ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 453 เรือยมโลกจากยมโลก
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 453 เรือยมโลกจากยมโลก
มีตัวหนังสือมากมายถูกเขียนอยู่บนเรือวิญญาณ มันคือคำแนะนำดินแดนเร้นลับทะเลเมฆา
ข้อมูลบางส่วนในนั้นดึงดูดความสนใจของปู้ฟาง เดิมทีเขาตั้งใจมาดินแดนเร้นลับแห่งนี้เพื่อเสาะหาวัตถุดิบที่ใช้ทำพระกระโดดกำแพงระดับอรหันต์ อีกเป้าหมายหนึ่งคือตามหาหญ้ามังกรเปลี ยนกระดูกเพื่อทำภารกิจฉุกเฉินของระบบให้สำเร็จ
มันคือสมุนไพรพลังปราณระดับสิบที่ไม่จำเป็นต้องอวดอ้างสรรพคุณ มิหนำซ้ำหญ้ามังกรเปลี่ยนกระดูกยังเป็นหนึ่งในสมุนไพรพลังปราณระดับสิบที่ล้ำค่าที่สุด
ปู้ฟางไม่รู้จักดินแดนเร้นลับสักนิด และไม่คาดคิดว่าต้องพลัดกับหนานกงอู๋เชวียทันใดที่มาถึง
กระนั้นก็ดี ปัญหาของเขาล้วนหมดไปหลังได้ข้อมูลจากตัวหนังสือบนเรือวิญญาณ
ข้อมูลบอกว่าหากล่องเรือวิญญาณไปเรื่อยๆ เขาจะเข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของดินแดนเร้นลับทะเลเมฆา และต้องผ่านเกาะมากมายนับไม่ถ้วนเพื่อไปถึงที่นั่น
ในดินแดนเร้นลับทะเลเมฆามีเกาะมากมายเหลือคณานับ บ้างเป็นเกาะร้าง บางเกาะมีวัตถุดิบและสมุนไพรพลังปราณเลอค่ามากมาย
นี่คือจุดดึงดูดของดินแดนเร้นลับทะเลเมฆา และเป็นเหตุผลว่าเหตุใดผู้คนมากมายจึงแห่แหนเข้ามาที่นี่ไม่ขาดสาย
เรือวิญญาณลำนี้บันทึกเรื่องราวของเกาะแห่งหนึ่งไว้ เกาะแห่งนั้นสามารถเรียกว่าสวนโอสถได้อย่างไม่กระดากปาก เพราะที่นั่นมีสมุนไพรพลังปราณอยู่มหาศาล
ขณะที่เรือวิญญาณล่องไปในทะเลไร้ขอบเขต ลมก็พุ่งออกจากท้ายเรืออย่างต่อเนื่อง
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสร้างเรือวิญญาณลำนี้แล้วทิ้งไว้บนเกาะแห่งนั้น มีวงแหวนปราณสลักอยู่บนเรือและปู้ฟางเพียงต้องใช้พลังปราณเที่ยงแท้ของตนเท่านั้น ขณะใส่พลังปราณเที่ยงแท้เ เข้าไป วงแหวนปราณก็ปลดปล่อยลมออกจากท้ายเรือ ลมนี้เองที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เรือวิญญาณแล่นเข้าสู่ดินแดนเร้นลับ
ปู้ฟางนั่งขัดสมาธิบนเรือซึ่งไม่ถือว่าใหญ่โตอะไร เขามองไปข้างหน้าพร้อมเบิกตากว้าง พยายามมองหาสวนโอสถซึ่งถูกบรรยายไว้บนเรือวิญญาณ
ตามความเข้าใจของปู้ฟาง มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่สมุนไพรพลังปราณล้ำค่าอย่างหญ้ามังกรเปลี่ยนกระดูกจะอยู่ในสวนโอสถ เขารู้สึกว่าหากเจอสวนโอสถเมื่อไรย่อมเจอสมุนไพรพลังปราณชน นิดนี้แน่
เรือวิญญาณแล่นอย่างรวดเร็วและกำลังทิ้งห่างเกาะแรกออกไปทีละน้อย ไม่นานเกาะนั้นก็หายวับไปจากสายตาของปู้ฟาง
…..
หนานกงอู๋เชวียรู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว ราวกับร่างกายกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ
เขาพยายามสุดชีวิตที่จะลืมตาขึ้น แล้วพบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนดาดฟ้าเรือ
ดาดฟ้าเรือ ข้าอยู่บนเรือหรือนี่
หนานกงอู๋เชวียนึกได้ว่าตัวเองกระโดดลงเรือโลหะสีดำก่อนหมดสติไป ตอนนี้เขาน่าจะนอนอยู่บนดาดฟ้าของเรือโลหะสีดำลำนั้น
หนานกงอู๋เชวียสูดหายใจลึก พอลุกยืนก็ถูกความเจ็บปวดแสนสาหัสโจมตีไปทั่วร่าง เขาเริ่มมองไปรอบๆ
หนานกงอู๋เชวียอยู่บนเรือโลหะจริงๆ มันมีสีดำสนิทและไม่มีลวดลายแม้แต่น้อย มีแค่สีเดียวคือสีดำ ไม่มีใครรู้ว่าเรือลำนี้สร้างจากวัสดุอะไร…
เรือโลหะสีดำเย็นยะเยือกแผ่รัศมีน่าขนลุกออกมา
บนเรือมีใบเรือ แต่ใบเรือเองก็มีสีดำสนิท
ทุกส่วนของเรือดูค่อนข้างพิลึกและลี้ลับ ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องรู้สึกใจคอไม่สู้ดี
หนานกงอู๋เชวียเดินรอบดาดฟ้าช้าๆ พลางหรี่ตาลง เขาต้องการรู้วิธีใช้เรือและอยากรู้ว่ามันกำลังแล่นไปที่ใด
ปัง! ปัง!
เสียงคลื่นกระทบเรือดังก้องกังวานในหูของหนานกงอู๋เชวีย แต่เรือยังมั่นคงไม่ไหวติง เขาเดินอยู่บนดาดฟ้าเรือแท้ๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนเดินบนพื้นราบที่ไม่โคลงเคลงเลยสักนิด
หลังจากสำรวจได้สักพักหนึ่ง หนานกงอู๋เชวียก็พบทางเข้าห้องโดยสารเรือ ทางเข้าสีดำสนิทและมีลมเย็นพัดออกมา
ทางเข้ามืดทึบดูประหลาดและน่าหวาดกลัว… หัวใจของหนานกงอู๋เชวียสั่นระรัวเพราะความกลัวเมื่อยืนอยู่ตรงนั้น
เขาให้กำลังใจตัวเองก่อนเดินเข้าไปในความมืดสนิท ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจู่ๆ เขาก็เกิดความสนใจซึ่งอธิบายไม่ได้กับเรือลำนี้ขึ้นมา
หลังจากเข้ามาในห้องโดยสารเรือ เขาก็พบแต่ความมืดมิด… มองไม่เห็นอะไรสักอย่าง
เรือของหนานกงอู๋เชวียมีขนาดมโหฬาร ใหญ่กว่าเรือวิญญาณทั่วไปไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า มันเหมือนภูเขาอับทึบซึ่งผุดขึ้นผุดลงขณะล่องไปในดินแดนเร้นลับทะเลเมฆา
หนานกงอู๋เชวียยกมือขึ้นเรียกเพลิงสังเคราะห์ดวงเล็กออกมาส่องดูรอบตัว ทันทีที่แสงสว่างเจิดจ้าขึ้น หัวใจของเขาก็สั่นสะท้าน ชายหนุ่มพบกว่าทั้งสองด้านของห้องเต็มไปด้วยโครงกระดู กมหาศาล
โครงกระดูกเหล่านี้น่าจะเก่าแก่มากเพราะเสื้อผ้ากลายเป็นผุยผงไปหมดแล้ว
กระนั้นก็ดีเหตุใดจึงมีโครงกระดูกมากมายถึงเพียงนี้
หนานกงอู๋เชวียรู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาฉับพลัน เขาประเมินสิ่งรอบตัวอย่างระมัดระวัง ในใจมีแต่ความตื่นตระหนก หลังจากเห็นโครงกระดูกในห้องแล้วก็ยิ่งรู้สึกกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ
“ให้ตายเถิด เหตุใดจึงได้ชวนสยองขวัญเช่นนี้ ห้ามโผล่ออกมาเด็ดขาดเชียว! ข้ามีเนื้อปั้น…”
หัวใจของหนานกงอู๋เชวียชาหนึบขณะพึมพำกับตัวเอง เขากินเนื้อปั้นกระปรี้กระเปร่าที่เถ้าแก่ปู้ทำให้ซึ่งมันยังร้อนๆ อยู่ ดูเหมือนจะเปล่งแสงอ่อนๆ ออกมาตอนอยู่ในมือของเขา
ทันใดนั้นหนานกงอู๋เชวียก็เห็นศิลาแผ่นหนึ่งตั้งอยู่กลางห้อง
หนานกงอู๋เชวียเดินไปที่แผ่นศิลา ชายหนุ่มเบิกตากว้างขณะอ่านตัวหนังสือที่เขียนไว้
“เรือยมโลก...”
หัวใจของชายหนุ่มสั่นสะท้านขณะอ่านตัวหนังสือบนแผ่นศิลา เรือลำนี้ไร้รูปทรง ล่องหนและแล่นไปเรื่อยในทะเล
การปรากฏของเรือแต่ละครั้งนำมาซึ่งหายนะ มันคือสัญลักษณ์แห่งความตายและการนองเลือด
มันคือเครื่องหมายแห่งอัปมงคล
มันคือเรือต้องคำสาป
มันคือเรือสีดำสนิทที่ทำให้หัวใจของคนสั่นระรัวด้วยความกลัว
หนานกงอู๋เชวียอย่างจะร้องไห้เหลือเกิน เขานี่ช่างเป็นคนอาภัพอับโชคอย่างแท้จริง ทั้งที่หนีจากหนานกงเสวียนเฮ่อมาได้และรอดตาย เขากลับมาเจอเรือยมโลก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพบเร รือยมโลกสักครั้งในหนึ่งร้อยปี แต่หนานกงอู๋เชวียกลับพบทันใดที่เข้าสู่ดินแดนเร้นลับ
โครม!
ขณะที่หนานกงอู๋เชวียกำลังเสียใจกับการกระทำของตัวเอง ประตูห้องโดยสารเรือก็ปิดลงเสียงดังสนั่น มันถูกปิดตายพร้อมเสียงกึกก้อง
หนานกงอู๋เชวียตื่นตกใจ พยายามรีบออกจากห้อง แต่ก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่าไม่มีทางออก ยิ่งกว่านั้นเขายังได้ยินเสียงแว่วของคนที่กำลังร้องเพลงดังก้องไปทั่วห้อง ช่างน่าขนลุกและสะพร รึงกลัวยิ่งนัก
….
หมอกลอยขึ้นจากทะเลช้าๆ
ปู้ฟางนั่งขัดสมาธิอยู่บนเรือพลางยกมือขึ้น ชายหนุ่มสัมผัสได้ทันทีว่าหมอกนั้นปกคลุมเรือวิญญาณเอาไว้ ทุกอย่างดูพร่ามัวและเลือนรางเมื่อถูกหมอกโอบล้อม
หมอกหนาไม่ต่างจากม่านหลายชั้นที่คลุมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ทำให้มองเห็นสิ่งรอบตัวไม่ชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนมีเรือลำหนึ่งเข้ามาเทียบกราบซ้ายเรือวิญญาณของเขาอย่างช้าๆ มันมีขนาดมหึมาน่าเกรงขาม แผ่รัศมีน่าพรั่นพรึงออกมา มันคือเรือโลหะสีดำสนิทนั่นเอง
ภาพของเรือปรากฏขึ้นเลือนรางในหมอก มันเข้ามาเทียบข้างทีละน้อยราวกับผีทะเล
ปู้ฟางหรี่ตาลงพลางจ้องเรือสีดำขนาดใหญ่ที่ลอยเข้ามาช้าๆ ในที่สุดเรือสีดำก็แล่นออกห่างจากเรือวิญญาณของปู้ฟางแล้วหายวับไปในหมอกหนา
ปู้ฟางสูดหายใจลึก มันคือเรือยมโลกที่เรือวิญญาณของเขาบรรยายไว้ใช่ไหมนะ
เรือซึ่งมาจากยมโลก… เรือซึ่งเป็นลางบอกความตาย ปู้ฟางรู้สึกคุ้นกับคำว่า ‘ยมโลก’ เล็กน้อย เขาขมวดคิ้วพลางใช้ความคิด แต่ก็นึกอะไรไม่ออกทั้งนั้น
ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ ขณะมองเรือโลหะที่ถูกหมอกกลืนเข้าไปทีละน้อย
ปู้ฟางเดินหน้าเข้าสู่ดินแดนเร้นลับทะเลเมฆาต่อ ภาพคลุมเครือของเกาะแห่งหนึ่งปรากฏผ่านหมอก เกาะแห่งนี้มีขนาดมโหฬารและใหญ่กว่าเกาะแรกที่เขาพบร้อยเท่าพันเท่า
เรือวิญญาณแล่นเอื่อยไปที่เกาะขนาดมหึมาแล้วหยุดที่ชายฝั่ง
ปู้ฟางพยายามเก็บเรือวิญญาณใส่กระเป๋าคลังเก็บ แต่ก็ยัดมันลงไปไม่ได้ เขาทำได้เพียงดันมันขึ้นฝั่งแล้วทิ้งไว้บนหาด ก่อนเดินไปยังใจกลางเกาะ
เกาะแห่งนี้มีขนาดใหญ่มากจนปู้ฟางมองไม่เห็นอีกฟากหนึ่ง มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
ปู้ฟางไม่รู้ว่ามันคือเกาะที่มีสวนโอสถหรือไม่ เขาจึงต้องเดินสำรวจ หากมีสวนโอสถจริงจะถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเขา
กระนั้นเมื่อเห็นว่าบนเกาะมีก้อนหินมากมาย เขาก็รู้สึกว่าที่นี่ไม่น่ามีสวนโอสถ
ไม่มีสมุนไพรพลังปราณชนิดใดงอกงามท่ามกลางก้อนหิน หากไม่อาจดูดซับสารอาหาร แล้วมันจะเติบโตและมีสรรพคุณทางยาได้อย่างไร
ตอนที่ปู้ฟางลงจากเรือ เจ้าขาวกับดวงตาสีม่วงส่องแสงวูบวาบตามหลังมาด้วย เจ้ากุ้งเองก็นอนหลับอยู่บนไหล่ของเขา ทุกอย่างดูค่อนข้างร่มเย็นเป็นสุข
ปู้ฟางจ้องมองเส้นทางที่คดเคี้ยว แล้วออกเดินบนทางที่จะพาเข้าไปสู่ชั้นในของเกาะ สิ่งที่เขาไม่รู้คือมีเรือวิญญาณนับไม่ถ้วนจอดอยู่รอบเกาะแห่งนี้
มีคนมากมายเดินทางจากหลากหลายเส้นทางเข้าสู่ใจกลางเกาะ ดูเหมือนว่าไม่ช้าคนทั้งหมดก็จะมาพบหน้ากัน
หลังจากเดินตามเส้นทางพักใหญ่ ปู้ฟางก็เข้าสู่เขตที่มืดมิด มีลมเย็นยะเยือกน่าขนลุกลอยมาปะทะ เขาไม่ได้ติดอยู่ในความมืดนานเพราะพบเส้นทางที่สว่างเจิดจ้าอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ปู้ฟางกำลังสืบเท้าเข้าไป แสงสว่างก็ส่องทุกอย่างเบื้องหน้าให้ปรากฏ
เมื่อเห็นทัศนียภาพตรงหน้า รูม่านตาของชายหนุ่มก็พลันหดเกร็งพลางหายใจไม่ทั่วท้อง นั่นเพราะสัตว์ประหลาดหลายตัวที่อยู่ตรงหน้าคืออสูรเวทที่เขาคุ้นเคยดี
มันคือเหล่าอสูรร้ายที่เขาพบในเหมืองผลึกของหนองน้ำปราณมายา
กระนั้นเหล่าอสูรผลึกตรงหน้าก็มีขนาดใหญ่กว่าและดูดุร้ายกว่าในเหมืองผลึกของหนองน้ำปราณมายา มันปล่อยพลังกดดันรุนแรงที่ทำให้หัวใจคนสั่นสะท้านออกมา
หนึ่ง สอง สาม…
อสูรผลึกขนาดยักษ์สามตัวกำลังแผ่รัศมีรุนแรงยิ่ง และมีอสูรผลึกอีกนับไม่ถ้วนซึ่งแผ่รัศมีที่อ่อนกว่าอยู่รอบตัวพวกมัน
มันคือเขตเรืออับปาง และหลังจากเห็นอสูรผลึกพวกนี้ ปู้ฟางก็เข้าใจทุกอย่าง
สรุปว่ามีเหมืองผลึกขนาดมโหฬารตั้งอยู่บนเกาะใหญ่ยักษ์แห่งนี้
อสูรผลึกขนาดเท่าขุนเขาทั้งสามตัวกลางเกาะมีหน้าที่ปกป้องตาผลึกสามตาซึ่งเปล่งประกายเจิดจรัสอยู่เบื้องหลังพวกมัน
ปัง! ปัง! ปัง!
“ตาผลึกนั่นช่างใหญ่โตนัก! ต้องมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ภายในแน่”
“ตาผลึกนี่ต้องเป็นของข้า! หากพวกเจ้าไม่อยากตายก็จงหลีกทางเสีย”
“ใหญ่โตแวววาวขนาดนี้… ต้องมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่แน่นอน”
…
เสียงคำรามปนตื่นเต้นดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
ปู้ฟางตกใจเพราะจู่ๆ ก็มีคนมากมายออกมาจากทางเข้าอื่นๆ ที่อยู่ใกล้ๆ
แต่ละคนปล่อยรัศมีทรงพลังน่าเกรงขาม แผ่พลังกดดันแห่งจักรวาลออกมานับไม่ถ้วน
ปู้ฟางไม่คาดคิดว่าแถวนี้จะมียอดฝีมือขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์โผล่มามากมาย
พลังกดดันแห่งจักรวาลแผ่พุ่งไปทั่วบริเวณ อสูรผลึกทุกตัวที่ตอนแรกสงบนิ่งพลันลืมตาขึ้น รัศมีสีแดงก่ำในดวงตาของพวกมันกวาดมองไปทั่ว