ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 82 พบกับซ่งเสี่ยวซาน
บทที่ 82 พบกับซ่งเสี่ยวซาน
ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองประกาศอีกครั้ง แล้วเห็นว่าคะแนนอันดับสามเป็นสองร้อยเก้าสิบ ซึ่งต่างกันเพียงไม่กี่คะแนน
ส่วนอันดับที่สี่ก็ราวสองร้อยเก้าสิบคะแนนเหมือนกัน ดูเหมือนว่าการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเจ็ดจะยากจริง ๆ
ลี่หรงไม่ได้อ่านหนังสืออีกต่อไป
เธอรู้สึกค่อนข้างมั่นใจมากว่าตัวเองจะได้เข้าไป ทำให้เธอแทบจะคุมความตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ หญิงสาวหอมแก้มของเด็กน้อยหลายครั้ง “ไปกันเถอะ แม่จะพาไปซื้อของนะ”
ทันทีที่เธอหันหลังเตรียมจะออกไป เธอก็ได้พบกับ ‘คนรู้จัก’ สองสามคน
ลี่หรงอารมณ์ดี ทักทายคนเหล่านั้นด้วยสีหน้าร่าเริง “หัวหน้ายุวชนหู มาดูผลสอบเหรอคะ?”
หูเสวียป๋อรวมถึงเหล่ายุวชนคนอื่น ต่างก็รีบมุ่งหน้ามาที่นี่ทันที หลังจากได้ยินข่าวว่าประกาศผลสอบแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเขามาช้ากว่าลี่หรง เพราะว่าต้องรอรถประจำทาง
หูเสวียป๋ออายุมากกว่าลี่หรงกว่าสิบปี เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มยุวชนกลุ่มแรกที่มาใช้ชีวิตในชนบท
สายตาของเขายากจะคาดเดา เมื่อดูจากสีหน้าของลี่หรง เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงทำคะแนนสอบออกมาได้ดี หูเสวียป๋อจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ยุวชนลี่ ดูผลสอบเสร็จแล้วเหรอครับ?”
“ดูแล้วค่ะ” ลี่หรงยิ้มกว้าง “พวกคุณยังไม่ได้ดูสินะคะ ฉันจะพาอันอันไปซื้อของที่ร้านสหกรณ์ก่อน พวกคุณไปดูกันได้เลยค่ะ”
พูดจบ เธอก็เดินออกไปด้านข้าง หลีกทางให้หูเสวียป๋อและคนอื่น ๆ เดินเข้าไป
หูเสวียป๋ออยากจะถามลี่หรงว่าผลสอบของเธอเป็นอย่างไรบ้าง ทว่าเขาก็อยากรู้ผลสอบของตัวเองมากกว่า ทำให้เขากับยุวชนหลายคนเบียดเสียดกันไปเข้าแถวเพื่อดูผลสอบ
เมื่อดูผลสอบ แล้วเห็นว่ารายชื่อคนสอบได้ที่สองคือลี่หรง เขาก็แทบไม่เชื่อสายตา ได้แต่จ้องมองอยู่ราวสองสามวินาที จากนั้นก็เห็นคำว่าหมู่บ้านต้าเจียง เขาแทบไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ
เขาตกตะลึง เมื่อได้สติก็หันมองไปข้างนอกฝูงชน เห็นลี่หรงกำลังมัดลูกน้อยไว้บนหลัง เตรียมจะขี่จักรยานออกไป
ไม่น่าแปลกใจที่เธอดูมีความสุขมากขนาดนั้น
ยุวชนคนอื่น ๆ ก็เห็นแล้วเช่นกัน หลายคนมองหน้ากัน บางคนถอนหายใจ แล้วพูดว่า “คิดไม่ถึงเลยว่ายุวชนลี่จะทำได้ดีขนาดนี้”
ทันทีที่ลี่หรงปั่นจักรยาน จ้าวชิงซงก็ปรากฏตัวขึ้น เมื่อเห็นเขา ลี่หรงก็รีบจอดจักรยานอย่างรวดเร็ว “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะคะ?”
“ได้ยินมาว่าผลสอบออกแล้ว ผมไม่รู้ว่าคุณจะออกมาดูหรือเปล่า บังเอิญว่าผมเข้าไปทำธุระในตัวเมือง ก็เลยแวะเข้ามาดูหน่อยครับ พลางคิดว่าถ้าคุณไม่มาดูผลสอบ คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่เลยครับ” จ้าวชิงซงตอบ
เมื่อเด็กน้อยได้ยินเสียงพ่อ เขาก็เงยหน้าขึ้น โบกมือแล้วตะโกนเรียกว่า “พ่อ”
“ว่าไงครับลูก” จ้าวชิงซงตอบกลับ พลางเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อย แล้วถามลี่หรงว่า “คุณดูผลสอบแล้วเหรอครับ?”
“ใช่ค่ะ!” ลี่หรงพยักหน้า
“ได้คะแนนดีมากเลยใช่ไหมครับ?” จ้าวชิงซงเดา
ลี่หรงคลี่ยิ้ม แล้วยกคางเรียวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ “ได้อันดับสองค่ะ! สามร้อยห้าสิบหกคะแนน!”
ราวกับว่าจะให้จ้าวชิงซงรู้ชัดเจนขึ้น ว่าคะแนนนี้ยอดเยี่ยมแค่ไหน เธอจึงกล่าวเสริม “อันดับหนึ่งได้คะแนนสามร้อยหกสิบคะแนน ส่วนอันดับสามที่ตามหลังฉัน ได้มากกว่าสองร้อยคะแนนค่ะ”
จ้าวชิงซงไม่เข้าใจเรื่องอันดับเลยจริง ๆ แต่เมื่อเขาได้ยินลี่หรงบอกว่าเธอได้เป็นอันดับสอง เขาก็รู้ว่าภรรยาทำคะแนนได้ดี
เขาจับมือของลี่หรง แล้วพูดด้วยความดีใจ “ไปกันเถอะครับ ผมจะพาคุณไปร้านสหกรณ์”
เพื่อให้พ่อและแม่รู้ว่ามีเจ้าตัวเล็กอยู่ตรงนี้อีกคน เด็กน้อยจึงเรียกพ่ออีกครั้ง
จ้าวชิงซงเหลือบมองเขา แล้วพูดกับลี่หรง “วางเขาลงเถอะครับ ผมจะอุ้มเขาไปเอง”
ลี่หรงนึกขึ้นได้ว่า ที่จ้าวชิงซงเพิ่งบอกว่าเขาเข้าไปทำธุระในตัวเมือง จึงกลัวว่าตนเองจะทำให้ธุระของสามีล่าช้าหรือเปล่า เธอจึงไม่ได้ปลดผ้าออกทันที แต่ถามเขาว่า “คุณทำธุระเสร็จแล้วเหรอคะ?”
“เกือบเสร็จแล้วครับ ตอนนี้ผมไม่ต้องทำอะไรแล้ว ไปเถอะครับ ผมจะพาคุณไปซื้อของที่ร้านสหกรณ์”
ลี่หรงปลดผ้าที่ผูกเด็กน้อยติดหลังออก แล้วให้จ้าวชิงซงอุ้มอันอันไว้ในอ้อมแขน จากนั้นเธอก็ค่อย ๆ ขี่จักรยานไปยังร้านสหกรณ์ ขณะที่เขาเดินเคียงข้าง
ลี่หรงทำคะแนนได้สูงขนาดนี้ เป็นเรื่องน่ายินดีมาก
ถ้าเธอไม่ว่าอะไร จ้าวชิงซงก็อยากดื่มฉลองเสียด้วยซ้ำ
พวกเขาเดินเที่ยวร้านสหกรณ์ ซื้อผักผลไม้และขนมจำนวนหนึ่ง แน่นอนว่ามีแอปเปิลด้วย จากนั้นจึงถามราคากับพนักงานขาย แล้วจ้าวชิงซงก็หยิบตั๋วออกมาซื้อไปหลายกิโลกรัมทันที
เด็กน้อยถูกลี่หรงพาเดินเที่ยวไปรอบ ๆ ร้านสหกรณ์ อย่างว่าง่าย แม้ว่าพ่อและแม่จะเดินซื้อของมาทั้งวันแล้วก็ตาม
แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะลี่หรงให้ลูกอมเขา
ไม่ว่าอันอันจะเห็นอะไร เขาก็ยังอยู่ในอ้อมแขนของจ้าวชิงซง สักพักเด็กน้อยก็ยกนิ้วเล็ก ๆ ชี้ไปยังจุดหนึ่ง แล้วหัวเราะ: “ฮิ ฮิ! กุ๊กกุ๊ก …”
ก้าบก้าบคือเป็ด กุ๊กกุ๊กคือไก่
เมื่อเด็กต้องจดจำสัตว์ต่าง ๆ ก็มักจะจำเสียงร้องได้ดีเป็นพิเศษ
“นั่นอะไรครับ” คนตัวเล็กชี้ไปยังกระต่ายที่นอนเงียบอยู่
ลี่หรงหันไปมอง แล้วเห็นว่ามันเป็นกระต่ายเนื้อตัวสีขาว เธออธิบายให้ลูกน้อยฟัง “มันคือกระต่ายน้อยจ้ะ”
“กระต่าย… น้อย?”
“ใช่จ้ะ” ลี่หรงพูดด้วยรอยยิ้ม “คืนนี้ให้อันอันกินกระต่ายดีกว่า”
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นกระต่ายในช่วงกลางฤดูหนาว
ลี่หรงไม่ได้กินมานานแล้ว เธอจำได้ว่าเคยซื้อมาทำอาหารหลายอย่าง ทั้งเนื้อกระต่ายตุ๋นและเนื้อกระต่ายผัดพริก เพียงแค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว
“ไม่เอาครับ!” เจ้าตัวเล็กรีบพูด “อันอันไม่กินกระต่าย”
ลี่หรงยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก เพราะต่อให้ซื้อมาทำอาหาร เด็กน้อยก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองได้กินมันไปแล้ว
แต่แม้ว่าเธอจะอยาก ‘ขัดใจลูก’ แต่ก็จะไม่ทำต่อหน้า
เธอมองจ้าวชิงซง ก่อนส่งสัญญาณให้เขาพาลูกเดินไปข้างหน้าก่อน ชายหนุ่มพยักหน้า แล้วอุ้มเด็กน้อยไปดูปลาแทน
ลี่หรงบอกให้พนักงานขายชั่งน้ำหนักเนื้อกระต่ายหลายกิโลกรัมให้ เธอเลือกแบบที่ถลกหนังเรียบร้อยแล้ว เพียงแค่นำกลับบ้านไปล้าง ก็สามารถทำอาหารได้เลย
เป็นเรื่องบังเอิญที่เมื่อสามคนพ่อแม่ลูกเดินออกจากร้านสหกรณ์ ที่ได้พบกับซ่งเสี่ยวซานและภรรยาของเขา ภรรยาของเขาท้องใหญ่มาก ดูเหมือนว่าเธอใกล้จะคลอดแล้ว
เมื่อเห็นจ้าวชิงซง ซ่งเสี่ยวซานก็ไม่อาจซ่อนความดีใจได้ รีบตะโกนทันที “พี่ชิงซง พี่สะใภ้ โอ้โห! หลานชายตัวน้อยก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ?”
ลี่หรงกับภรรยารีบทักทายตอบ ลี่หรงสะกิดอันอัน แล้วพูดว่า “บอกสิจ๊ะนี่ใครเอ่ย”
เด็กน้อยจำหน้าซ่งเสี่ยวซานได้ แต่จำชื่อเขาไม่ได้ เมื่อลี่หรงบอกให้เขาเรียก เด็กน้อยก็ตะโกนเสียงดังว่า “อา… กับอาสะใภ้ …”
“ว่าไงเด็กน้อย” ซ่งเสี่ยวซานลูบหัวเด็กน้อย ส่วนภรรยาของเขา อาจเป็นเพราะเธอเป็นแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ จึงอุทานว่า “โถ่…” ด้วยสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความเอ็นดู
“พี่ซื้อของเสร็จแล้วเหรอครับ?” ซ่งเสี่ยวซานถาม
“อืม เตรียมตัวจะกลับกันแล้ว นายยังไม่ได้ซื้ออะไรเลยใช่ไหม?” จ้าวชิงซงเหลือบมองเกวียนวัวของพวกเขา ยังไม่มีอะไรอยู่บนนั้น
“กำลังจะซื้อครับ พวกเราเพิ่งออกมาจากโรงพยาบาล”
“ไม่ต้องซื้อแล้ว ไปกินอาหารเย็นที่บ้านฉันกันเถอะ” จ้าวชิงซงชวน
“ทำแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะครับ” ซ่งเสี่ยวซานรีบปฏิเสธ
“บอกให้มานายก็มาเถอะน่า พี่น้องของฉันก็มารวมตัวกันด้วย” จ้าวชิงซงพูดด้วยรอยยิ้มที่หาได้ยากบนใบหน้าของเขา “วันนี้พี่สะใภ้ของนายไปดูผลสอบมา ปรากฏว่าสอบได้อันดับสองเลยนะ พวกเรามากินข้าวฉลองด้วยกันเถอะ”
“จริงเหรอครับ?” ซ่งเซียวชานแทบจะกระโดดตัวลอย “ต่อจากนี้ไป พี่สะใภ้ของผมจะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่รัก เราจะไปกันไหมครับ?”
ภรรยาของเขายิ้ม แล้วตอบว่า “ไปสิคะ ดื่มฉลองให้นักศึกษามหาวิทยาลัย ในอนาคตก็อาจจะได้ดื่มฉลองให้ลูกด้วย”
เดิมทีลี่หรงวางแผนจะขี่จักรยานแบกวัตถุดิบมากมาย แล้วให้จ้าวชิงซงเดินอุ้มลูกไป
ตอนนี้พวกเขาชวนซ่งเสี่ยวซานให้ไปร่วมกินข้าวด้วยกัน ซ่งเสี่ยวซานและภรรยานำเทียมเกวียนวัวมา ครอบครัวของลี่หรงจึงแบกจักรยานขึ้นไปไว้บนเกวียนแทน
เกวียนเดินทางกลับสู่หมู่บ้าน
แม้หิมะขาวโพลนจะปกคลุมบนพื้น แต่ที่ล้อเกวียนมีรอยไว้ยึดพื้นอยู่ ทำให้ไม่ลื่นเลย
อากาศแจ่มใส ไร้ซึ่งลมและแสงแดดจ้า
ใช้เวลานานกว่าจะกลับถึงหมู่บ้าน ทว่าบนเกวียนนั้นไม่เงียบเหงาอย่างแน่นอน
……………………………………………………………………………………………………………………..
ENOIIOT2