ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 475 ปู้ฟาง ข้า…หิว
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 475 ปู้ฟาง ข้า…หิว
พายุฝุ่นพัดกระหน่ำ หินก้อนเล็กก้อนน้อยที่กระจายอยู่เกลื่อนพื้นถูกสายลมคลั่งพัดพาปลิวกระจายไปทั่ว
พลังปราณเที่ยงแท้เข้มข้นกระจายไปทั่วลานคฤหาสน์ตระกูลหนานกง ส่งให้สายลมที่รุนแรงอยู่แล้ว พัดกระหน่ำเสียจนไม่ว่าใครที่อยู่ภายในก็รู้สึกเหมือนถูกของมีคมเสียดแทงเมื่อลมพัดผ่านใบหน้า
บนพื้นเต็มไปด้วยหลุมบ่อและเศษหินแตกๆ
โซ่สองเส้นที่ปลิวสะบัดอยู่ด้านหลังหนานกงอู๋เชวียส่งพลังรัศมีรุนแรงออกมา ชายหนุ่มอ้าปากหอบหายใจขณะที่ผมสีแดงของเขาปลิวไสวอยู่ในสายลมประหนึ่งเปลวไฟร้อนแรง
ชายหนุ่มก้าวเดินมาข้างหน้า เท้าเหยียบไปบนหินชิ้นเล็กๆ ที่ขวางทาง ก่อให้เกิดเสียงแตกหักทุกๆ ก้าวที่เขาย่างเดิน
หนานกงเสวียนหูนอนหงายอย่างสิ้นหวังอยู่บนพื้นไม่ห่างออกไปนัก พลังรัศมีจากร่างแผ่วบาง เขากำลังจ้องมองไปบนท้องฟ้าด้วยแววตาว่างเปล่า
“ข้าบอกแล้ว… ว่าข้ามาคราวนี้เพื่อเอาคืนเจ้า เจ้าและพี่ชายทั้งสองคนทำให้ตระกูลหนานกงของข้าวุ่นวาย ความผิดของเจ้าใหญ่หลวงนัก ฉะนั้นเจ้าควรรู้ว่ามีสิ่งใดรอเจ้าอยู่ต่อจากนี้” หนานกงอู๋เชวียพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น พลางหอบหายใจแรง
ถึงแม้บางครั้งหนานกงอู๋เชวียจะชอบทำตัวตลกเรื่อยเปื่อย แต่เมื่อเอาจริงขึ้นมา เขาก็ดูสง่างามและน่าเกรงขามยิ่ง
ชายหนุ่มกระชากคอเสื้อหนานกงเสวียนหูขึ้นจากกองเศษกรวดก่อนจะจ้องใบหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาเยือกเย็น
แม้ว่าหนานกงเสวียนหูจะอยู่ในสภาพน่าเวทนา แถมยังมีเลือดไหลออกมาจากมุมปาก เขาก็ยังระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสะใจ ถึงจะกระอักเลือดออกมาเรื่อยๆ คนผู้นี้ก็ยังไม่หยุดหัวเราะ
“หนานกงอู๋เชวีย… เจ้าคิดว่าทุกอย่างจะจบเพียงเพราะเจ้ากลับมาตระกูลหนานกงอย่างนั้นหรือ”
นัยน์ตาของหนานกงเสวียนหูในตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความบ้าคลั่ง
“เปล่าประโยชน์สิ้นดี หากไร้ซึ่งหนานกงหวังเทียนและพวกเราสามพี่น้อง ตระกูลหนานกงแห่งเมืองหมอกนภาก็จะถูกตระกูลจางและตระกูลหลินกลืนกิน เมื่อถึงเวลานั้น ชะตากรรมของเจ้าก็จะไม่ผิดกับข้าตอนนี้สักเท่าใด” หนานกงเสวียนหูกล่าวก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อหนานกงอู๋เชวียได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูด สีหน้าของเขาก็ถมึงทึงขึ้น ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะชกหน้าหนานกงเสวียนหูจนลอยปลิวไปไกล ตัวของหนานกงเสวียนหูตกกระแทกพื้น เลือดสาดกระจายไปทั่ว
“เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไป ตระกูลหนานกงจะไม่ล่มสลายในมือข้าแน่” หนานกงอู๋เชวียพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงและมั่นใจ
ชายหนุ่มจ้องมองไปยังผู้คุ้มกันใกล้ๆ ที่กำลังตื่นกลัว
“ต่อแต่นี้ข้าคือประมุขของตระกูลหนานกง พวกเจ้าต้องรับคำสั่งจากข้าเท่านั้น” หนานกงอู๋เชวียพูด
เหล่าผู้คุ้มกันไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ สามพี่น้องนั้น หนานกงเสวียนเฮ่อและอีกคนก็ตายไปแล้ว เหลือเพียงหนานกงเสวียนหูที่ตอนนี้ถูกอัดจนพิการ
ดังนั้นเหล่าผู้คุ้มกันจึงจำต้องยอมรับและเชื่อฟังหนานกงอู๋เชวีย
“ดี จับเจ้าหมาแก่นี่ไปขังคุก ให้มันนอนจมอยู่ที่นั่นจนกระทั่งตระกูลหนานกงของข้ากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เพื่อให้มันได้เห็นกับตาตนเอง”
หัวใจของบรรดาผู้คุ้มกันสั่นไหว แต่พวกเขาก็รีบเข้าไปล้อมหนานกงเสวียนหู ผู้ที่ขั้นปราณถูกหนานกงอู๋เชวียทำลาย ก่อนจะจับตัวไปขังคุก
หนานกงอู๋เชวียยกมือถูอกพลางมองตามไป เขาอดทำหน้าเหยเกไม่ได้ทุกครั้งที่ยกมือถูอก
หนานกงเสวียนหูพูดถูกแล้ว เป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับตระกูลหนานกงที่จะหาที่ยืนในเมืองหมอกนภา หลังจากสูญเสียยอดฝีมือไปหลายคน
ตระกูลหลินและตระกูลจางย่อมจะไม่ยอมให้เหมืองทองอย่างตระกูลหนานกงที่กำลังอ่อนแอหลุดมือไปแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์เอกของสำนักใหญ่ๆ ต่างก็พากันไปเสียชีวิตในดินแดนเร้นลับ ดังนั้นสำนักมหาพิภพ สำนักพลับพลาวายุและอสนี สำนักหุ่นเชิด และกลุ่มอำนาจอื่นๆ ย่อมส่งยอดฝีมือเข้ามาที่เมืองหมอกนภาเป็นแน่
และเพราะตระกูลหนานกงเป็นเจ้าของวงแหวนปราณเคลื่อนย้ายที่นำไปสู่ดินแดนเร้นลับ แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องเป็นด่านแรกในการรับมือกับโทสะของบรรดายอดฝีมือเหล่านั้น
ทั้งหมดนี้ล้วนน่าวิตกทั้งสิ้น!
…..
เสี่ยวโยวยื่นมือออกมาอุ้มชามข้าวผัดไข่ร้อนๆ ควันฉุยไป
“นำไปส่งให้ลูกค้าคนที่สั่ง” ปู้ฟางพูดพลางมองเสี่ยวโยว
เสี่ยวโยวพยักหน้า สายตาของนางไม่ละออกจากข้าวผัดไข่เลย
ใบหน้างดงามเอียงเข้าหาชาม และเมื่อไอจากข้าวผัดพัดปะทะใบหน้า ใบหน้าซีดขาวของนางก็ปรากฏสีชมพูระเรื่อ นางแลบลิ้นออกมาเลียข้าวผัดไข่ก่อนจะลากข้าวบางส่วนเข้าปากไป รสหวานหอมของข้าวผัดไข่ระเบิดออกมาในปาก ทำให้นัยน์ตาของนางลุกโชนทันที
อร่อยเกินไปแล้ว!
เสี่ยวโยวเลียริมฝีปาก นัยน์ตาลุกวาว
ปู้ฟางถึงกับจนถ้อยคำเมื่อมองผ่านหน้าต่างมาเห็นเสี่ยวโยวกำลังเลียข้าวผัดไข่อยู่ มุมปากของพ่อครัวหนุ่มกระตุก
ตามคาด… การให้สตรีนางนี้มาเป็นบริกรช่างเป็นเรื่องไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
เสี่ยวโยวเดินออกไปก่อนจะวางชามกระเบื้องลงตรงหน้าลูกค้า
ลูกค้าคนนั้นถึงกับอึ้งไปเมื่อเห็นว่าข้าวผัดไข่ที่สั่งพร่องไปถึงสองในสามส่วน เขาหันไปมองเสี่ยวโยวสตรีผู้งดงามยิ่งมองมาที่ชามของเขาตาเป็นประกาย ที่มุมปากของนางยังมีเมล็ดข้าวติดอยู่
ได้โปรดอย่าทำเช่นนี้กับข้าเลย…
ลูกค้าอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก เพราะจำพลังอันน่าสะพรึงกลัวของบริกรสาวผู้นี้ได้ ทำให้เขาไม่กล้าโวยวาย
“คนสวย ข้ายกข้าวผัดไข่ที่เหลือให้เจ้าทั้งหมด ได้โปรดเอาชามใหม่มาให้ข้า” ลูกค้าพูด กักเก็บความเจ็บปวดเอาไว้ในใจ
ข้าวผัดไข่ชามหนึ่งมีราคาถึงสิบผลึก!
แพงยิ่งกว่าโอสถทิพย์ทั่วๆ ไปอีก
เมื่อเสี่ยวโยวได้ยินคำพูดของเขา นางก็จ้องมองอีกฝ่ายอย่างตื่นตกใจ เมื่อพบว่าสายตาของลูกค้านั้นจริงใจ นางหยิบชามกระเบื้องเคลือบขึ้นมาอย่างไม่รอช้าก่อนจะยัดเอาข้าวผัดไข่ที่เหลือทั้งหมดเข้าปาก
ถึงแม้ว่าปริมาณพลังปราณในข้าวผัดไข่จะน้อยนิด แต่อาหารจานนี้ก็อร่อยมาก มันอร่อยเทียบเท่าข้าวโลหิตมังกรที่เสี่ยวโยวชอบยิ่งกว่าวัตถุดิบสวรรค์และทรัพย์สมบัติของโลกเสียอีก เมื่อได้เจออาหารอร่อยอีกจานอยู่ตรงหน้า นางย่อมไม่ปล่อยไปง่ายๆ
เมื่อกินข้าวผัดไข่หมด นางก็ยกมือเช็ดริมฝีปากสีชมพูอย่างสุขใจ ริมฝีปากอ่อนนุ่มของนางขณะนี้มันวาวเพราะถูกเคลือบด้วยน้ำมัน
ลูกค้าหลายคนจ้องมองนางด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“เสี่ยวโยว มาตรงนี้หน่อย”
เสียงไม่แยแสของปู้ฟางดังขึ้น พ่อครัวหนุ่มยืนพิงประตูครัวพลางจ้องนางอยู่
เสี่ยวโยวจู่ๆ ก็แสดงอาการเขินอายราวกับเด็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าขโมยลูกอม
ทว่าปู้ฟางไม่ได้ดุด่านาง เขาเพียงอธิบายว่านางต้องตั้งสมาธิขณะนำอาหารไปส่ง พ่อครัวหนุ่มเน้นย้ำว่านางไม่ได้รับอนุญาตให้ขโมยอาหาร
เสี่ยวโยวกินอิ่มแล้ว นางจึงพยักหน้าด้วยท่าทีเฉยเมย
อาหารที่เหลือถูกนำมาส่งให้ลูกค้าตามโต๊ะอย่างถูกต้อง ปู้ฟางจึงค่อนข้างพึงพอใจ
เสี่ยวโยวปรับตัวเข้ากับงานใหม่ได้แล้ว และดูเหมือนนางจะชอบและชินกับมันพอใช้ได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่เสี่ยวโยวยกอาหารไปส่ง นางจะเผลอตัวแลบลิ้นเลียริมฝีปากเพราะอยากชิมสักคำ
การต้องหักใจจากความอยากนี้สำหรับนางเปรียบเหมือนการทรมาน
หากโอวหยางเสี่ยวอี้ได้มาเห็นความยากลำบากของเสี่ยวโยว เด็กน้อยคนนั้นก็คงจะพยักหน้าให้หญิงสาวอย่างเข้าอกเข้าใจ
ใครเล่าจะไม่มีอาการเช่นนี้หากเพิ่งเริ่มทำงานในร้านของเถ้าแก่ปู้
การค้าขายสำหรับวันนี้จบลงอย่างรวดเร็ว พอลูกค้าคนสุดท้ายออกจากร้านไป ปู้ฟางก็เดินตามไปปิดประตูสัมฤทธิ์ ก่อนจะหยิบเก้าอี้มานั่งพักสักครู่
เสี่ยวโยวเดินร่อนไปมาด้วยเท้าเปล่า นางสนอกสนใจทุกสิ่งทุกอย่างในร้านอย่างยิ่ง
หลังจากที่เดินไปมาอยู่พักใหญ่ เสี่ยวโยวก็มองหาที่นั่งก่อนจะทรุดตัวลง นางกะพริบดวงตาดำสนิทก่อนจะหันมามองปู้ฟาง
“ปู้ฟาง ข้า… หิว” เสี่ยวโยวกล่าว
ชายหนุ่มถึงกับตกใจกับคำพูดของนาง ตอนนั้นเองเจ้าดำก็ปรากฏตัวขึ้นข้างเขาก่อนจะกล่าวสำทับ “ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ก็หิวเช่นกัน”
เจ้าสุนัขอ้วนนี่หลับตั้งแต่ตอนที่พวกเรากลับมาถึงไม่ใช่หรือ ไม่ได้กระดิกตัวแม้แต่น้อยแต่ก็ยังหิวได้ นี่เป็นสุนัขหรือสุกรกันแน่เล่า
ปู้ฟางถึงกับอับจนถ้อยคำ
ชายหนุ่มลุกยืนก่อนจะเดินกลับเข้าครัวไป
เสี่ยวโยวยืนขึ้นเช่นกันจากนั้นก็เดินตามเขาไป
แต่ตอนที่นางกำลังจะเข้าไปในครัวก็ถูกปู้ฟางหยุดไว้ นางจึงต้องเดินกลับไปนั่งที่เก่า
หลังจากเข้ามาในครัว ปู้ฟางก็หยิบข้าวโลหิตมังกรออกมา ก่อนจะปรุงข้าวโลหิตมังกรโรยหน้าด้วยแก่นผลึกม่วง พร้อมซี่โครงเนื้อเปรี้ยวหวานผสมแก่นผลึกม่วง
เมื่อปรุงอาหารเสร็จ พ่อครัวหนุ่มก็ยกทั้งสองจานออกมาแล้วเดินออกจากห้องครัว
ทั้งเสี่ยวโยวและเจ้าดำรออย่างกระวนกระวาย พวกเขาหันมองปู้ฟางด้วยสีหน้าเช่นเดียวกัน
“นี่ของเสี่ยวโยว” ปู้ฟางวางข้าวโลหิตมังกรตรงหน้าเสี่ยวโยว
“นี่ของเจ้าดำ” เขาวางซี่โครงเนื้อเปรี้ยวหวานไว้ตรงหน้าเจ้าดำ
กลิ่นหอมรุนแรงและไอน้ำกระจายออกมาจากอาหารทั้งสองจาน ทำให้ร้านทั้งร้านดูเหมือนปกคลุมไปด้วยหมอก
เจ้าดำที่หมดความอดทนไปนานแล้วเริ่มกินอาหารอย่างมูมมามทันที
หลังจากกินอาหารเข้าไปเต็มคำใหญ่ มันก็ทำตาหยีแกว่งหางไปมาอย่างเอร็ดอร่อยไปกับรสชาติของซี่โครงมังกรเปรี้ยวหวาน “ข้านี่ช่างโชคดีนัก ซี่โครงมังกรเปรี้ยวหวานของเจ้าหนุ่มอร่อยล้ำจริงๆ ในที่สุดก็ได้กินซี่โครงมังกรเปรี้ยวหวานเสียทีหลังจากรอมาเนิ่นนาน”
หญิงสาวจากยมโลกกำลังโกยข้าวโลหิตมังกรเข้าปากด้วยมือ
ปู้ฟางอดขมวดคิ้วไม่ได้เมื่อเห็นเช่นนั้น
ชายหนุ่มกลับเข้าไปในครัวแล้วหยิบช้อนกระเบื้องเคลือบออกมาส่งให้เสี่ยวโยว พลางบุ้ยปากให้นางใช้ช้อนตักข้าวแทน
เสี่ยวโยวจ้องช้อนกระเบื้องเคลือบอยู่นานสุดท้ายนางก็เขวี้ยงมันทิ้งแล้วใช้มือซึ่งตอนนี้มีน้ำมันไหลหยดลงมายัดข้าวเข้าปากต่อ
มารยาทของนางไม่ได้แปรผันตรงกับความงามสักนิด
แต่ถึงอย่างไรมารยาทบนโต๊ะอาหารของนางก็ยังดีกว่าเจ้าดำหลายเท่า
ปู้ฟางรู้สึกสิ้นหวัง ดูเหมือนว่าการสอนหญิงสาวจากยมโลกให้ใช้ช้อนคงเป็นงานหินพอสมควร
กร้วม! ง่ำ!
ภายในร้านที่ส่องสว่าง หญิงสาวจากยมโลกและเจ้าดำกำลังกินอาหารอย่างเสียงดังและเปี่ยมสุข เสียงของพวกเขาได้ยินดังออกไปถึงนอกร้าน
ตกค่ำ ดวงจันทร์เสี้ยวสองดวงลอยต่ำในท้องฟ้าที่มืดมิด ส่องแสงนุ่มนวลราวผ้าอ่อนนุ่มปกคลุมผืนโลก แสงนั้นไม่เพียงนุ่มนวลราวสายน้ำ แต่ยังสามารถปลอบประโลมจิตใจคนได้อีกด้วย
“เจ้าหนูปู้ฟาง ทักษะการทำอาหารของเจ้าพัฒนาขึ้นมากทีเดียว ซี่โครงเปรี้ยวหวานจานนี้… โฮ่ง! ยายหนู อย่าคิดแย่งซี่โครงเปรี้ยวหวานของท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่เชียว!!”
“ข้าขอชิมชิ้นเดียวให้พอรู้รส” เสียงเย็นชาของหญิงสาวจากยมโลกดังขึ้น
“โฮ่ง! เจ้าอยากมีเรื่องหรืออย่างไร นี่มันไม่ใช่ ‘ชิมชิ้นเดียว’ แล้ว ยายหนู เจ้าอยากมีปัญหาหรือ”
มุมปากของปู้ฟางกระตุกขณะมองเจ้าดำซ่อนชามกระเบื้องเคลือบเอาไว้ใต้อุ้งเท้า ขณะที่หญิงสาวจากยมโลกจับจ้องชามด้วยสายตาเป็นประกาย
“ตราบในที่เจ้าทั้งสองมีความสุข ข้าก็จะไม่ว่าอะไร”
ปัญหาต่อไปที่ต้องคิดคือจะให้หญิงสาวจากยมโลกนอนที่ไหน