ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 454 แก่นผลึกม่วง
ไม่น่าเชื่อว่าเกาะแห่งนี้จะมีเหมืองผลึกขนาดมหึมา
ตาผลึกวับวาวทั้งสามชิ้นเหมือนดาวสามดวงที่ส่องประกายอยู่บนท้องฟ้ามืดมิด มันดึงดูดสายตาของทุกคนที่อยู่ที่นี่ และกระตุ้นให้เกิดความละโมบ
การที่ตาผลึกทั้งสามชิ้นมีอสูรผลึกขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้องอยู่ แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในย่อมมีค่ามหาศาล
ทุกคนพากันตื่นเต้นดีใจ
เกิดเสียงคำรามดังกึกก้องจากผนังเมื่อเหล่ายอดฝีมือที่เข้ามาในเหมืองผ่านช่องทางต่างๆ พุ่งตัวออกไปยังตาผลึก
ความโลภคือต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งปวง ความอยากได้อยากมีของคนเหล่านี้ดึงดูดความสนใจจากอสูรผลึกผู้พิทักษ์ ลำแสงสีแดงนับไม่ถ้วนเข้าปกคลุมถ้ำ และอึดใจต่อมา พายุพลังก็ปะทุข ขึ้น เหล่าอสูรผลึกตื่นจากการหลับใหลแล้วแผดเสียงดังก้องกังวาน
ปัง! ปัง!
บรรดาอสูรผลึกบุกเข้าใส่ศัตรูไม่ต่างจากเหล่ายอดฝีมือ ทั้งสองฝ่ายปะทะกันจนเกิดการห้ำหั่นตามมา
แม้ว่าอสูรผลึกจะว่องไว แต่ความเก่งกาจของเหล่ายอดฝีมือก็ไม่ได้ด้อย พวกเขาล้วนมีปราณอยู่ในขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์
ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงต่อสู้กันอย่างสูสีกัน
ปู้ฟางสังเกตหน้าตาของเหล่ายอดฝีมือและรู้สึกไม่คุ้นใครสักราย เขาเลือกไม่ร่วมวงด้วย ทำเพียงยืนดูอยู่ห่างๆ
จู่ๆ เจ้ากุ้งบนไหล่ของเขาก็ขยับตัวราวกับแมวที่ได้กลิ่นปลา มันลุกยืน กลอกตาโปนๆ ไปมาพลางโบกก้าม
ท่าทางเจ้ากุ้งจะตื่นเต้นไม่เบา
เกิดอะไรขึ้น ปู้ฟางค่อนข้างประหลาดใจและสับสน เขาหันมาดูแล้วพบว่าเจ้ากุ้งพุ่งตัวออกไปแล้ว มันกลายร่างเป็นลำแสงสีทองทะยานเข้าหาตาผลึกทั้งสามชิ้น
ดวงตาของปู้ฟางเบิกโต เขาพยายามห้ามเจ้ากุ้งแต่ช้าเกินไปเสียแล้ว ชายหนุ่มทำได้เพียงมองเจ้ากุ้งหายวับไปในฝูงชนอย่างจนปัญญา
ปัง!
อสูรผลึกที่พุ่งเข้าใส่ปู้ฟางโดนเจ้าขาวเล่นงานจนร่องแร่ง กลายเป็นผลึกชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วนที่ร่วงกระจายเกลื่อนพื้น
เจ้าขาวดวงตาสีม่วงส่องแสงวูบวาบ สวมชุดเกราะยืนพุงอ้วนกลมคอยคุ้มกันอยู่ด้านหลังปู้ฟาง
หึ่ง…
เจ้ากุ้งสะบัดตัวตามลมราวกับเป็นเส้นไหม ความเร็วของมันค่อนข้างน่าอัศจรรย์จนไม่มีใครมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เจ้ากุ้งปรากฏตัวตรงหน้าตาผลึกชิ้นหนึ่งพร้อมเสียงหวือตัดผ่านอากาศ มันกลอกตาโปนๆ ของตัวเอง และราวกับสัญชาตญาณดั้งเดิมถูกกระตุ้น มันขยับก้ามว่องไวราวระเบิดความเร็วออกมา ก่อน พุ่งตัวหายเข้าไปในตาผลิต
เหล่ายอดฝีมือและอสูรผลึกกำลังโรมรันพันตูกันอยู่ ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครรู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ตัวหนึ่งเข้าไปในตาผลิตแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังต่อสู้กันอย่า างบ้าคลั่งต่อไป
อสูรผลึกร้ายกายพอตัว หลังจากผ่านไปไม่นาน กลิ่นคาวเลือดก็เริ่มคละคลุ้งออกมาจากถ้ำ แถมในถ้ำยังเกลื่อนกลาดด้วยผลึกจากอสูรผลึกที่ถูกซัดกระเจิดกระเจิง
แม้ว่าการต่อสู้จะน่าเศร้าและขมขื่น แต่ก็มีบางคนเล็ดลอดเข้าไปถึงตาผลึกแล้วคว้ามาได้หนึ่งชิ้น
ตาผลึกเรืองแสงด้วยสีสันที่สะดุดตายิ่ง
เมื่อคว้าตาผลึกได้ เขาก็รีบพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วโดยไม่เหลียวหลัง พยายามออกจากที่นั่นให้ได้
เหล่าอสูรผลึกย่อมไม่มีทางปล่อยให้ใครหนีไปพร้อมตาผลึกเป็นแน่ อสูรผลึกบางตัวผละจากคู่ต่อสู้แล้วไล่ตามเขาไป
ภาพที่เห็นเปิดโอกาสให้ยอดฝีมือที่เหลือ พวกเขาร่วมมือกันสังหารอสูรผลึกขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ และคว้าตาผลึกชิ้นหนึ่งก่อนเหาะหนีออกจากถ้ำอย่างฉับไว
การต่อสู้ขยายตัวออกจากถ้ำแล้วกระจายไปทั่วเกาะ
ตาผลึกชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่มีรัศมีเลือนราง ความผันผวนของพลังปราณที่ปล่อยออกมาอ่อนมาก แค่มองด้วยตาเปล่าก็อนุมานได้ว่าไม่มีวัตถุล้ำค่าในตาผลึกนั้น
เหล่ายอดฝีมือหาได้โง่เขลา พวกเขาย่อมไม่เอาชีวิตไปแลกกับตาผลึกที่ไม่มีสิ่งล้ำค่า
ปู้ฟางประหลาดใจ เขาหรี่ตาลงอย่างไม่รู้ตัวพลางกวาดตามองรอบถ้ำที่บัดนี้ว่างเปล่า สีหน้าของชายหนุ่มแปลกประหลาดขณะมองตาผลึกชิ้นสุดท้าย
นั่นเพราะมันปล่อยรัศมีของเจ้ากุ้งออกมา
ปู้ฟางยังจำได้ดีว่าเคยเปิดตาผลึกแล้วเจอเจ้ากุ้ง
ตอนนั้นตาผลึกหนึ่งในสามชิ้นในเหมืองผลึกมีเจ้ากุ้งอยู่ด้วย ส่วนชิ้นอื่นๆ เหมือนจะถูกเจ้าดำจอมขี้เกียจกินไปจนสิ้น
ปู้ฟางเลยไม่รู้ว่าข้างในตาผลึกที่เหลือมีอะไร
เขารู้เพียงหลังจากเจ้าดำกินสิ่งที่อยู่ในตาผลึก มันก็นอนยาวราวกับปวดท้อง
ครั้งนี้เจ้ากุ้งก็ทำตัวเหมือนกัน… สรุปแล้วในตาผลึกมีอะไรกันแน่
ปู้ฟางอยากรู้ไม่น้อย
เขาเริ่มเดินเข้าไปหาตาผลึก ทำให้เหล่าอสูรผลึกตัวเหลือตาเบิกกว้างพลางจ้องเขาด้วยตาสีแดงสด พวกมันคำรามจนเกิดลมแรงกวาดต้อนไปทั่วบริเวณ
กระทะกลุ่มดาวเต่าดำปรากฏขึ้นในมือของปู้ฟาง เขาโบกเบาๆ มันก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วพุ่งเข้าฟาดเหล่าอสูรผลึกที่กำลังแผดเสียงคำราม
อสูรผลึกเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์จึงถูกปู้ฟางเล่นงานทันที เสียงกังวานดังก้อง จากนั้นผลึกก็ร่วงกราวลงบนพื้น
ปู้ฟางใช้มือข้างหนึ่งจับกระทะกลุ่มดาวเต่าดำแล้วเดินไปที่ตาผลึกเนิบๆ
เขาเริ่มกะขนาดของตาผลึกหน้าตาธรรมดาๆ ด้วยความสงสัย
ทันใดนั้นตาผลึกก็สั่นน้อยๆ บนผิวของมันปรากฏรอยแตกเล็กๆ มีหัวเล็กจ้อยเจาะรอยแตกออกมา มันคือหัวของเจ้ากุ้งนั่นเอง
รอยแตกมีขนาดเล็กมาก หลังจากตาผลึกปริแตก แสงสว่างเจิดจ้าก็เปล่งประกายและทะยานขึ้นสูง
พลังปราณหนาแน่นและกลิ่นหอมรุนแรงแผ่ออกมาจากตาผลึก
มันเป็นกลิ่นหอมที่ร้อนผะผ่าว
กลิ่นหอมรึ
รูม่านตาของปู้ฟางเบิกกว้าง ตาผลึกชิ้นนี้มีกลิ่นหอมเช่นนั้นหรือ แปลว่าข้างในมีอาหารรสเลิศหรือเปล่า เขาครุ่นคิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น ขณะที่เจ้ากุ้งคลานออกมาจากตาผลึกด้วยท่ าทางมึนเมา
ตัวของมันโอนเอนไปในอากาศก่อนมาถึงไหล่ของปู้ฟาง เมื่อได้ทำเลเหมาะๆ ก็ล้มตัวนอนแล้วผล็อยหลับไป
ปู้ฟางยกตาผลึกขึ้นมาแล้วพบว่าค่อนข้างมีน้ำหนัก เขาเขย่ามันเบาๆ ได้ยินเสียงของเหลวกระฉอกอยู่ข้างใน เห็นได้ชัดว่าเจ้ากุ้งไม่ได้ดื่มของเหลวในตาผลึกไปมาก เพราะอาการของมันไม่ หนักเท่าเจ้าดำ
ความเจริญอาหารของเจ้าสุนัขตะกละตัวนั้นช่างน่าสะพรึงเหลือทน
ปู้ฟางหรี่ตาลงพลางยกยิ้มมุมปาก เขาหยิบชามกระเบื้องจากกระเป๋าขอระบบออกมา แล้วเริ่มเทของเหลวในตาผลึกใส่ชาม ขณะเอียงตาผลึก ของเหลวสีม่วงเข้มก็ไหลออกมาช้าๆ มันเจิดจ้าและเปี่ ยมด้วยพลังปราณ
จ๊อก!
ของเหลวที่เหลือในตาผลึกเติมเต็มชามกระเบื้องจนปริ่มพอดิบพอดี มันปล่อยกลิ่นหอมเย้ายวนรุนแรงออกมา ปู้ฟางอดใจยื่นหน้าไปดมกลิ่นใกล้ๆ ไม่ได้
“แก่นผลึกม่วง: โอสถวิญญาณระดับสิบ มันคือวัตถุดิบที่ล้ำค่าอย่างยิ่ง สามารถช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังปราณและเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย… มันจะป ปรากฏในตาผลึกที่อยู่ในเหมืองขนาดใหญ่เท่านั้น มันยังสามารถเยียวยาวิญญาณที่บาดเจ็บ และช่วยให้อสูรเวทบรรลุขั้นได้”
ขณะปู้ฟางกำลังมองของเหลวตรงหน้า น้ำเสียงเคร่งขรึมของระบบที่ดังขึ้นในใจก็เริ่มแนะนำของเหลวนี้
“โอสถวิญญาณระดับสิบรึ” ปู้ฟางตกตะลึง เขารู้สึกเหลือเชื่อไม่น้อย เพราะไม่คาดคิดว่าจะได้ครอบครองแก่นผลึกม่วงง่ายๆ เช่นนี้ โอสถวิญญาณระดับสิบเป็นของหายากไม่ใช่หรืออย่างไร
ปู้ฟางจ้องของเหลวสีม่วงในชามกระเบื้องซึ่งปล่อยกลิ่นหอมออกมา ความกระหายอยากลิ้มรสเพิ่มมากขึ้น เขาเลียริมฝีปาก ยื่นหน้าของไปใกล้ชามอย่างอดไม่ได้เพราะรู้สึกอยากจิบสักนิด
อึก!
ปู้ฟางจิบของเหลวเข้าไปหนึ่งอึก แก่นผลึกม่วงไหลลงปาก
ปู้ฟางรู้สึกว่ารูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้างแล้วมีไอน้ำพุ่งออกมา จากนั้นดวงตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
มันเผ็ดร้อนเหลือเกิน
นี่คือสิ่งที่ปู้ฟางรู้สึก แทนที่จะตั้งชื่อว่าแก่นผลึกม่วง เรียกมันว่าสุรายังเหมาะเสียกว่า หรือจะเรียกว่าสุราผสมน้ำบ๊วยดี รสชาติของแก่นผลึกม่วงเหมือนสุรารสแรงที่เจือร รสเปรี้ยวอมหวานของบ๊วย
แม้แก่นผลึกม่วงจะไม่ช่วยพัฒนาขั้นปราณของปู้ฟาง แต่พลังปราณของมันก็ซึมซาบเข้าสู่ร่างของเขาและทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น
เขาไม่แปลกใจแล้วที่เจ้าดำหลับผล็อยหลับหลังดื่มแก่นผลึกม่วงเข้าไป เพราะมันมีสรรพคุณรักษาวิญญาณที่บาดเจ็บและช่วยพัฒนาขั้นปราณของอสูรเวท
ปู้ฟางกัดริมฝีปาก ควบคุมแรงกระตุ้นที่อยากจะดื่มอีกหนึ่งอึก เขาเก็บแก่นผลึกม่วงเข้ากระเป๋าของระบบ มันคือของดี และเขาไม่อยากให้มันเสียของ
ถ้านำไปปรุงดีๆ มันต้องกลายเป็นสุราชั้นดีที่ล้ำค่าที่สุดอย่างแน่นอน
รอบเกาะมีผลึกจากตัวอสูรผลึกแตกกระจายอยู่มากมาย
ยอดฝีมือผู้หนึ่งที่ตัวอาบไปด้วยเลือดแผดเสียงดังลั่นแล้วหยิบตาผลึกขึ้นมา เขารวบรวมพลังของตัวเองก่อนเปิดมันอย่างระมัดระวัง
ยอดฝีมือจำนวนมากมองดูคนผู้นี้เปิดตาผลึกด้วยความสงสัยใคร่รู้
ทุกคนล้วนอยากรู้ว่ามีสมบัติล้ำค่าอะไรอยู่ภายใน จนถึงขนาดต้องมีอสูรผลึกขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้อง
กระนั้นหลังเปิดตาผลึก ยอดฝีมือผู้นั้นก็หดหู่จนแทบกระอักเลือดออกมา เพราะตาผลึกนั้นว่างเปล่า เขาไม่พบสมบัติข้างในเพราะตาผลึกชิ้นนี้เป็นตาผลึกแข็ง
ยอดฝีมือที่ได้ตาผลึกอีกหนึ่งชิ้นไปลิงโลดอย่างบ้าคลั่ง หากผู้ที่ได้ตาผลึกชิ้นแรกเจอแต่ความว่างเปล่า แปลว่าตาผลึกในมือของเขาน่าจะมีบางอย่างที่ดีงาม
ดังนั้นเขาจึงเปิดตาผลึกอย่างรวดเร็ว หากภายในมีของล้ำค่าก็ถือว่าเขาไม่เหนื่อยเปล่า แต่ราคาของสิ่งที่อยู่ข้างในกลับไม่คุ้มแรงที่พวกเขาเสียไป ทุกคนตกตะลึงอยู่ชั่วขณะจากนั้นก็ เริ่มส่งเสียงเอ็ดตะโร
ในเมื่อตาผลึกสองชิ้นไม่มีของดีเลย ก็แปลว่าตาผลึกอีกชิ้นที่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจต้องมีของดีแน่
ดวงตาของเหล่ายอดฝีมือเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่งก่อนพุ่งตัวไปในถ้ำ
ตอนนั้นเองชายหนุ่มร่างสูงเพรียวก็เดินออกมาช้าๆ
ยอดฝีมือบางคนมองปู้ฟางอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้ไยดีนักก่อนรีบพุ่งตัวไปหาตาผลึกชิ้นสุดท้าย
ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นเช่นนี้ พวกเขาคิดผิดเพราะตาผลึกชิ้นสุดท้ายคือชิ้นที่สำคัญที่สุด
ปู้ฟางมองเหล่ายอดฝีมือที่รีบรุดผ่านไปอย่างสงสัย ค่อนข้างสับสนกับการกระทำของพวกเขา
กลับเข้าไปในเหมืองกันอีกทำไม
ปู้ฟางอึ้งไปแค่ชั่วครู่หนึ่ง จากนั้นก็ไม่ยินดียินร้ายกับคนพวกนั้นอีก ชายหนุ่มเดินออกมาด้านนอกเกาะ ผลักเรือวิญญาณลงน้ำท่ามกลางคลื่นสูง เขานั่งบนเรือแล้วใช้พลังปราณเที่ยงแท้ ส่งให้เรือแล่นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ตอนที่ปู้ฟางกำลังควบคุมเรือวิญญาณจากไป เหล่ายอดฝีมือที่แห่เข้าไปในเหมืองก็กลับออกมา
เมื่อเห็นปู้ฟางกับเรือลำน้อย พวกเขาก็เริ่มส่งเสียงเอะอะ
“เจ้าหนุ่มนั่น! ปล่อยให้มันหนีไปไม่ได้ มันเอาตาผลึกชิ้นที่สามไปด้วย”
โครม!
เสียงเรือวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกดันลงน้ำดังกึกก้อง ปู้ฟางอดใจไม่ได้จึงหันมาดูด้วยความประหลาดใจ จากนั้นรูม่านตาก็เบิกกว้าง
เหล่ายอดฝีมือต่างลงเรือวิญญาณ ชะโงกหน้าชูคอถลึงตาโตไล่กวดเขามา
ปู้ฟางตื่นตกใจ เขาหันหน้ากลับแล้วใช้พลังปราณเที่ยงแท้เร่งความเร็วของเรือ
“คนพวกนี้สมองทึบหรืออย่างไร ทำไมต้องทำให้ข้ากลัวด้วย”