ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 473 ทักษะการตั้งชื่อของเถ้าแก่ปู้
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 473 ทักษะการตั้งชื่อของเถ้าแก่ปู้
หนานกงอู๋เชวียตื่นตะลึงเป็นที่สุดเมื่อเห็นหญิงสาวจากยมโลกโผล่ออกมาจากวงแหวนปราณ
ใบหน้าอันงดงามหมดจดของนางทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวด้วยความกลัว นิสัยเย็นชาของนางทำให้ร่างกายของเขาเกร็ง เหตุนางจึงมาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ว่านางควรอยู่ในดินแดนเร้นลับตลอดไปหรือ หลังจากที่เขาออกมาจากดินแดนเร้นลับได้ ก็ไม่ควรต้องพบนางอีกแล้วไม่ใช่หรือ
หญิงสาวจากฝันร้ายนางนี้มีรูปร่างสูงโปร่ง ส่วนเว้าส่วนโค้งที่เย้ายวนถูกชุดยาวสีดำปกคลุมไว้ ขายาวและขาวนวลของนางเหยียดตรงไร้ที่ติ
นางยืนอย่างสงบอยู่ตรงกลางวงแหวนปราณเคลื่อนย้าย จับจ้องปู้ฟางด้วยนัยน์ตาดำสนิท
เมื่อปู้ฟางสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากเบื้องหลัง เขาก็หันศีรษะกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเห็นหญิงสาวจากยมโลกยืนอยู่ตรงกลางวงแหวนปราณเคลื่อนย้าย ผมดำของนางสยายยาวถึงสะโพก ประกอบกับใบหน้างดงามและซีดขาว รูปลักษณ์ของนางจึงฝากความประทับใจให้กับผู้คนที่ได้พบเห็น
“หญิงสาวจากยมโลกหรือ” ปู้ฟางตกใจ เช่นเดียวกับหนานกงอู๋เชวีย ชายหนุ่มงุนงง อยากรู้ว่าเหตุใดนางจึงออกมาจากดินแดนเร้นลับ
ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่หยีตาแสยะยิ้ม มันแกว่งหางไปมาไม่หยุด “นางอาจไม่อยากแยกจากอาหารของเจ้าก็เป็นได้” ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มของบุรุษ
หืม ปู้ฟางนึกตกใจกับคำพูดของท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ก่อนจะหันไปมองเจ้าสุนัขอ้วน ครั้งนี้คำพูดของเจ้าสุนัขอ้วนดูเหมือนจะสมเหตุสมผล…
หญิงสาวจากยมโลกก้าวออกมาข้างหน้า เท้าขาวเรียบเนียนของนางสัมผัสพื้น ดูเหมือนว่านางไม่ได้สวมรองเท้า ดูท่าคงไม่ชอบสวมรองเท้า นางเดินออกมาจากวงแหวนปราณเคลื่อนย้าย ตามหลังปู้ฟางมาติดๆ
“เจ้ายังอยากกินข้าวโลหิตมังกรอยู่หรือ” ปู้ฟางถามหญิงสาวอย่างใจเย็น
หญิงสาวจากยมโลกพยักหน้า ใบหน้าของนางเรียบเฉยเช่นเคย
ข้าวโลหิตมังกรที่ผสมผสานกับแก่นผลึกม่วงทำให้นางหลงใหลได้ปลื้ม พลังปราณภายในอาหารจานนั้นเข้มข้นยิ่งกว่าวัตถุดิบสวรรค์หรือทรัพย์สมบัติของโลกทั่วๆ ไป
หากนางได้กินอาหารที่ปู้ฟางทำบ่อยๆ จากการตามเขาไปไหนมาไหน นางย่อมสามารถกำราบคำสาปในกายได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องคอยเสาะหาวัตถุดิบสวรรค์หรือทรัพย์สมบัติของโลกอีกต่อไป นางยังจะรอดพ้นจากความรู้สึกทรมานของคำสาป นางไม่ได้อยากได้อะไรมากมาย ความต้องการของนางนั้นค่อนข้างเรียบง่าย นางแค่ไม่อยากทนทุกข์ทรมานเช่นในอดีตอีกต่อไป
ปู้ฟางขมวดคิ้วเมื่อเห็นสายตาของหญิงสาวจากยมโลก เขาสัมผัสได้ถึงความปรารถนาในแววตานั้น
“เจ้าหนูปู้ฟาง เหตุใดเจ้าไม่พาสตรีนางนี้ไปด้วยเล่า ร้านใหม่ของเจ้าต้องการบริกร… เจ้าจะเรียกแม่หนูเสี่ยวอี้มาที่ร้านใหม่ก็ไม่ได้ไม่ใช่หรือ” เสียงของท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ก้องอยู่ในหูปู้ฟาง
ชายหนุ่มหันไปมองสุนัขอ้วนแวบหนึ่ง ชายหนุ่มสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับสถานการณ์นี้
‘ข้าคงไม่กลายมาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในแผนการลักพาตัวหญิงสาวจากยมโลก-ของเจ้าดำหรอก… ใช่ไหม’
มีความเป็นได้สูงทีเดียวที่สถานการณ์จะเป็นเช่นนั้น
แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว ปู้ฟางก็รู้สึกว่าเจ้าดำพูดถูกต้อง เป็นความจริงที่ร้านอาหารหมอกนภาของเขาต้องการบริกร
สตรีนางนี้อาศัยอยู่ในดินแดนเร้นลับมานานเกินไป ขณะนี้เมื่อนางออกจากบ้านมา นางก็จะกลายเป็นคนพเนจรอยู่ในเมืองหมอกนภา คงใจไม้ไส้ระกำเกินไปที่จะปล่อยให้นางร่อนเร่ไปในทวีปกว้างใหญ่
ปู้ฟางจะให้หนานกงอู๋เชวียดูแลนางก็ยังได้…
แต่เมื่อเห็นสีหน้าตื่นกลัวของหนานกงอู๋เชวียขณะมองหญิงสาวจากยมโลก ปู้ฟางก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมดูแลนางแน่
ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ชายหนุ่มคงต้องยอมให้หญิงสาวจากยมโลกตามเขามา
“ได้ เจ้าตามข้ามา” ปู้ฟางพยักหน้าให้นาง
ดวงตาของหญิงสาวจากยมโลกเป็นประกาย มุมปากของนางยกขึ้นด้วยความยินดี
“สหายปู้… เจ้าจะพานางไปด้วยจริงๆ หรือ นางน่ะ…” หน้าของหนานกงอู๋เชวียเปี่ยมไปด้วยความไม่อยากเชื่อและตกตะลึงขณะจ้องมองปู้ฟาง เหตุใดอีกฝ่ายจึงรับนางมาเล่า แล้วจากนี้เขาจะไปร้านของปู้ฟางได้อย่างไร
ก่อนที่หนานกงอู๋เชวียจะทันพูดจบ เขาก็รู้สึกเหมือนว่ามีคนกำลังจ้องมองอยู่
หญิงสาวจากยมโลกหันศีรษะมามองเขา นัยน์ตาดำสนิทของนางเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“อย่าเชียว! พี่หญิงใหญ่ ท่านช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด…”
หนานกงอู๋เชวียยอมแพ้ทันที คำพูดที่เหลือที่เขากำลังจะพูดออกมานั้นถูกกลืนหายลงท้องไปจนหมด
…
พอเดินออกจากอาคารหลายชั้นของตระกูลหนานกง พวกเขาก็มาถึงถนนสายหลักของเมืองหมอกนภา ถนนเส้นนี้ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คนและสับสนวุ่นวายเช่นเคย
ถึงแม้จะมีการต่อสู้อันเข้มข้นและขมขื่นเกิดขึ้นมากมายในดินแดนเร้นลับและทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เมืองหมอกนภาก็ยังอุดมสมบูรณ์และร่ำรวยเช่นเก่าก่อน รถที่ลากด้วยอสูรเวทนับไม่ถ้วนแล่นผ่านถนนที่มีตึกสูงเรียงราย เสียงคนตะโกนขายของดังระงมพร้อมกลิ่นโอสถทิพย์ตลบอบอวลในนครสุดแสนจะวุ่นวายแห่งนี้
หนานกงอู๋เชวียกล่าวลาปู้ฟางก่อนจะจากไป เขาบรรลุขั้นปราณแล้ว มีสิ่งสำคัญบางอย่างที่เขาต้องไปจัดการ
ปู้ฟางพยักหน้าตอบอย่างเงียบงัน
ชายหนุ่มพาเจ้าขาว เจ้าดำ และเจ้ากุ้งที่นอนอยู่บนไหล่กลับเข้าไปยังร้านอาหารหมอกเมฆาในเมืองหมอกนภา
แน่นอนว่า ตอนนี้กลุ่มของเขามีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ซึ่งคือหญิงสาวร่างสูงจากยมโลกนั่นเอง
….
ชั้นที่สูงขึ้นไปของหอคอยโอสถปกคลุมด้วยเมฆและหมอก
ในห้องเล่นแร่แปรธาตุห้องหนึ่งมีชายชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ เลือดไหลออกมาจากปากของเขาไม่หยุด
คนผู้นี้คือปรมาจารย์เสวียนเปย ผู้ที่หยางเหม่ยจี๋ประคองออกมาจากดินแดนเร้นลับ เขาเป็นบุรุษที่ทำลายโซ่ตรวนขั้นเซียนเทพได้ถึงสามชิ้น แต่ก็ยังถูกบุรุษกายาโลหิตทำร้ายจนเจ็บหนัก ถึงแม้ว่าจะออกมาจากดินแดนเร้นลับระยะหนึ่งแล้ว เขาก็ยังบาดเจ็บอยู่
ชายชราต้องการเวลาอีกพักหนึ่งเพื่อรักษาตัวให้หายขาด
หยางเหม่ยจี๋ยืนกลัดกลุ้มอยู่ภายในห้องขณะจ้องมองผู้เป็นอาจารย์ที่พยายามรักษาตนเอง
ผ่านไปพักใหญ่ พลังรัศมีของปรมาจารย์เสวียนเปยก็ดีขึ้นเล็กน้อย เขาเปิดตาขึ้นพลางโบกมือไปทางหยางเหม่ยจี๋เพื่อให้นางไป
“เจ้าควรกลับห้องไปฝึกปราณให้ดีๆ บรรลุไปให้ถึงชั้นกายาศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ หากเจ้าทำได้ข้ามีรางวัลให้” ปรมาจารย์เสวียนเปยกล่าวกับหยางเหม่ยจี๋ด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน
หยางเหม่ยจี๋พยักหน้าให้อาจารย์อย่างนอบน้อมก่อนจะหันเดินออกจากห้องไป
นางได้สิ่งมีค่ามากมายจากการเดินทางไปยังดินแดนเร้นลับ ถึงแม้ว่าจะไม่เท่าสิ่งที่ปู้ฟางได้มา แต่ก็ยังได้วัตถุดิบสวรรค์และสมบัติแห่งโลกมนุษย์ด้วยการเดินตามหลังปรมาจารย์เสวียนเปยต้อยๆ
ขาข้างหนึ่งของนางเหยียบอยู่ในชั้นกายาศักดิ์สิทธิ์แล้ว การจะบรรลุขั้นปราณจึงไม่ใช่เรื่องยาก ตอนนี้นางสงสัยเรื่องรางวัลที่อาจารย์เตรียมไว้ให้นางมากกว่า
ปรมาจารย์เสวียนเปยถอนใจออกมายาวเหยียดหลังจากที่หยางเหม่ยจี๋ออกจากห้องไปแล้ว เขายกมือที่สั่นเทาขึ้น ดวงไฟสีขาวแปลกประหลาดปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ
“เปลวเพลิงอัคนีแห่งสวรรค์และปฐพี ‘เปลวเพลิงราชันเก้าโลกันตร์’ อย่างนั้นหรือ ข้าหวังว่าเปลวเพลิงนี้จะช่วยให้ยายเด็กนั่นพัฒนาขั้นปราณไปได้เรื่อยๆ ข้าหวังว่านางจะได้อันดับดีๆ ในการประลองครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หวังใจว่านางจะได้เข้าไปยังหอคอยโอสถของเมืองโอสถนภาเพื่อฝึกปรือ”
สิ่งนี้คือเปลวเพลิงราชันเก้าโลกันตร์ หลังจากที่หนานกงเสวียนเฮ่อถึงแก่ความตาย ชายชราก็ชิงมันมาจากศพของอีกฝ่าย
เขาไม่ได้หลอมรวมมันเข้ากับตนเอง กลับกันเขาตั้งใจจะให้เปลวเพลิงนี่กับหยางเหม่ยจี๋ อย่างไรเสียเขาก็ชรามากแล้ว และได้ผลาญพลังชีวิตไปแทบหมดสิ้น ยังไม่นับเรื่องที่หยางเหม่ยจี๋เป็นศิษย์คนโปรดของเขาอีก นางเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านการเล่นแร่แปรธาตุสูงที่สุดที่เขาเคยได้พานพบ พรสวรรค์ของนางไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเจ้าคนเพี้ยนหนานกงอู๋เชวียแม้สักนิด
เอาเถอะ… ถึงแม้จะลือกันว่าครั้งหนึ่งเปลวเพลิงราชันเก้าโลกันตร์เคยเป็นของหนานกงอู๋เชวียมาก่อน แต่ตอนนี้มันมาอยู่ในมือของชายชราคนนี้แล้ว ดังนั้นจึงเป็นสิทธิ์ขาดของเขาที่จะยกเปลวไฟนี้ให้ใครก็ได้
…..
ปู้ฟางเดินทางกลับไปยังถนนเส้นที่ร้านอาหารหมอกเมฆาตั้งอยู่ ถึงแม้ชายหนุ่มจะรู้สึกว่าการเดินทางไปดินแดนเร้นลับนั้นใช้เวลาไปเพียงนิดเดียว แต่ความจริงมันล่วงเลยมาเดือนหนึ่งแล้ว และเพราะร้านอาหารหมอกเมฆาไม่ได้เปิดมาเป็นเดือน ร้านโอสถทิพย์ที่อยู่รอบๆ จึงกลับมาขายดิบขายดีอีกครั้ง
ตระกูลหนานกงเลือกพัฒนากิจการในย่านนี้เพราะรู้ว่าธุรกิจต้องรุ่งเรืองแน่ พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าจู่ๆ ร้านอาหารหมอกเมฆาจะมาปรากฏ แถมยังใช้วิธีไร้เหตุผลมาชิงความมั่งคั่งจากร้านโอสถทิพย์ของพวกเขาไปเสียหมด
“บัดซบอะไรกันวะเนี่ย! คนนั้นมันเถ้าแก่ปู้ไม่ใช่หรือ เขากลับมาจากดินแดนเร้นลับแล้วหรืออย่างไร”
“สวรรค์! เถ้าแก่ปู้กลับมาแล้ว…. ร้านอาหารจะกลับมาเปิดอีกครั้งแล้ว”
“ถ้าร้านอาหารนั่นกลับมาเปิดอีก เรามิตกงานกันหมดหรือ จู่ๆ ข้าก็รู้สึกไม่ค่อยดี… อยากจะร้องไห้เสียจริง…”
สีหน้าของเจ้าของร้านโอสถทิพย์ที่อยู่รอบๆ เริ่มหม่นหมองลงทันทีที่กลุ่มของปู้ฟางเดินเข้ามาด้วยท่าทางน่าเกรงขาม
ปู้ฟางนั้นค่อนข้างจะเฉยๆ ไม่แยแสใคร ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ขณะพยักพเยิดให้เจ้าของร้านเหล่านั้น ราวกับว่ากำลังทักทายฝูงเพื่อนเก่า
อันที่จริงแล้วชายหนุ่มรู้จักคนเหล่านี้ดีพอสมควร เจ้าของร้านทุกๆ คนเคยมากินอาหารในร้านของเขา และปู้ฟางก็ดูแลลูกค้าดีเสมอ
นอกจากเจ้าของร้านโอสถทิพย์ นัยน์ตาของบรรดาลูกค้าในร้านก็ส่องประกาย พวกเขามาที่นี่เพราะอยากซื้อโอสถทิพย์ แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว
หลังจากการรอคอยอันยาวนาน สุดท้ายเถ้าแก่ปู้ก็กลับมาจนได้
ในที่สุดพวกเขาก็จะได้ชิมอาหารจานเด็ดอีกครา ทั้งเต้าหู้เหม็นและพระกระโดดกำแพง! เมนูเหล่านี้สะกดใจพวกเขาได้อยู่หมัด…
ในไม่กี่อึดใจ กลุ่มคนขนาดใหญ่จนดูน่าเกรงขามก็เดินตามหลังปู้ฟางมา พวกเขาตั้งใจมารอร้านเปิดทำการอีกครั้ง
ทว่าหลังจากเดินตามกลุ่มเถ้าแก่ปู้มาสักพัก สายตาของพวกเขาก็เบนมามองสตรีร่างสูงสง่าผู้สวมชุดสีดำ นางมีใบหน้างดงามยิ่ง แถมยังมีส่วนโค้งเว้าและเรียวขาสวยราวหยก
อะไรกันวะเนี่ย! เถ้าแก่ปู้พาสาวงามระดับนี้กลับมาหลังจากเดินทางไปดินแดนเร้นลับรึ เขาไม่คิดว่าเทพธิดาหนานกงของพวกเราจะต้องช้ำใจเพราะสตรีนางนี้หรอกหรือ
ลูกค้าที่หงุดหงิดจับจ้องหญิงสาวจากยมโลกไม่วางตา
หญิงสาวจากยมโลกหยุดเดินก่อนจะหันมามอง นางกวาดตามองทุกคนด้วยสายตาเย็นเยียบ จู่ๆ เหล่าลูกค้าก็รู้สึกราวกับว่าร่างกายถูกหั่นด้วยคมมีดน้ำแข็ง สายตาของสตรีนางนี้… น่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!
ทุกคนตัวสั่นด้วยความกลัว และไม่กล้าคิดร้ายต่อนางอีก
ทันทีที่นางหันหลังกลับไปแล้วก้าวเดินต่อ ร่างสวยสะคราญก็โยกไหว ตอนนั้นเองฝูงชนที่อยู่ด้านหลังก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
“นางคือเทพธิดาผู้เย็นชา!”
“นางเฉยเมยและเย็นชาเหมือนเถ้าแก่ปู้เลย! แต่นางช่างสวยเหลือเกิน!”
“เมื่อครู่เทพธิดามองข้าหรือ ข้าแน่ใจว่านางมอง! ต่อแต่นี้ไปข้าจะมาที่ร้านของเถ้าแก่ปู้ทุกวันเพื่อชื่นชมนาง”
…
ปู้ฟางเปิดประตูสัมฤทธิ์ของร้านก่อนจะก้าวเข้าไปภายใน
“แล้ว… เจ้าชื่ออะไรเล่า” ปู้ฟางหันศีรษะกลับมามองหญิงสาวจากยมโลกแล้วถามนาง
หญิงสาวจากยมโลกส่งสายตามาทางเขา ไม่ได้กล่าวตอบ ใบหน้าของนางเย็นชาและเฉยเมยดังเดิม
ปู้ฟางอึ้งไปกับการกระทำของนาง หรือเอาเข้าจริงคือการไม่กระทำสิ่งใดเลยของนาง ชายหนุ่มหันมองท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ราวกับจะถาม
“อย่ามามองท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่นะ! ข้าจะไปรู้ชื่อนางได้อย่างไรกัน” ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่กลอกตาใส่เขาก่อนจะหาว มันย่างก้าวด้วยท่วงท่าเหมือนแมวไปที่ต้นตื่นรู้แล้วทิ้งตัวลงนอนข้างๆ
กิน นอน และเดินอย่างแมว… คือวิถีชีวิตของท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่
“จากนี้ไป เจ้าชื่อเสี่ยวโยว[1] เจ้าจะทำหน้าที่เป็นบริกรของร้านอาหารหมอกเมฆา เจ้าไม่ต้องทำสิ่งอื่นใดนอกจากจดรายการอาหารของลูกค้าแล้วเอามาส่งให้ข้า ข้าจะให้อาหารเจ้ากินทุกวัน อาหารทุกจานจะเปี่ยมไปด้วยพลังปราณ ถือเป็นค่าแรงในการทำงานที่นี่” ปู้ฟางกล่าวกับหญิงสาวจากยมโลก
อย่างไรเสียเขาก็ต้องทำอาหารให้เจ้าดำอยู่แล้ว เพิ่มเสี่ยวโยวเข้ามาในรายชื่อของคนที่เขาต้องทำอาหารให้กินไม่สร้างความแตกต่างแต่อย่างใด
หลังจากที่ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ได้ยินชื่อ ‘เสี่ยวโยว’ มุมปากของมันก็กระตุกขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ขนาดมันเป็นสุนัข ยังรู้สึกว่าทักษะการตั้งชื่อของปู้ฟางช่างห่วยแตกเสียจริง
หญิงสาวจากยมโลกทำเพียงยืนกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะพยักหน้า นางไม่เข้าใจสิ่งที่เขากำลังพูดแม้แต่น้อย
ปู้ฟางถอนหายใจก่อนจะยกมุมปากขึ้นพลางหันหลังเดินเข้าห้องครัวไป
“เอาละ… เริ่มทำงานเลย!” ปู้ฟางกล่าว
…..
ในชั่วขณะเดียวกันนั้นเอง หนานกงอู๋เชวีย ผู้ที่ร่างกายปลดปล่อยพลังรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวออกมาก็กำลังก้าวเข้าไปที่คฤหาสน์ตระกูลหนานกง
[1] มาจาก 幽冥 (โยวหมิง) ที่แปลว่า ยมโลก อเวจี นรก