ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 89 ซูหลี
บทที่ 89 ซูหลี
ภายในรถไฟค่อนข้างเงียบ
เด็กน้อยเริ่มรู้สึกง่วง จ้าวชิงซงจึงอุ้มลูกให้นอนบนตักของเขา
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น
เสียงในรถไฟก็ค่อย ๆ ดังขึ้น มีทั้งเสียงคนพูดคุยกันขณะกินข้าว เสียงตะโกนขายของและอีกมากมาย
ในช่วงที่มีเสียงดังนี้เอง ที่ลี่หรงลืมตาตื่นขึ้นมา เธอยังคงสะลึมสะลืออยู่เล็กน้อย ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะตื่นตัว
อันอันนั่งข้างเธอ เมื่อเห็นผู้เป็นแม่ลืมตาดังนั้นก็หัวเราะชอบใจ
ลี่หรงกลับมามีสติอีกครั้ง เมื่อเห็นหน้าขาวอ้วนท้วนของเด็กน้อย หัวใจเธอก็อ่อนโยนลง พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งหลังจากตื่นนอน “ลูกรัก พ่อไปไหนแล้วล่ะ?”
“พ่อไปเอาน้ำครับ”
ทันทีที่อันอันพูดจบ จ้าวชิงซงก็กลับมาพอดี
“ตื่นแล้วเหรอครับ?” เขาเหลือบมองลี่หรง แล้วพูดว่า “มีคนเข้าแถวตักน้ำกันเยอะมาก เลยต้องต่อแถวอยู่สักพักเลย คุณหิวไหม ลุกมากินอะไรหน่อยจะดีกว่านะครับ”
จ้าวชิงซงชงนมมอลต์ให้เธอหนึ่งแก้ว ก่อนหยิบขนมกับหมั่นโถวออกมาจากกล่องอาหารกลางวัน แล้ววางลงบนโต๊ะตัวเล็ก
หมั่นโถวน้ำตาลทรายแดงมีกลิ่นหอมมาก เพียงได้กลิ่นก็น้ำลายสอแล้ว
ลี่หรงกินขนมโก๋ถั่วเขียวหนึ่งชิ้น แล้วดื่มนมมอลต์ตามไป ทำให้หญิงสาวอิ่มท้องได้ดีมาก
เจ้าตัวเล็กแทะหมั่นโถวในมือ
จ้าวชิงซงกลัวว่าเขาจะสำลัก จึงเฝ้าดูลูกไม่ให้คลาดสายตา และคอยป้อนน้ำเป็นพัก ๆ ให้เขาด้วย
ครอบครัวหนึ่งที่มีลูกสามคน พวกเขากินขนมปังข้าวโพดนึ่งกับผักดอง
เด็กคนโตสุดนั่งกินเงียบ ๆ ในขณะที่เด็กอีกสองคนมองอันอัน พลางกลืนน้ำลาย
ลูกคนเล็กดูเหมือนจะอายุสามหรือสี่ขวบ เขาร้องไห้แล้วพูดกับแม่ของเขาว่า “แม่ครับ ผมก็อยากกินหมั่นโถวด้วย ฮือ ฮือ”
ผู้หญิงคนนั้นไม่สนใจ เด็กจึงยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้น และถึงกับลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้นด้วยไม่พอใจ
ผู้หญิงคนนั้นดุเขา ด้วยสีหน้าเหมือนเจ้าหนี้หน้าเลือด แล้วพูดว่า “ถ้าลูกอยากกินก็ไปขอเองสิ”
แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จ้าวชิงซงจะให้ มีเด็กตั้งสามคน ต้องให้กี่ลูกถึงจะพอ
เขากล่าวว่า “ลูกละสามเหมาครับ”
เด็กน้อยมองผู้เป็นแม่ด้วยสายตากระตือรือร้น ทว่าสีหน้าของเธอเปลี่ยนไป ก่อนพูดอย่างประชดประชัน “ลูกละสามเหมาเลยเหรอ? ราคาเท่าหมูครึ่งจินขนาดนี้ คิดจะขูดรีดกันชัด ๆ เก็บไว้กินเองเถอะค่ะ”
เธอดึงเด็กน้อยกลับไป แล้วยัดขนมปังข้าวโพดนึ่งใส่มือของเขา “ลูกจะกินหรือไม่กินก็ตามใจ”
เด็กน้อยไม่อยากกินขนมปังข้าวโพดนึ่งในมือ ก่อนจะร้องไห้จ้าอีกครั้ง
บางทีอาจเป็นเพราะลี่หรงเป็นแม่คนแล้ว จึงทนดูไม่ไหว คิดจะแบ่งให้เด็ก ๆ บ้านนั้นบ้าง แต่จ้าวชิงซงกลับส่งสายตาเป็นนัยว่าเธอไม่ต้องสนใจ
ในที่สุดลี่หรงก็หยุดคิดเรื่องนี้
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากชั้นบน “ฉันจะให้คุณสามเหมา ขอให้ฉันลูกหนึ่งค่ะ”
ลี่หรงมองตามเสียงนั้น แล้วเห็นว่าเป็นเด็กสาวที่นอนอยู่ชั้นบน
จ้าวชิงซงเหลือบมองลี่หรง
หากนี่เป็นสถานการณ์ปกติ และไม่มีครอบครัวนั้นอยู่ใกล้ ๆ ลี่หรงก็คงจะให้เธอไปลูกหนึ่งโดยไม่คิดเงิน
ทว่าในตอนนี้เห็นว่าจะทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะพวกเขาพูดเรื่องราคาออกไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะพูดประชดประชันแบบไหนขึ้นมาอีก
ลี่หรงหยิบหมั่นโถวมาห่อด้วยกระดาษมัน ก่อนยื่นให้หญิงสาวเตียงบน เธอจ่ายเงินให้ลี่หรง แล้วพูดว่า “ขอบคุณค่ะ”
เด็กสาวคนนั้นดูรุ่นราวคราวเดียวกับลี่หรง เมื่อลี่หรงถามเรื่องอายุ ก็ปรากฏว่าเธออายุน้อยกว่าลี่หรงเพียงหนึ่งปีเท่านั้น
“คุณเป็นยุวชนที่จะกลับไปเรียนในเมืองหรือเปล่าคะ?” ลี่หรงถาม
จากคำพูดคำจาและเสื้อผ้าของหญิงสาว ก็บอกได้ไม่ยากว่าเธอเป็นยุวชน
หญิงสาวพยักหน้า หมั่นโถวที่ลี่หรงขายให้เธอนั้นหอมหวาน อร่อยมาก เธอรู้สึกถูกชะตากับลี่หรงทันที
เธอพูดว่า “ฉันไปชนบทในปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบห้า ตอนนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็เลยพร้อมที่จะกลับไปเรียนอีกครั้งแล้วค่ะ ฉันชื่อซูหลี คุณล่ะคะ จะไปเข้ามหาวิทยาลัยด้วยหรือเปล่า?”
ขณะที่เธอพูด เธอก็มองจ้าวชิงซงไปด้วย เธอรู้สึกว่าทั้งคู่น่าจะกำลังจะไปเรียนมหาวิทยาลัย
ลี่หรงพยักหน้า “ใช่ค่ะ ฉันชื่อลี่หรง นั่นคือสามีของฉัน จ้าวชิงซง กับลูกชายของฉัน อันอัน พวกเขาตามไปอยู่ในเมืองด้วยระหว่างที่ฉันไปเรียนหนังสือค่ะ แล้วคุณจะไปลงที่ไหนคะ?”
“ฉันไปถึงสถานีปลายทางเลยค่ะ”
สถานีปลายทางคือเมืองหลวง
ดวงตาของลี่หรงเป็นประกาย “คุณก็เรียนอยู่ในเมืองหลวงด้วยเหรอคะ มหาวิทยาลัยไหนคะ?”
“คุณก็เหมือนกันเหรอคะ?” หญิงสาวดูกระตือรือร้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปะ คุณล่ะคะ?”
ลี่หรงยิ้ม “ฉันเรียนมหาวิทยาลัยชิงหัวค่ะ”
“น่าทึ่งมากเลยค่ะ” เด็กสาวพูดด้วยความชื่นชม ดวงตาเบิกกว้างฉายแววชื่นชม “ฉันได้ยินมาว่ามีแค่สองคนในมณฑล H ที่ได้ไปชิงเป่ย คนแรกไปมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ส่วนคนที่สองไปมหาวิทยาลัยชิงหัว คุณคือคนที่สอบได้อันดับสองใช่ไหมคะ? ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ พี่สาวระดับหัวกะทิ”
แม่ลูกสามนั่งฟังนักศึกษาทั้งสองคุยกัน เธอนิ่งเงียบ ไม่กล้าส่งเสียงดัง
คงเป็นเพราะนอนไปแล้วในตอนบ่าย ทุกคนในรถไฟจึงกระปรี้กระเปร่าในตอนกลางคืน
แม้ในเวลากลางคืน ผู้โดยสารต่างพูดคุยกัน เกิดเสียงดังขึ้น
ซูหลีลงจากเตียงชั้นบนมานั่งข้างลี่หรง เพื่อพูดคุยกัน
“ไม่คิดเลยว่าคุณไปอยู่ชนบทแล้วจะมีลูก เขาดูสมบูรณ์น่ารักมากเลยนะคะ” เธอมองอันอันด้วยความเอ็นดู
เด็กน้อยเขินอายมาก หลังจากได้รับคำชมจากพี่สาวคนสวย เขาก็ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของลี่หรง พลางยิ้มกว้าง
ซูหลีถือว่าเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เท่ากับลี่หรง
ตอนที่ลี่หรงเข้ามาอยู่ในร่างนี้ เธอก็ชื่นชมรูปร่างหน้าตาของเจ้าของร่างเดิมอยู่นาน
ถือว่ามีความสวยเหนือกว่ามาก
ซูหลีกล่าวชมลี่หรงหลายครั้ง แล้วถามว่า “ทั้ง ๆ ที่คุณมีลูกแล้ว แต่ทำไมผิวพรรณยังดูชุ่มชื้นมากขนาดนี้ล่ะคะ ฉันทำงานกลางแจ้งตลอดทั้งวัน แล้วอากาศในเมือง H ก็แห้งมาก หน้าฉันเลยขาดน้ำจนผิวแห้งแตกเป็นขุยเลยค่ะ”
“อาจจะเป็นเพราะฉันไม่ต้องทำงานกลางแจ้ง แล้วก็ทาครีมบำรุงทุกวันค่ะ” ลี่หรงกล่าว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลี่หรงรู้สึกเหมือนเพิ่งได้พูดคุยกับเพื่อนเป็นครั้งแรก เพราะเมื่อก่อนเธอกับเหอซิ่ง ก็ยังมีช่องว่างระหว่างวัยกันอยู่
ดังนั้นไม่ว่าซูหลีถามอะไร เธอก็จะตอบทุกอย่าง
ซูหลีพูดว่า “ฉันก็ทาครีมเหมือนกัน แต่ผิวก็ยังแห้งอยู่ค่ะ เฮ้อ …”
“จะว่าไปแล้ว ยุวชนในชนบทที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะกลับบ้านกันก่อนปีใหม่ พอหลังปีใหม่ก็รอไปมหาวิทยาลัยอยู่ที่บ้าน แล้วทำไมคุณถึงเพิ่งกลับไปตอนนี้ล่ะคะ?” ลี่หรงถาม
ซูหลีบุ้ยปาก แล้วพูดว่า “แค่อารมณ์เสียเพราะเรื่องที่บ้านน่ะค่ะ ก็เลยอยากกลับไปทีหลัง พวกเขาจะได้คิดถึงฉันมากกว่าเดิมไง”
ลี่หรงยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก ซูหลีน่าจะเป็นเด็กที่ได้รับการเอาอกเอาใจมากที่สุดในครอบครัว สามารถบอกได้จากอุปนิสัยของเธอ
เดิมทีลี่หรงคิดว่าซูหลีเป็นคนเงียบ ๆ ชอบเก็บตัว ไม่คาดคิดว่าเธอจะอยู่คุยด้วยจนดึกดื่น
ในที่สุดจ้าวชิงซงก็ขัดจังหวะการสนทนาของพวกเธอ แล้วบอกให้ลี่หรงรีบเข้านอนตอนที่รถไฟยังเงียบอยู่
ลี่หรงเหลือบมองนาฬิกา เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว
ใบหน้าของซูหลีเปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย ด้วยคิดว่าตนเผลอรบกวนการพักผ่อนของลี่หรงไป จึงพูดกับอีกฝ่ายว่า “ขอโทษนะคะ ฉันมัวคุยกับคุณนานเกินไปแล้ว งั้นรีบไปนอนเถอะค่ะ ฉันเองก็จะไปนอนแล้วเหมือนกัน”
เด็กน้อยนอนกับพ่อในตอนกลางวัน และนอนกับลี่หรงในตอนกลางคืน
ลี่หรงบีบจมูกน้อยของเขาเบา ๆ แล้วอุ้มเขาไปที่เตียงของเธอ
วันรุ่งขึ้น เสียงในรถไฟดังมากตั้งแต่เช้าตรู่
มีเสียงตะโกนคุยกันโหวกเหวก เสียงพูดคุยกันเป็นภาษากลางบ้าง ปะปนกับสำเนียงภาษาถิ่นที่ฟังไม่ถนัดนัก…
ลี่หรงนอนหลับไม่ลงอีกแล้ว หญิงสาวขมวดคิ้วทนอยู่นาน ในที่สุดก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วลุกขึ้นมานั่ง
รถไฟมีหน้าต่าง แต่อากาศเข้าน้อยมาก ภายในตู้รถไฟจึงมีความอบอ้าวอยู่
กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ก็เช่นกัน บางคนนำซาลาเปาไส้ผักดองที่ส่งกลิ่นแรงทันทีที่เปิดถุงขึ้นมากินบนรถไฟ
หลังจากที่ลี่หรงตื่นมา เธอก็รู้สึกเหมือนทั้งตัวเปียกชุ่ม ทั้งไรผมบนหน้าผากก็เปียกไปด้วยเหงื่อ
จ้าวชิงซงใช้ผ้าขนหนูเช็ดหน้าให้ลี่หรง จากนั้นจึงค่อยเช็ดหน้าให้ลูกน้อย แล้วถามลี่หรงว่าอยากล้างหน้าไหม
ลี่หรงพยักหน้า ก่อนหยิบผ้าเช็ดตัวมาจากมือเขา
ซูหลีพกหมั่นโถวธรรมดามาด้วย แต่เธออยากกินหมั่นโถวที่ลี่หรงให้เธอเมื่อวานนี้มากกว่า
วันนี้ขณะที่ลี่หรงกำลังกินหมั่นโถวน้ำตาลทรายแดง ซูหลีก็ถามเธอว่าขอซื้อหมั่นโถวน้ำตาลทรายแดง อีกได้ไหม
ลี่หรงเหลือบมองหมั่นโถวในถุง แล้วพูดว่า “ให้คุณได้แค่อีกแค่ลูกเดียวเท่านั้นนะคะ เพราะมันใกล้จะหมดแล้วล่ะค่ะ”
“ได้อีกลูกเดียวก็ยังดีค่ะ” ซูหลีรีบพยักหน้า เพียงใช้เวลาเดินทางอีกไม่นานก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว