ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 90 ลี่รุ่ยจือ
บทที่ 90 ลี่รุ่ยจือ
ใช้เวลาท่ามกลางแสงสลัวอีกหนึ่งคืนบนรถไฟ
หลังจากผ่านพ้นการเดินทางที่แสนวุ่นวายมาสองวัน ในที่สุดก็มาถึงเมืองหลวง
ลี่หรงเหม่อมองสภาพแวดล้อมในเมืองหลวง ช่วงปลายปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบ เมื่อนึกถึงครอบครัวลี่ที่เธอไม่เคยพบมาก่อน ก็รู้สึกหวั่นใจชอบกล
จ้าวชิงซงก็กังวลเล็กน้อยเช่นกัน เขารู้จากลี่หรงว่าคนในครอบครัวลี่ ล้วนเป็นคนทำงานในเมืองหลวง ไม่ว่าเขาจะมีความทะเยอทะยานแค่ไหน ทว่าก็ยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขากลัวว่าครอบครัวของลี่หรงจะไม่ชอบเขา กลัวว่าครอบครัวของเธอจะดูถูกคนที่จากชนบท
เขาจับมือลี่หรงแน่น แล้วพูดว่า “ใกล้ถึงแล้วนะครับ”
“ค่ะ” ลี่หรงมองเห็นกำแพงเมืองจีน
อันอันที่นั่งตักจ้าวชิงซงร้องเรียกลี่หรง “แม่ครับ เราจะไปบ้านยายกันเหรอครับ?”
ลี่หรงบีบจมูกเจ้าตัวเล็ก แล้วตอบว่า “อืม อีกไม่นานลูกก็จะได้เจอตายายกับลุงแล้วนะจ้ะ”
“คุณยายเป็นยังไงเหรอครับ?” เด็กน้อยจับมือตัวเองแน่น แล้วมองลี่หรงด้วยความไม่สบายใจ
เด็กน้อยจำได้ว่ายายของเสี่ยวเหม่ยในหมู่บ้านดุหลาน ส่วนยายของเสี่ยวหู่จื่อก็ทุบตีหลาน…
ลี่หรงตอบว่า “คุณยายใจดีมากจ้ะ ลูกยังจำอั่งเปาที่ลูกได้ตอนปีใหม่ได้ไหม ทั้งลูกอมรสนมกับคุกกี้ที่อันอันชอบกินบ่อย ๆ บางส่วน ยายกับลุงของลูกก็เป็นคนซื้อให้จ้ะ”
อันอันตาเป็นประกาย “แล้วถ้าไปเจอคุณยาย คุณยายจะซื้อลูกอมรสนมให้อันอันไหมครับ?”
“ซื้อสิจ๊ะ”
อันอันเอนตัวพิงหน้าต่าง เพราะเด็กน้อยชอบลูกอม เขาจึงเริ่มจินตนาการถึงการไปเจอยาย
ทันทีที่จ้าวชิงซงลงจากรถไฟที่สถานี เขาก็รู้สึกได้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง เขาเห็นอาคารสไตล์ตะวันตกหลากหลายแบบ ตั้งแต่ก่อนออกจากสถานี
เมืองเล็ก ๆ อย่างหมู่บ้านต้าเจียง ด้อยความเจริญกว่ามากอย่างเทียบไม่ติด
พวกคนในเมืองหลวงต่างแต่งตัวตามแฟชั่น
เห็นรถรามากมายแล่นไปมาบนท้องถนน
หัวใจของจ้าวชิงซงพองโตขึ้นอีกครั้ง
เนื่องจากเขากำลังจะมาที่เมืองหลวงเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว เงินที่เก็บออมจากการทำงานในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาก็พร้อมที่จะใช้มันเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่
ครอบครัวของลี่หรงดีมาก เขากังวลมากว่าแม่ยาย กับพวกพี่ชายของภรรยาจะมองว่าเขาไม่มีเงิน แล้วจะไม่ยอมให้จ้าวซิงชงอยู่กับครอบครัว เพราะคิดว่าชายหนุ่มจะไม่อาจมอบความสุขสบายให้ลี่หรงได้
ถ้าลี่หรงรู้ว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่ เธอคงจะหัวเราะเยาะเขาแน่นอน ทั้งคู่มีลูกด้วยกันจนโตขนาดนี้แล้ว ทว่าจ้าวซิงชงก็ยังคงกังวลเรื่องนี้อยู่
มีการรับส่งจดหมายไปมาตั้งหลายฉบับแล้ว หากครอบครัวของลี่หรงไม่ยอมให้เธออยู่กับเขา ก็คงบอกในจดหมายไปนานแล้ว ไม่มีทางรอจนกว่าลี่หรงจะมีลูกหรอก
“จะไปรอตรงไหนเหรอครับ?” จ้าวชิงซงถาม
“พวกเรารออยู่ตรงนี้ก่อนเถอะค่ะ พี่ชายของฉันบอกว่าจะมารับฉัน” ลี่หรงหยุดยืนที่ประตูสถานี
ความจริงแล้วเธอก็ไม่รู้ทางเช่นกัน แม้ว่าลี่หรงจะมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แต่หลังจากใช้ชีวิตในชนบทมานานหลายปี การเปลี่ยนแปลงในเมืองหลวงก็พัฒนาขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน
หลังจากยืนยันวันที่จะกลับมาแล้ว ครอบครัวลี่ก็ส่งจดหมายมาแจ้งว่าลี่ข่ายจือ พี่ชายคนโตของลี่หรงจะไปรับเธอพร้อมครอบครัวที่สถานี
จ้าวชิงซงพยักหน้า แล้วบอกให้ลี่หรงวางลูกน้อยลงก่อน จะได้ไม่ต้องอุ้มตลอดเวลา
ลี่หรงวางลูกลง อุณหภูมิในเมืองหลวงสูงกว่าอุณหภูมิในมณฑล H เธอลงจากรถ แล้วเดินออกไปขณะมีชั้นเหงื่อบาง ๆ บนใบหน้า
ช่วงที่ดวงอาทิตย์ตรงศีรษะในตอนเที่ยง คือช่วงที่ร้อนที่สุด
จ้าวชิงซงหยิบผ้าขนหนูออกมาเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้าของลี่หรง
ทันใดนั้นก็มีคนกอดขาเขา จ้าวชิงซงมองลงไปเห็นเด็กน้อย กำลังเงยหน้าขึ้นตบหน้าผากตัวเองแปะ ๆ แล้วพูดเสียงหวานว่า “อันอันก็ต้องเช็ดเหงื่อด้วยครับ”
“มา พ่อจะเช็ดให้อันอัน” จ้าวชิงซงรู้สึกอาย เขาลืมลูกชายตัวเองไปเสียได้ เพราะมัวแต่สนใจภรรยา
จะว่าไปแล้ว เจ้าตัวเล็กก็ถูกลี่หรงอุ้มไว้ตลอด แล้วเขาจะเหงื่อออกได้อย่างไร เมื่อนึกขึ้นได้ดังนั้นจ้าวชิงซงจึงแกล้งทำเป็นเช็ดให้เขาด้วยความขบขัน “เด็กดื้อคนนี้เรื่องเยอะจังเลยนะ”
ตอนนี้เป็นเวลาอาหารเย็นแล้ว ไม่รู้ว่าพี่ชายคนโตของครอบครัวลี่จะมารับเมื่อใด
จ้าวชิงซงกลัวว่าสองแม่ลูกจะหิว จึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ “เราจะไปหาที่กินข้าวกันก่อนไหมครับ?”
“คุณหิวแล้วเหรอคะ ฉันมีขนมโก๋ถั่วเขียวยังเหลืออยู่สองชิ้น จะกินรองท้องก่อนไหมคะ?” ลี่หรงไม่ค่อยหิวนัก จึงอยากจะทนไปก่อน เพราะกลัวว่าถ้าเดินไปที่อื่น แล้วลี่ข่ายจือมาถึงก็จะไม่พบใคร
“ผมยังไม่หิวครับ” จ้าวชิงซงตอบ “แค่กลัวคุณกับลูกจะหิว”
“งั้นพวกเรารออีกสักหน่อยเถอะค่ะ” ลี่หรงย่อตัวลงไปถามอันอัน “ลูกรักหิวไหมจ๊ะ?”
เด็กน้อยส่ายหน้า
ลี่หรงยังคงกลัวว่าเขาจะหิว เธอจึงป้อนขนมโก๋ถั่วเขียวสองชิ้นให้เขา
“เสี่ยวหรง!”
ลี่หรงได้ยินเสียงใครบางคนเรียก เธอจึงหันมองไปทางเสียงนั้น ปรากฏว่าเป็นชายหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน กำลังเดินมุ่งหน้ามาหาเธอ
ลี่หรงสับสนเล็กน้อย พี่ชายคนโตของเธออายุสามสิบเป็นอย่างน้อยแล้ว แถมยังเป็นผู้บัญชาการกองพลด้วย จึงไม่น่าจะมีลักษณะท่าทางแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?
แต่ชายคนนั้นดูคุ้นเคย หน้าตาเขาก็ดูคล้ายกับลี่หรงมาก
ทันใดนั้นลี่หรงก็จำได้ว่า นี่คือพี่ชายสามของเธอที่ไปเป็นทหารมา หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี เขาก็เปลี่ยนไปมาก
ตอนแรกเธอจำเขาไม่ได้ ทว่าโชคดีที่พวกเขาหน้าตาคล้ายกัน เมื่ออีกฝ่ายเดินตรงมาหา ลี่หรงจึงจำเขาได้
เธอคลี่ยิ้มโดยไม่รู้ตัว แล้วโบกมือ “พี่ชายสาม”
ลี่รุ่ยจือยืนอยู่ตรงหน้าลี่หรง แล้วกอดเธอด้วยความดีใจ “ผิวคล้ำขึ้นแล้ว น้องไปอยู่ชนบทมา คงจะลำบากมากใช่ไหม?”
“ไม่ลำบากเลยค่ะ!” ลี่หรงพูดด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะดึงจ้าวชิงซงเข้ามา แล้วพูดว่า “นี่คือจ้าวชิงซงค่ะ”
เนื่องจากจ้าวชิงซงไม่รู้ว่าจะวางมือไว้ตรงไหนดี เมื่อลี่รุ่ยจือเดินไปข้างหน้า เขาจึงรีบอุ้มอันอันขึ้นมาทันที
เมื่อได้ยินลี่หรงพูดถึงเขา จ้าวซิงชงก็กล่าวสวัสดีก่อน “สวัสดีครับ พี่ชายสาม”
มือที่อยู่ใต้ก้นของอันอันกำแน่น จนฝ่ามือมีเหงื่อออก
ลี่รุ่ยจือเตี้ยกว่าจ้าวชิงซงเพียงเล็กน้อย ทว่าระดับสายตาไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เขาเหลือบมองจ้าวชิงซง โดยไม่พูดอะไรสักคำพร้อมด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยต้อนรับนัก
ลี่หรงตีแขนเขา แล้วพูดด้วยความไม่พอใจ “มีคนกำลังทักทายพี่อยู่นะคะ!”
ลี่รุ่ยจือถูกน้องสาวตีเบา ๆ เขาจึงจำต้องพูดอย่างไม่เต็มใจ “สวัสดี”
ดูเหมือนว่าพี่ชายคนที่สามของภรรยา จะไม่ค่อยชอบเขามากนัก จ้าวชิงซงคิดเงียบ ๆ
จากนั้นเขาก็นึกถึงพ่อตา แม่ยายและพี่ชายอีกสองคนของลี่หรง จู่ ๆ ก็พลันรู้สึกหนักใจขึ้นมาทันที
“แม่ครับ …” เด็กน้อยกะพริบตา สงสัยว่าทำไมจู่ ๆ พวกผู้ใหญ่ก็หยุดพูด
“เฮ้! นี่คือหลานชายของลุงใช่ไหมเนี่ย?” ลี่รุ่ยจือมองเด็กน้อยอย่างตื่นเต้น “เขาดูเหมือนน้องตอนยังเด็กเลย”
“แน่อยู่แล้วค่ะ ก็ฉันคลอดเขาออกมานี่นา!” ลี่หรงมีสีหน้าภูมิใจ ขณะหันไปพูดกับลูกน้อยว่า “เรียกลุงสิจ๊ะ”
“ลูง …” อันอันตะโกนด้วยเสียงเด็กน้อย ที่สำเนียงไม่ได้มาตรฐานภาษาจีนกลางมากนัก
“ลุงต่างหาก” ลี่หรงแก้ไขให้เขา
ลี่รุ่ยจือหัวเราะลั่น เมื่อได้ยินเสียงเด็กน้อยเรียก เขาหยิบลูกอมรสนมสองสามเม็ดออกจากกระเป๋า แล้วส่งให้อันอัน
อันอันหันไปมองลี่หรงก่อน เมื่อเห็นแม่พยักหน้าก็พูดว่า “ขอบคุณคุณลุงก่อนสิจ๊ะ”
“ขอบคุณครับคุณลุง …” เมื่อลี่หรงอนุญาต อันอันก็ยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปหยิบลูกอมในมือของลี่รุ่ยจือ
ถือมือเดียวไม่หมด เลยต้องใช้มือทั้งสองข้าง
แม้ว่าพี่ชายสองคนแรกจะมีลูกแล้ว แต่เนื่องจากลี่รุ่ยจือได้เจอเด็ก ๆ ที่บ้านเป็นประจำอยู่แล้ว หรือไม่ก็เพราะเขาโตขึ้นมากตั้งแต่กลับจากการรับใช้กองทัพ ลี่รุ่ยจือจึงไม่ได้มีความรู้สึกเอ็นดูเป็นพิเศษต่ออันอันมากนัก
ทว่าพอได้เจอหลานชายจริง ๆ ลี่รุ่ยจือกลับรู้สึกตื่นเต้นมาก เมื่อได้เจออันอันเป็นครั้งแรก
หรือบางทีอาจเป็นเพราะลี่รุ่ยจือสงสารลี่หรง น้องสาวที่ต้องไป ‘กัดก้อนเกลือกิน’ อยู่ในชนบท พร้อมลูกน้อยที่น่ารัก