ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 91 ครอบครัวลี่
บทที่ 91 ครอบครัวลี่
โดยเฉพาะเมื่อได้ยินเขาพูดคำว่า ‘คุณลูง’ ด้วยเสียงอ่อนหวาน
ลี่รุ่ยจือจึงเอ็นดูอันอันมาก
เขายื่นมือออกมา แล้วถามว่า “ขอลุงอุ้มหน่อยได้ไหม?”
เด็กน้อยรับลูกอมจากลุงมาแล้ว เขาจึงชอบลุงคนนี้มาก อันอันรีบโน้มตัวจากอ้อมแขนของจ้าวชิงซงไปทางลี่รุ่ยจือทันที
ลี่รุ่ยจือจับรักแร้ของเด็กน้อยเพื่ออุ้มเขาขึ้น จากนั้นหอมแก้มนิ่มของอันอันด้วยความเอ็นดู
ก่อนจะพูดกับลี่หรง “ไปกันเถอะ พี่ใหญ่รอพวกเราอยู่ข้างนอก”
“หืม? พี่ใหญ่ก็มาด้วยเหรอคะ?” ลี่หรงคิดว่ามีเพียงลี่รุ่ยจือเท่านั้นที่มารับ
“ใช่แล้ว รออยู่ในรถน่ะ” ลี่รุ่ยจือจับแก้มเด็กน้อยอีกครั้ง “ไปกันเถอะ ลุงจะพาหลานไปขึ้นรถนะ”
ลี่หรงแตะแขนจ้าวชิงซง “ไปกันเถอะค่ะ”
รถจอดอยู่ข้างถนน ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ
ลี่ข่ายจือ พี่ชายคนโตของลี่หรงยืนสูบบุหรี่ใกล้ ๆ เมื่อเห็นว่าพวกเขามาแล้ว เขาก็รีบสูบบุหรี่ ก่อนจะโยนก้นบุหรี่ลงบนพื้น แล้วใช้เท้าดับมัน
ลี่หรงเข้ามาทักทายว่า “พี่ใหญ่ สวัสดีค่ะ”
บางทีอาจเป็นเพราะอยู่ในกองทัพมาเป็นเวลานาน สีหน้าของลี่ข่ายจือจึงไม่ตื่นเต้นเท่ากับลี่รุ่ยจือ เมื่อได้เจอลี่หรงเมื่อครู่นี้ แต่ก็สามารถเห็นสีหน้าอ่อนโยนของเขาได้ชัดเช่นกัน เขายิ้มแล้วพูดว่า “กลับมาแล้วเหรอ”
ลี่หรงพยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่จ้าวชิงซง “นี่สามีของฉันค่ะ จ้าวชิงซง”
จ้าวชิงซงใช้โอกาสนี้กล่าวทักทาย “พี่ใหญ่ สวัสดีครับ”
ลี่ข่ายจือเหลือบมองจ้าวชิงซง แล้วพยักหน้าอย่างสงบ ทว่ารอยยิ้มของเขาจางหายไปเล็กน้อย
เขาอายุมากกว่าลี่หรงสิบปี และเป็นถึงผู้บัญชาการกองพล แม้ว่าลี่หรงจะได้รับการเอาใจจากพี่ชายหลายคน แต่เธอรู้สึกนับถือพี่ใหญ่คนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจมาโดยตลอด ทัศนคติของเขาที่มีต่อจ้าวชิงซงตอนนี้ ยังคงค่อนข้างห่างเหิน แต่ลี่หรงไม่กล้าตีแขนอีกฝ่าย แล้วบอกให้คุยกับจ้าวชิงซงเหมือนที่ทำกับลี่รุ่ยจือเมื่อครู่นี้
จดหมายที่ลี่หรงเขียนถึงครอบครัว บอกว่าจ้าวชิงซงเป็นทหารที่ปลดประจำการแล้ว แต่ข่าวที่ว่าจ้าวชิงซงเป็นคนพิการ ได้แพร่สะพัดไปทั่วละแวกบ้านแล้ว ซึ่งทำให้ทุกคนต่างพากันพูดคุยกับคนในครอบครัวลี่ ด้วยความเสียดายระคนสงสารลี่หรงที่ต้องแต่งงานกับคนเช่นนั้น
ลี่ข่ายจือก็เป็นทหารเช่นกัน เมื่อเขารู้ว่าจ้าวชิงซงปลดประจำการ เนื่องจากความพิการเพราะการต่อสู้ในกองทัพ เขาก็รู้สึกชื่นชมและเคารพชายหนุ่มมาก
แต่แน่นอนว่าความรู้สึกเหล่านี้ถูกทิ้งหายไป เมื่อคิดว่าเขาคือสามีของลี่หรง
โดยเฉพาะเมื่อลี่ข่ายจือ เห็นจ้าวชิงซงเดินด้วยตาของเขาเอง จึงเห็นได้ชัดว่าขาพิการจริง ๆ เดิมทีเขารู้สึกว่าไม่มีใครคู่ควรกับน้องสาวของเขาอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงจ้าวชิงซงที่เป็นคนพิการเลย
เขายิ่งรู้สึกไม่พอใจกว่าเดิม
สีหน้าของลี่ข่ายจือจึงยิ่งแย่ลงไปอีก
ลี่หรงเหลือบมองจ้าวชิงซง ด้วยสายตาที่บ่งบอกชัดเจนว่า ‘พึ่งตัวเองไปก่อนนะคะ ฉันช่วยคุณไม่ได้แล้ว’
จ้าวชิงซงรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนพี่ชายทั้งสองคนจะไม่อยากพบหน้าเขาเสียแล้ว
ลี่รุ่ยจืออุ้มอันอันเดินเข้ามา “พี่ใหญ่ ดูสิครับ นี่หลานชายตัวน้อยของพวกเรา”
“นี่ลุงใหญ่เอง ลองเรียกสิลูก” ลี่หรงรีบพูดทันที ในใจแอบคิดว่าเจ้าตัวเล็กมีประโยชน์มาก สามารถใช้เปลี่ยนบรรยากาศที่คุกรุ่นให้สดใสขึ้นได้ดีทีเดียว
“ลูงใหญ่ …”
แน่นอนว่าเมื่อลี่ข่ายจือเห็นอันอัน สีหน้าของเขาก็อ่อนโยนลงมาก ก่อนพูดว่า “เจ้าตัวเล็กนี่เหมือนน้องมาก น่ารักน่าชังกว่าเด็กซนสองคนของพี่อีก”
ลี่หรงรู้สึกสนิทสนมกับคนครอบครัวลี่อย่างไม่มีเหตุผล เธอรู้สึกว่าไม่เพียงแต่ความสัมพันธ์ที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้เท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะจดหมายที่ติดต่อกันตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วย ลี่หรงจึงถือว่าตัวเองเป็นสมาชิกของครอบครัวลี่มานานแล้ว
เธอขยิบตาหยอกล้อ “กลับไปฉันจะฟ้องหลานชายแน่ค่ะ”
“ขึ้นรถก่อนเถอะ พ่อกับแม่รอที่บ้านมานานแล้ว ถึงขนาดว่าถ้าในรถมีที่พอ พวกเขาก็อยากจะมารับน้องด้วยตัวเองซะด้วยซ้ำ” ลี่ข่ายจือเดินไปยังประตูที่นั่งฝั่งคนขับ ก่อนเปิดประตูเข้าไปในรถ
ลี่รุ่ยจือห่วงใยเด็กน้อย ไม่กล้าปล่อยให้เขานั่งคนเดียว จึงนั่งเบาะหลังกับลี่หรง
จ้าวชิงซงจึงต้องไปนั่งที่นั่งข้างคนขับ
เมื่อได้นั่งข้างคนขับ จ้าวชิงซงก็ต้องตอบคำถามของลี่ข่ายจืออย่างใจเย็น
หลังจากตอบคำถามไปหลายข้อติดต่อกัน ทัศนคติของลี่ข่ายจือที่มีต่อจ้าวชิงซงก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่เย็นชาอีกต่อไป
เขายังถามจ้าวชิงซงด้วยว่า “ได้ยินมาว่าคุณเคยเป็นทหารมาก่อน ประจำการที่ไหนเหรอครับ?”
จ้าวชิงซงตอบตามความจริง
ลี่ข่ายจือพยักหน้า ขณะหมุนพวงมาลัย “แถวนั้นไม่ธรรมดาเลย ไปทางใต้ของบ้านเกิด คงไกลจากบ้านมากใช่ไหมครับ?”
“การเป็นทหารหมายถึงการรับใช้ประชาชน ไม่ว่าจะต้องย้ายไปที่ไหนก็ต้องไปได้ทุกที่ครับ” จ้าวชิงซงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
แม้ว่าลี่ข่ายจือจะไม่พูดถึงสถานะของตัวเอง แต่จ้าวชิงซงก็รู้ว่าลี่ข่ายจือเป็นผู้บัญชาการกองพล เขาจึงหยิบยกคำพูดที่ผู้บัญชาการกองพลที่เขาเคยพบมักพูดถึง มาพูดได้อย่างราบรื่น
ลี่ข่ายจือจึงรู้สึกดีกับจ้าวชิงซงมากขึ้นอีก
รถจอดอยู่หน้าบ้าน
จากนั้นพวกเขาก็เข้าไปในบ้าน
ลงจากรถมาก็พบผู้สูงอายุหลายคน กำลังนั่งคุยกันอยู่บนถนนหน้าบ้าน
เมื่อเห็นลี่ข่ายจือกลับมาพร้อมกับ ‘คนแปลกหน้า’ สองสามคน ทุกคนต่างก็จับจ้องมาเป็นตาเดียวทันที
คนที่ค่อนข้างสนิทกับครอบครัวลี่ เอ่ยทักทายว่า “พี่ใหญ่ครอบครัวลี่ ญาติมาเยี่ยมเหรอ?”
ลี่ข่ายจือตอบว่า “น้องสาวของผมเองครับ เสี่ยวหรง”
“โอ้โห! คนที่ไปชนบทน่ะเหรอ? โอ้! โตขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย”
พวกเธอจ้องมองลี่หรง เมื่อเห็นชายแปลกหน้าที่อยู่ข้าง ๆ ก็รู้ว่านี่คงจะเป็นสามีของลี่หรงในชนบทที่พูดถึงกัน
ทันใดนั้นสีหน้าของพวกเธอก็เปลี่ยนไป สายตาที่มองมานั้นราวกับว่ากำลังดูละครแสนสนุก
ลี่หรงไม่สนใจ เธอยังคงจำที่แม่สามีพูดไว้ได้ เพียงแค่เอ่ยทักทายเท่านั้น
พวกเขาถามสารทุกข์สุกดิบกันสักพัก ก่อนแยกกันไปอย่างรวดเร็ว
คาดไม่ถึงว่าคนไม่กี่คนเหล่านั้น จะเริ่มเปิดประเด็นคุยกันใหม่ โดยใช้เรื่องครอบครัวของลี่หรงเป็นหัวข้อ
พวกเขาเดินทางมาถึงบ้านสกุลลี่แล้ว
ทันทีที่เปิดประตู ก็เห็นเด็กหลายคนกำลังเล่นกันอยู่ในห้องนั่งเล่น ลูกชายสองคนของพี่ใหญ่ลี่ข่ายจือ และลูกชายกับลูกสาวของพี่รองลี่สวนจือ
พ่อลี่ ลี่หมิ่นหง กำลังนั่งดื่มชาอยู่กับลี่สวนจือ
ลี่หรงสัมผัสได้ถึงความผูกพันกับบ้านหลังนี้ เมื่อเห็นพ่อลี่ ขอบตาของเธอก็ร้อนผ่าวขณะพูดว่า “พ่อคะ …”
ลี่หมิ่นหงกับลี่สวนจือลุกเดินมาหา
ทั้งครอบครัวต่างพากันชื่นชมลี่หรง ด้วยตอนที่ลี่หรงตัดสินใจว่าจะไปชนบท ลี่หมิ่นหงรู้สึกเศร้ามาก แต่เขาก็ไม่อาจทัดทานลูกสาวได้
ขอบตาของลี่หมิ่นหงก็ร้อนขึ้นเช่นกัน เมื่อเห็นลูกสาวที่ไม่ได้เจอมาหลายปี แต่เนื่องจากประสบการณ์ของผู้อาวุโส เขาไม่อาจหลั่งน้ำตาต่อหน้าลูกสาวได้ ทำได้เพียงแค่ตบไหล่ลี่หรง แล้วพูดว่า “กลับมาก็ดีแล้ว กลับมาก็ดีแล้ว …”
แม่ลี่ที่อยู่ในครัวได้ยินเสียง จึงรีบเดินออกมาหาลี่หรงทันที เธอได้ยินมาว่าคนที่ไปอยู่ชนบทมักจะเจ็บป่วย เพราะเคยชินกับการมีอาหารและเสื้อผ้าให้ความอบอุ่นร่างกายที่เพียงพอ ทำให้ยุวชนที่กลับมาจากชนบททุกคนจึงผอมลงมาก
แม่ลี่ก็รู้สึกว่าลี่หรงน้ำหนักลดลงด้วยเช่นกัน
แม่ลี่ไม่สามารถทนต่อความรู้สึกตื้นตันใจได้ น้ำตาพลันไหลอาบแก้ม ขณะกวาดสายตามองลี่หรง แล้วพูดว่า “ลูกสาวแม่คงจะลำบากมากสินะ”
อาจเป็นเพราะมีอารมณ์ร่วม หรือไม่ก็เพราะความเป็นแม่ลูก ลี่หรงจึงมองภาพตรงหน้าเบลอ ก่อนจะรู้สึกว่าน้ำตาได้ไหลเอ่อออกมาจากขอบตาแล้ว หญิงสาวส่ายหน้า พร้อมคำพูดที่ติดขัด “ไม่… ไม่ลำบากเลยค่ะ หนูบอกแม่แล้วไม่ใช่เหรอคะ ว่าหนูไม่ได้ทำงานเลยตั้งแต่หลังแต่งงาน”
เธอหันไปจูงจ้าวชิงซงเข้ามา แล้วพูดว่า “นี่คือลูกเขยของพ่อกับแม่ค่ะ คุณคะ ลองเรียกพวกท่านดูสิคะ”
ประโยคสุดท้ายเธอพูดกับจ้าวชิงซง
จ้าวชิงซงแอบสูดหายใจ แล้วเรียกว่า “คุณพ่อ คุณแม่ สวัสดีครับ”
พ่อลี่กับแม่ลี่มองหน้ากัน ในที่สุดพ่อลี่ก็พยักหน้าให้จ้าวชิงซง “สวัสดี”
ด้วยน้ำเสียงที่ห้วนมาก ทั้งยังไม่อบอุ่นเลย
“นี่คือพี่รองค่ะ” ลี่หรงชี้ไปทางลี่สวนจือ
“พี่รอง สวัสดีครับ” จ้าวชิงซงเอ่ยเรียก
ลี่สวนจือเพียงแค่พยักหน้า แล้วตอบกลับเบา ๆ “อืม สวัสดี”
พี่สะใภ้สองคนยืนอยู่ข้างหลัง ซึ่งลี่หรงก็ขอให้จ้าวชิงซงทักทายด้วย
จนถึงตอนนี้ พี่สะใภ้ทั้งสองถือว่ามีทัศนคติต่อจ้าวชิงซงที่ดีกว่าคนอื่นมาก
ลี่หรงรู้ว่าหากต้องการให้ครอบครัวลี่เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อจ้าวชิงซง ชายหนุ่มจะต้องพึ่งพาตนเอง หลังจากมองจ้าวชิงซงที่ทักทายครบทุกคนแล้ว เธอก็รับเด็กน้อยมาจากอ้อมแขนของลี่รุ่ยจือ
“นี่คือลูกชายของหนูค่ะ เรียกตากับยายสิจ๊ะ”
“คุณตา คุณยาย” เด็กน้อยพูดด้วยเสียงหวาน
เมื่อพ่อแม่ของครอบครัวลี่เห็นเด็กน้อย และได้ยินเสียงแผ่วเบาน่ารักของเขา ก็รู้สึกเหมือนหัวใจนุ่มฟูราวกับปุยเมฆ
ทันทีที่พ่อลี่กำลังจะเอื้อมมือไปอุ้มเขา ก็ถูกแม่ลี่ตีมือ “หลานชายตัวน้อยคนนี้ต้องให้ยายอุ้มก่อนสิคะ”
“คุณยาย …” อันอันร้องเรียกอีกครั้ง ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นคนอุ้มเขา
“หลานยายน่ารักมากเลยจ้ะ” ดวงตาของแม่ลี่เปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง เมื่อคิดว่าลี่หรงต้องแต่งงานเงียบ ๆ และมีลูกขณะอยู่ที่ชนบทเช่นนั้นแล้ว เธอก็รู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อเห็นหลานชาย ก็รู้สึกทั้งรักทั้งสงสาร
เมื่อเทียบกับหลานชายคนเล็กของครอบครัวลี่ที่มีอายุห้าหรือหกขวบแล้ว อันอันถือว่าเป็นหลานอายุน้อยที่สุด และนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเยี่ยมครอบครัวลี่
ทุกคนต่างเอ็นดูเขา แม้ว่าจะถูกแม่ลี่อุ้มไว้โดยคนที่ไม่ใช่พ่อกับแม่ ทว่าเจ้าตัวน้อยก็ไม่ส่งเสียงงอแงเลย ยังคงยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันซี่น้อยน่ารักน่าเอ็นดู