ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 481 ไสหัวไป มิเช่นนั้นก็ตายเสีย
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 481 ไสหัวไป มิเช่นนั้นก็ตายเสีย
หลังจากนั้นสักพักหนึ่งหนานกงอู๋เชวียก็กลับไป เพราะตอนนี้เขาเป็นประมุขตระกูลหนานกงแล้ว จึงมีเรื่องราวมากมายที่ต้องจัดการ เขามาที่ร้านอาหารหมอกเมฆาเพียงเพราะเป็นห่วงว่าหนานกงหวั่นจะไปยั่วโมโหหญิงสาวจากยมโลกก็เท่านั้น
แต่ในเมื่อทุกอย่างปกติดี เขาจึงต้องรีบกลับไป
ปู้ฟางไม่เห็นว่าหนานกงอู๋เชวียจากไป ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่ที่เดิมและตกอยู่ในภวังค์ความคิด ตามที่หนานกงอู๋เชวียบอก ปู้ฟางไม่สามารถพึ่งพาตระกูลหนานกงในการประชาสัมพันธ์ชื่อเสียงของร้านได้ ดังนั้นเขาจึงต้องเข้าร่วมงานประลองหัตถ์เวทอย่างไม่มีทางเลือก
แต่เขาจะเข้าร่วมงานประลองนั้นได้อย่างไร เขาต้องไปลงสมัครที่ใด
เมื่อปู้ฟางได้สติ เขาก็มองหนานกงหวั่นที่กำลังนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นจึงพูดขึ้นขึ้น “หากข้าอยากเข้าร่วมงานประลองหัตถ์เวท ข้าจะสมัครได้อย่างไร ข้าต้องไปลงชื่อที่ใดกัน”
หนานกงหวั่นวางชามลง ใบหน้าของนางเป็นสีชมพูระเรื่อหลังจากที่ถูกไอร้อนของพระกระโดดกำแพงพวยพุ่งใส่ ทำให้หญิงสาวดูงดงามและมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น
“เถ้าแก่ปู้ เจ้าอยากเข้าร่วมงานประลองหัตถ์เวทจริงๆ หรือ”
หนานกงหวั่นยังคงเชื่อว่าปู้ฟางมีโอกาสน้อยมากที่จะทำสำเร็จ เพราะเถ้าแก่ปู้เป็นเพียงพ่อครัวคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่นักเล่นแร่แปรธาตุ แล้วเขาจะเอาชนะนักเล่นแร่แปรธาตุระดับสูงที่สามารถสกัดโอสถระดับสูงได้อย่างไรกัน
“ถูกต้อง… ข้าต้องการประชาสัมพันธ์ร้านอาหารของข้า” ปู้ฟางพูดอย่างมุ่งมั่น
ดูเหมือนว่าเขาจะจริงจังกับเรื่องนี้อย่างมาก
เมื่อหนานกงหวั่นเห็นถึงความแน่วแน่และมุ่งมั่นของปู้ฟาง นางจึงรู้ว่าตัวเองไม่อาจทำให้เขายอมแพ้ได้ หลังจากลังเลอยู่ชั่วขณะ หญิงสาวก็หัวเราะออกมาอย่างอ่อนหวาน
“หากเจ้าต้องการเข้าร่วมงานประลองนี้ ก็ต้องเข้าร่วมในฐานะคนที่มีพรสวรรค์พิเศษ ไม่ใช่นักเล่นแร่แปรธาตุ คนในเมืองหมอกนภาที่ต้องการร่วมประลอง สามารถไปลงชื่อได้ทางตอนใต้ของเมือง หากเจ้าต้องการจะไปที่นั่น พรุ่งนี้เช้าข้าจะพาเจ้าไป” หนานกงหวั่นเอ่ยพร้อมยิ้มให้เล็กน้อย
ข้าต้องไปทางตอนใต้ของเมืองหรือ เมืองหมอกนภามีสถานที่สำหรับลงสมัคร…
ในเมื่อปู้ฟางไม่รู้ว่าเขาต้องไปสมัครที่ใด จึงไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอของหนานกงหวั่นได้ ดังนั้น เขาจึงพยักหน้าตอบรับ
“ตกลง พรุ่งนี้เช้าพวกเราไปด้วยกัน”
เมื่อหนานกงหวั่นได้ยินคำตอบรับของปู้ฟาง ดวงตาคู่สวยของนางก็เป็นประกายทันที นางล้วงเอาผลึกระดับสูงนับไม่ถ้วนออกมาจากกระเป๋าตรงหน้าอกก่อนจะยื่นให้ปู้ฟาง จากนั้นนางก็เดินออกจากร้านอาหารหมอกเมฆาไปอย่างร่าเริง
หลังจากหนานกงหวั่นจากไปแล้ว ร้านอาหารแห่งนี้ก็ถึงเวลาปิดทำการ
ปู้ฟางลุกขึ้นไปปิดประตูสัมฤทธิ์ก่อนเก็บขวดโหลบนโต๊ะ แล้วเดินเข้าไปในห้องครัว
ดวงตาสีดำสนิทของเสี่ยวโยวยังคงจ้องมองปู้ฟาง จนกระทั่งเขาหายเข้าไปในห้องครัว นางจึงละสายตาออกมา
เจ้าดำที่อยู่ข้างๆ นางกำลังหลับสนิท
หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วย้ายเก้าอี้ของตนเองกลับไปที่เดิม ก่อนจะโบกมืออย่างสบายๆ ทันใดนั้นเรือยมโลกก็ปรากฏขึ้นและร่วงลงบนพื้นอย่างแรง ทำให้เกิดลมแรงพัดผ่านขนของเจ้าดำจนพลิ้วไหว
เจ้าดำที่หลับสนิทอยู่ลืมตาขึ้นมองเสี่ยวโยวซึ่งขึ้นเรือยมโลกไปแล้ว
สาวน้อยเอ๋ย ปล่อยให้ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้หลับสบายๆ เถอะ
เมื่อปู้ฟางเข้ามาในครัว เขาก็ฝึกทักษะการใช้มีดอยู่ครู่หนึ่ง ทักษะการใช้มีดสิบสามมหากาฬของชายหนุ่มค่อยๆ พัฒนาไปทีละนิดหลังจากฝึกฝนทุกวัน ความก้าวหน้าที่ค่อนข้างเชื่องช้านี้แตกต่างจากตอนที่เขาเรียนรู้ทักษะการใช้มีดฝนดาวตกที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง
ปู้ฟางไม่รู้ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร แต่เขาก็รู้ว่าตัวเองไม่ควรรีบร้อนกับเรื่องนี้
พ่อครัวที่เก่งกาจและมากประสบการณ์ฝึกฝนอยู่ในห้องครัวของตนเองเป็นสิบๆ ปี และเขาก็ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการฝึกฝนทักษะการใช้มีดและการทำอาหาร
จริงๆ แล้วการจะใช้มีดได้เชี่ยวชาญนั้นทำได้เพียงอาศัยเวลาฝึกฝนที่ยาวนานเท่านั้น
หลังจากปู้ฟางฝึกฝนอยู่สักพักหนึ่ง เขาก็กลับขึ้นห้องแล้วอาบน้ำ ก่อนจะนอนหลับบนเตียงพร้อมหายใจอย่างสงบนิ่ง
…
ดวงจันทร์คู่เปล่งแสงเยือกเย็นไปทั่วท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่มืดสนิท แสงสว่างของพวกมันราวกับเป็นผ้าที่ห่อหุ้มโลกทั้งใบเอาไว้
กลุ่มคนสิบกว่าคนในชุดคลุมดำเดินเข้ามาในย่านค้าขายโอสถหลากรสอดอาหารของตระกูลหนานกงอย่างเงียบเชียบ
ทุกคนสวมหน้ากากไว้ทำให้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าได้ อย่างไรก็ตามพลังรัศมีที่แผ่ออกมาจากกายของพวกเขาดูทรงพลังอย่างมาก
หัวหน้าของคนกลุ่มนี้ที่อยู่ในชั้นกายาศักดิ์สิทธิ์เปล่งพลังกดดันแห่งจักรวาฬออกมาอย่างรุนแรง
“ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยทรัพย์สินของตระกูลหนานกง เราต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายท่าน ทำลายร้านค้าทั้งหมดของที่นี่ เพื่อไม่ให้พวกเขาทำกิจการใดๆ ได้อีกในวันพรุ่งนี้”
“รับทราบ!”
ชายชุดดำทุกคนขานรับพร้อมกัน
พวกเขาพุ่งตัวแยกย้ายกันไปกลุ่มละสองคนอย่างรวดเร็ว
เมื่อพลังปราณเที่ยงแท้ปะทุขึ้น ตามมาด้วยแรงระเบิด ร้านขายโอสถทิพย์ก็ถูกทำลาย เศษหินแตกหักปลิวว่อนไปทั่วทิศทาง กระจายเกลื่อนกลาดเต็มพื้นถนน
ชายชุดดำอีกคนกระโดดขึ้นไปตวัดกระบี่ของตนเอง และปล่อยพลังปราณกระบี่เกรี้ยวกราดออกมา ทำให้ร้านโอสถทิพย์ถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วน
ย่านนี้มีร้านขายโอสถทิพย์อยู่สิบกว่าร้าน และทุกร้านก็ถูกทำลายจนสิ้นซาก
ระหว่างที่พวกเขากำลังทำลายล้างนั้น โอสถทิพย์คุณภาพต่ำก็กระจัดกระจายไปทั่ว ชายชุดดำคนหนึ่งเหยียบและบดขยี้มันจนแหลกละเอียด
แต่แล้วจู่ๆ ชายชุดดำสองคนที่กำลังเร่งความเร็วมาก็หยุดลงอย่างกะทันหัน หลังจากพบว่ามีร้านอาหารร้านหนึ่งตั้งอยู่
“นี่ไม่ใช่ร้านขายโอสถทิพย์นี่นา ร้านอาหารใหญ่โตขนาดนี้มาตั้งอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน” ชายชุดดำสองคนมองหน้ากัน แววตาของทั้งคู่ต่างก็สับสนไม่ต่างกัน
“พวกเราควร…ทำลายร้านอาหารแห่งนี้หรือไม่ ไม่รู้ว่าใครอยู่ด้านในหรือเปล่า” ชายชุดดำหนึ่งในนั้นเอ่ยถาม
ทั้งสองเริ่มลังเล พวกเขาทำลายร้านขายโอสถทิพย์ร้านอื่นๆ เนื่องจากรู้ว่าไม่มีใครอยู่ด้านใน เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกเย็นเจ้าของร้านก็จะเอาโอสถทิพย์ที่มีราคากลับบ้านไปทั้งหมด
แต่สำหรับร้านอาหาร พวกเขาไม่แน่ใจในเรื่องนี้ เจ้าของร้านอาจจะอยู่ด้านในก็เป็นได้
“ใครจะไปสนใจกันเล่า… หากร้านอาหารนี้เป็นหนึ่งในทรัพย์สินของตระกูลหนานกง พวกเราก็จะได้รับความดีความชอบครั้งใหญ่เลยทีเดียว”
ชายชุดดำอีกคนกัดฟันกรอดพลางตอบกลับอย่างเย็นชา
หลังจากนั้นทั้งสองก็หยุดลังเล พลังปราณเที่ยงแท้ปะทุขึ้น แววตาของทั้งคู่ดูน่ากลัวขึ้น หลังจากนั้นพวกเขาก็พุ่งตัวไปทางร้านอาหาร
ฮึ่ม…
พวกเขาปล่อยพลังปราณกระบี่เกรี้ยวกราดและพลังปราณกระบี่เกรียงไกรออกมา การโจมตีของพวกเขาน่าเกรงขามอย่างมาก พวกเขาตั้งใจทำลายร้านอาหารแห่งนี้ให้พังพินาศด้วยการโจมตีนั้น
ทว่าชายชุดดำทั้งสองต่างก็ตะลึงงันไป แม้พวกเขาจะรออีกครู่ใหญ่ แต่ก็ยังไม่เห็นว่าร้านอาหารแห่งนี้ถูกทำลายแต่อย่างใด อันที่จริงแล้ว มันดูราวกับว่าการโจมตีของพวกเขาเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น ร้านอาหารแห่งนี้ยังมีสภาพดีและไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย ไม่มีอิฐหายไปแม้แต่ก้อนเดียว มันยังสูงตระหง่านและโอ่อ่าดังเดิม
“ลองใหม่อีกครั้ง” ชายชุดดำทั้งสองคนมองหน้าพลางพยักหน้าให้กัน
พวกเขารวมพลังกันโจมตีอีกครั้งอย่างหนักหน่วง ครั้งนี้พวกเขาทุ่มสุดกำลัง กระบี่ขนาดยักษ์ไร้รูปร่างฟาดใส่ร้านอาหารอย่างจัง
ครั้งนี้ชายชุดดำคนหนึ่งเห็นกับตาว่ากระบี่ยักษ์ที่เกิดจากพลังปราณเที่ยงแท้ของตนนั้นหยุดอยู่ห่างจากร้านอาหารหลายจั้ง มันไม่สามารถทะลวงเข้าไปได้มากกว่านี้
เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้
ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้าง สีหน้าที่ถูกบดบังด้วยหน้ากากเผยให้เห็นถึงความไม่อยากเชื่อ
หรือเป็นเพราะวงแหวนปราณบางอย่าง แต่พวกเขาก็สัมผัสถึงวงแหวนปราณใดๆ ไม่ได้เลย
“ข้าจะช่วยเจ้าเอง” ชายชุดดำอีกคนที่ยังคงไม่ยอมแพ้คำรามอย่างโกรธเคือง พลังปราณเที่ยงแท้ของเขาปะทุขึ้นสูงไปถึงท้องฟ้า ก่อนจะกลายเป็นอุกกาบาตลูกใหญ่ที่ลุกโชนเป็นเปลวไฟ แล้วร่วงลงมาใส่ร้านอาหารแห่งนี้ พลังของมันน่าอัศจรรย์ใจอย่างมาก
เมื่อคนเป็นหัวหน้าที่อยู่ห่างออกไปเห็นเช่นนั้น ก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ สองคนนั้นกำลังทำอะไรกันอยู่ ทำไมถึงต้องลงมืออย่างอึกทึกครึกโครมเช่นนั้นด้วย พวกเขากลัวจะไม่มีใครรู้หรือว่ากำลังทำลายสมบัติของตระกูลหนานกงอยู่
หัวหน้าเคลื่อนฝีเท้าไป ตั้งใจว่าจะมุ่งหน้าไปทางพวกเขา
ทว่าในขณะที่เขากำลังจะขยับตัวนั้น ร่างกายของเขาก็แข็งเกร็งทันที
“ใครก็ตามที่รบกวนการนอนหลับของข้า… ต้องตาย”
ชายชุดดำสองคนตื่นตระหนกหลังจากเห็นหญิงสาวรูปงามยืนอยู่บนหลังคาร้านอาหาร
ผมยาวสีดำของนางทอประกายเมื่อดวงจันทร์คู่ส่องแสงสว่างลงมา
พลังกดดันเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทำให้แม้แต่การหายใจยังเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา
ทั้งกระบี่พลังปราณเที่ยงแท้ขนาดยักษ์ และอุกกาบาตที่โชติช่วงซึ่งตกลงมาด้วยความเร็วสูงไม่สามารถแตะต้องหญิงสาวได้เลย นางปัดมันออกอย่างไม่ยี่หระ ราวกับปัดเศษดินที่ร่วงลงมาเท่านั้น
การโจมตีของพวกเขาสลายหายไปเช่นนั้น
อึดใจต่อมา แววตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ผมสีดำพุ่งเข้ามาพันรอบคอของพวกเขา ตอนนั้นพวกเขายังมีสติมากพอจะสังเกตเห็นว่าหญิงสาวคนนั้นหายตัวไปจากหลังคาร้านอาหารแล้ว จากนั้นทุกอย่างก็มืดดับลง แล้วพวกเขาก็หมดสติไป
หญิงสาวคนนั้นค่อยๆ รวบผมดำของตนเอง นางขยับขาเรียวยาว และทันทีที่ฝ่าเท้าสุกสกาวของนางสัมผัสพื้นดิน นางก็หมุนตัวกลับ หัวหน้าชุดดำยืนอยู่ด้านหลังงนาง จากนั้นหญิงสาวก็พุ่งตัวเข้าใส่เขาแทบจะทันที ทำให้เขาเกือบจะหายใจไม่ออก
“ไสหัวไป ไม่งั้น… ก็ตายเสีย” เสี่ยวโยวพูดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์