ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 92 พี่ชายทั้งสามจ้องจ้าวชิงซงทุกระเบียดนิ้ว
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 92 พี่ชายทั้งสามจ้องจ้าวชิงซงทุกระเบียดนิ้ว
บทที่ 92 พี่ชายทั้งสามจ้องจ้าวชิงซงทุกระเบียดนิ้ว
พ่อลี่ก็อยากอุ้มหลานชายตัวน้อยเช่นกัน มือที่เอื้อมออกไปถูกแม่ลี่เบี่ยงออกหลบ เมื่อพ่อลี่ตัดพ้อสองประโยคเบา ๆ ก็ถูกแม่ลี่จ้องเขม็ง จึงได้แต่เก็บมือกลับไปอย่างไม่พอใจ
แม่ลี่อุ้มหลานชายไปนั่งที่ห้องรับแขก รู้สึกรักและเอ็นดูเจ้าตัวน้อยมากเสียจนไม่อยากปล่อยมือ
ลูกพี่ลูกน้องทั้งหญิงชายก็เข้ามาสมทบ มีความสุขกันมากที่ได้เห็นเจ้าตัวน้อย
ลี่เจียเจ๋ออายุสิบขวบ เป็น ‘พี่ใหญ่’ ของบ้านตระกูลลี่รู้สึกชินกับเด็กเล็กแล้ว ปกติเขาก็ไม่ได้ทำตัวดีในบ้านนัก ทั้งยังเอาแต่ใจมากเหมือนตัวเองเป็นราชาขุนเขา เมื่อเทียบกับน้อง ๆ ที่อายุน้อยกว่า
วันนี้ได้เห็นอันอันที่อายุประมาณสองขวบ ลี่เจียเจ๋อก็ยืนมองหน้าแดงอยู่ด้านข้างสักพัก ก่อนเอื้อมมือไปสัมผัสอันอัน แล้วพูดอย่างประหม่า “น้องสาวตัวน้อย นี่พี่ชายเองนะ”
คงเป็นเพราะเจ้าตัวน้อยหน้าตาน่ารักมาก
ลี่เจียเจ๋อจึงเข้าใจเพศของอันอันผิด
พวกผู้ใหญ่ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะลั่น
ลี่ข่ายจือหน้าตึง ก่อนเขกศีรษะลูกชายคนโตของตัวเองอย่างแรง แล้วจ้องเขาเขม็ง “น้องชายต่างหาก”
“เอ๊ะ!” ลี่เจียเจ๋ออันธพาลน้อยชะงัก น่ารักขนาดนี้ ทำไมถึงเป็นน้องชายได้ล่ะ?
ลี่เจียโหรวเข้ามาใกล้ แล้วลูบหัวเจ้าตัวน้อย “น้องชาย นี่พี่สาวเองนะ”
“ฉันคือพี่รอง” ลี่เจียจิ่งก็ไม่ยอมน้อยหน้าชิงพูดแนะนำ
“เจียเหวยก็เป็นพี่ชาย” ลี่เจียเหวยเป็นหลานชายคนสุดท้องของบ้านตระกูลลี่ ปีนี้ลูกชายของลี่สวนจืออายุห้าขวบ ตอนนี้ก็มีคนอายุน้อยกว่าเขาเพิ่มมาแล้ว ความรู้สึกการเป็นพี่ชายพลันเอ่อล้นออกมา
ลี่หรงทำความรู้จักกับหลาน ๆ
ลี่เจียเจ๋อกับลี่เจียจิ่งเป็นลูกของลี่ข่ายจือ ปีนี้ลี่เจียจิ่งอายุแปดขวบ โตกว่าลี่เจียโหรวหนึ่งปี
ลี่เจียโหรวกับลี่เจียเหวยเป็นลูกของลี่สวนจือ
ส่วนลี่รุ่ยจือพี่สาม ปีนี้อายุยี่สิบห้าปี เขาปลดประจำการแล้ว และยังไม่แต่งงาน
ลี่หรงปรายตามองจ้าวชิงซง จ้าวชิงซงหยิบอั่งเปาที่เตรียมเอาไว้มาจากกระเป๋า แล้วมอบให้หลาน ๆ ก่อนบอกว่าเป็นของขวัญสำหรับพบกันครั้งแรก
พ่อลี่กับแม่ลี่เงียบ
ลี่ข่ายจือขมวดคิ้ว แล้วส่งสายตาให้ภรรยาเจียงซิ่วอวี้
เจียงซิ่วอวี้บอกว่ารับไว้ไม่ได้ ก่อนบอกลูกชายให้คืนอั่งเปากลับไปให้จ้าวซิงชง
สะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลลี่ประกาศจุดยืนแล้ว หลินเหม่ยหัวสะใภ้รองก็พูดด้วย “โหรวโหรว เสี่ยวเหวย พวกลูกรับไว้ไม่ได้นะจ้ะ”
“รับไปเถอะค่ะ นี่เป็นของที่จ้าวชิงซงควรให้ ไม่ใช่เงินมากมายอะไร ถือเป็นของขวัญให้หลาน ๆ ด้วย” ลี่หรงกลัวว่าสามีจะตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงพูดแก้หน้าให้เขา “ในฐานะที่เขาเป็นอาเขย ก็สมควรมอบของขวัญพบหน้าครั้งแรกให้หลาน ๆ นะคะ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ไม่ว่าพ่อแม่ตระกูลลี่กับพวกพี่ชายจะยอมรับจ้าวชิงซงหรือไม่ก็ตาม เจียงซิ่วอวี้ในฐานะแม่ของเด็ก บางอย่างก็ต้องสอนลูก ๆ ในภายหลัง ด้วยนี่เป็นเรื่องการอบรมในบ้าน
เธอพูดกับลูกชายทั้งสอง “ยังไม่แม้แต่จะทักทายอาเขยเลย จะให้พวกเขารับอั่งเปาก็กระไรอยู่”
แม้ฐานะบ้านตระกูลลี่จะดี ทว่าก็ไม่ได้ทุ่มเงินด้านการศึกษาของลูกตลอดเวลา นอกเสียจากลูกสาวแล้ว ก็ค่อนข้างเข้มงวดกับลูกชายเป็นธรรมดา
ดังนั้นลี่เจียเจ๋อกับเด็กคนอื่น นอกจากตรุษจีนแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รับอั่งเปาในเวลาปกติเช่นนี้
ตอนนี้ถึงจะบอกว่าเพิ่งฉลองตรุษจีนเสร็จ ทว่าความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นอั่งเปาของเด็กน้อยก็ไม่ได้ลดลง
ต่างเรียกคุณอากับคุณอาเขยเป็นเสียงเดียวกัน
จ้าวชิงซงปรายตามองลี่หรง สบโอกาสช่วงไม่มีใครสนใจทำปากพูดว่า “ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”
ลี่หรงเข้าใจ
ราวกับแม่ลี่นึกบางอย่างขึ้นได้โดยพลัน จึงพูดขึ้น “ตายแล้ว เกือบลืมเสียสนิท พวกเธอเพิ่งจะลงรถยังไม่ได้กินอะไรมาแน่เลยใช่ไหม ตอนนี้คงจะหิวแย่แล้วสินะ แม่เพิ่งจะทำอาหารเอง รอก่อนนะ ยังมีอาหารอีกสองอย่าง จะไปยกอาหารมาเดี๋ยวนี้แหละ”
เธอวางเจ้าตัวน้อยลง “ฉันยุ่งจนลืมหมดแล้ว เฮ้อ …”
สะใภ้ทั้งสองก็ไปช่วยจัดโต๊ะ
ลี่หรงตามไปที่ครัว แล้วถามแม่ลี่ “แม่คะ มีน้ำร้อนหรือเปล่า ฉันอุดอู้อยู่บนรถไฟมาสองวันแล้ว เลยอยากเช็ดตัวน่ะค่ะ ตอนนี้รู้สึกไม่สบายตัวอยู่หน่อย ๆ”
“ตายแล้ว แม่ไม่ได้ต้มไว้เลย” แม่ลี่ตบต้นขาพร้อมพูด “แม่จะตั้งเตาให้เดี๋ยวนี้แหละ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยอาบได้ไหมลูก?”
ปกติแล้วในครอบครัวจะใช้เตาถ่านต้มน้ำสำหรับอาบ
แม่ลี่จุดไฟเตาถ่าน เจียงซิ่วอวี้เข้ามารับช่วงผัดอาหารต่อ
ลี่หรงอยากทำอะไรสักอย่าง จึงพูดขึ้น “พี่สะใภ้ใหญ่ ให้ฉันทำเถอะนะคะ”
“ไม่เป็นไร ๆ วันนี้เธออย่าแย่งหน้าที่ฉันเลย” เจียงซิ่วอวี้ยิ้ม น้องสามีกลับบ้านมาวันแรก เธอในฐานะสะใภ้ใหญ่ ไม่ว่าอย่างไรก็ให้น้องสามีทำงานนี้ไม่ได้
เสียงของแม่ลี่ดังมาจากข้างนอก “เสี่ยวหรงจะทำอะไรได้ล่ะ อย่าให้เธอทำอะไรนะ เดี๋ยวจะไม่มีข้าวกินเอา”
ลี่หรงยิ้ม และไม่ได้แย่งพี่สะใภ้ทำ เพียงเป็นลูกมือยืนข้าง ๆ เหล่าแม่ครัว เธอนึกขึ้นได้ว่า ทุกคนบ้านตระกูลลี่ต่างเอาใจเจ้าของร่างเดิมกันมากแค่ไหน หญิงสาวจะทำอาหารเป็นที่ไหนกัน
เธอลงชนบทไปตั้งหลายปี ถ้าฝีมือทำอาหารถูกเปิดเผย ไม่รู้ว่าแม่ลี่จะปวดใจขนาดไหน ถึงตอนนั้นจะต้องคิดว่าเธอถูก ‘บังคับ’ ให้ฝึกทำอาหารหลังแต่งงานเป็นแน่
เธอไม่พูดอะไร กลัวว่าแม่ลี่จะโกรธจ้าวชิงซง
เธอส่ายหน้า ยังคงภาวนาให้จ้าวชิงซงได้รับการยอมรับจากพวกแม่ลี่โดยเร็วด้วยเถิด
พ่อลี่ได้โอกาสอุ้มหลานชายตัวน้อยในที่สุด จึงอุ้มเจ้าตัวน้อยจนยิ้มไม่หุบ
คุณลุงทั้งสามทำได้แค่มองตาปริบ ๆ ไหนจะลูกพี่ลูกน้องหญิงชายทั้งหลาย ไม่มีหนทางแย่งอันอันจากพ่อลี่ได้เลย
ไม่รู้ว่าพ่อลี่ตั้งใจหรือไม่ เขาอุ้มหลานชายตัวน้อยออกไปเล่นข้างนอกพร้อมหลานชายหลานสาว ปล่อยให้พวกพี่ชายบ้านตระกูลลี่นั่งประจันหน้ากับจ้าวชิงซงอยู่
เหลือแค่พวกผู้ชายที่นั่งดื่มชากันอยู่ในห้องรับแขก
เมื่อครู่ลี่รุ่ยจืออุ้มเจ้าตัวน้อยมาตลอดทาง ทำให้คุณลุงคนนี้ก็รู้สึกสุขใจเกินพอแล้ว
เขานั่งพิงพนักอยู่บนโซฟา สายตาตกอยู่บนร่างจ้าวชิงซง
พี่ใหญ่ลี่กับพี่รองลี่มองตากัน แม้ไม่ได้เอ่ยอะไร ทว่าทั้งสองก็มองจ้าวชิงซงอย่างไม่วางตา
ทุกสายตาของสามพี่ชายบ้านตระกูลลี่จับจ้องไปที่ร่างของจ้าวชิงซง
มาแล้ว
จ้าวชิงซงใจกระตุก ก่อนนั่งหลังตรงโดยไม่รู้ตัว
เขายิ้ม อันที่จริงในใจก็ไม่ได้กลัว ทว่าก็รู้สึกประหม่ากับภาาพตรงหน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้
ก่อนหน้านี้เขาทำฟาร์มสุกร เคยคุยธุรกิจกับขาใหญ่ในพื้นที่มาตั้งมากมาย รวมถึงหัวหน้าระดับสูงโดยไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย หากการเจรจาไม่สำเร็จอย่างมากก็แค่เริ่มต้นใหม่เท่านั้น
ทว่าคนที่เผชิญอยู่ตอนนี้เป็นครอบครัวของลี่หรง ห้ามล้มเหลวต้องสำเร็จเท่านั้น
เมื่อครู่พี่ใหญ่บ้านตระกูลลี่ถามสิ่งที่ควรถามบนรถไปหมดแล้ว เขาขยิบตาเป็นนัยให้พี่รองลี่หยั่งเชิงจ้าวซิงชงบ้าง
ลี่สวนจือรินชาให้จ้าวชิงซง “เสี่ยวหรงบอกว่าเมื่อก่อนนายก็เป็นทหารสินะ ตอนนี้ปลดประจำการมาทำอะไรล่ะ?”
เปิดปากก็คำถามนี้เลย ต้องบอกว่าเฉียบแหลมมาก
“ขอบคุณครับพี่รอง” จ้าวชิงซงเอื้อมมือไปประคองแก้วชา แล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อหาเงินมาดูแลครอบครัวครับ”
“โอ้!” ลี่สวนจือปรายตามองเขาอย่างประหลาดใจ “งานอะไรล่ะ?”
“ร่วมหุ้นกับพี่น้องเปิดฟาร์มเลี้ยงหมูครับ” จ้าวชิงซงไม่ได้ปิดบัง เขารู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ดี แต่เขาพนันได้เลยว่า ตระกูลลี่ไม่มีทางรายงานเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่นอน
เมื่อพูดจบ จ้าวชิงซงกลับรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งกายและใจด้วยซ้ำ
ทันทีที่เขาพูดจบ พี่ใหญ่กับพี่รองบ้านตระกูลลี่ก็เปลี่ยนสีหน้า ชะงักไปสักพัก
คนหนึ่งเป็นผู้บัญชาการกองพล อีกคนเป็นหัวหน้าโรงงานเนื้อสัตว์
ทั้งสองไม่มีทางไม่รู้ว่าจ้าวชิงซงกำลังทำอะไร
พวกเขาเงียบไปชั่วขณะ
ทว่าลี่รุ่ยจือกลับตาเป็นประกาย เมื่อได้ยินดังนั้นก็เริ่มพิจารณาจ้าวชิงซงเสียใหม่ ด้วยคิดในใจว่าจ้าวชิงซงนี่ช่างใจกล้านักที่ลงมือทำฟาร์มสุกร
ลี่สวนจือถามอีกว่า “ในหนึ่งปีฟาร์มเลี้ยงหมูหาเงินได้เท่าไหร่ล่ะ?”
“ประมาณหมื่นหยวนได้ครับ” จ้าวชิงซงคล้ายกับตอบไม่คิด
“เท่าไหร่นะ?” ลี่รุ่ยจือนั่งหลังตรงทันที คิดว่าตัวเองหูฝาดไป จึงถามใหม่อีกครั้ง