผัดพริก
ตุ๋นซีอิ๊วเพื่อให้เด็ก ๆ กินได้
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ลี่หรงก็นึกถึงสิ่งที่ลูกพูดตอนอยู่ที่ร้านสหกรณ์วันนี้ เขาบอกว่าจะไม่กินกระต่าย
เธอเล่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเอ็นดูนี้ให้แม่จ้าวและคนอื่น ๆ ฟัง
เหอซิ่งยิ้ม “เด็ก ๆ ไม่กินกระต่าย เพราะเห็นว่ามันน่ารัก แต่ถ้าทำเสร็จแล้วเอาไปให้กิน พวกเขาก็อาจจะไม่รู้ เพราะว่ารสชาติมันก็อร่อยเหมือน ๆ กันนั่นแหละนะ”
ลี่หรงพยักหน้า “ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันค่ะ”
ฤดูหนาวผักหายาก ลี่หรงจึงทำผัดฟักเขียวกับผัดมันฝรั่งเส้น
ที่เหลือก็เป็นอาหารจานเนื้อเป็นหลัก
มีหลายคนมาร่วมกินข้าวกัน จึงต้องแบ่งเป็นสองโต๊ะ
จ้าวชิงซงจัดโต๊ะในห้องรับแขก แล้วอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟทีละจานจนเต็มโต๊ะ
หลี่ต้าไห่ถึงกับอุทาน “มื้อนี้หากินได้ยากจริง ๆ เดี๋ยวผมจะกินข้าวสองชามไปเลย”
ลี่หรงยิ้ม “พี่เขยต้องกินเยอะ ๆ เลยนะคะ!”
จ้าวชิงหลิ่วหัวเราะ “ไม่ต้องบอกหรอกจ้ะ ปกติพี่เขยเธอก็กินเยอะอยู่แล้ว!”
“ที่รัก!” ใบหน้าของหลี่ต้าไห่เปลี่ยนเป็นสีแดง