ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 482 ความจริงคืออะไร
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 482 ความจริงคืออะไร
“ไสหัวไป ไม่งั้น… ก็ตายเสีย”
เสี่ยวโยวไม่ได้พูดดังอะไร แต่ในค่ำคืนที่เงียบสงบเช่นนี้ เสียงของนางก็ถือว่าดังฟังชัดอยู่ และสำหรับหัวหน้ากลุ่มคนชุดดำ เขารู้สึกว่าเสียงนั้นก้องกังวานเลยทีเดียว
หญิงสาวคนนี้ไม่ได้ทำตัวดุดันหรือโหดเหี้ยม นางเพียงดูเป็นคนที่เย็นชาและไม่ยินดียินร้ายเท่านั้น
หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำมองลูกน้องทั้งสองคนของตนเองที่นอนอยู่บนพื้นอย่างหมดแรง พวกเขามีเลือดไหลออกจากร่างกายและคราบเลือดนั้นก็นองอยู่รอบๆ ตัว
กลิ่นเลือดฉุนคาวรุนแรง จนทำให้ใครๆ ต่างต้องขนหัวลุก
“หัวหน้าของเจ้าเป็นใคร เมื่อครู่ไม่คิดว่าตัวเองทำตัวป่าเถื่อนไปหน่อยหรือ”
หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำระงับความกลัวแล้วพูดขึ้นอย่างเย็นชา ดวงตาของเขาสั่นไหว หอกสีเงินด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
หากมีคนจากเมืองหมอกนภาอยู่ที่นี่และได้เห็นหอกด้ามนี้ คนคนนั้นย่อมต้องจำชายผู้นี้ได้อย่างแน่นอน
เขาคือหัวหน้าผู้คุ้มกันตระกูลจาง หอกเงินจางเฮ่อนั่นเอง
ชายคนนี้เป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงของเมืองหมอกนภา เขาสามารถทำลายโซ่ตรวนขั้นเซียนเทพได้หนึ่งชิ้น และยังมีความสามารถในการต่อสู้ที่โดดเด่นอีกด้วย
อย่างไรก็ตามแม้แต่ยอดฝีมืออย่างเขาก็ยังมีสีหน้าที่เคร่งเครียดมาก เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นบนมือที่กำลังถือหอกอยู่
หญิงสาวเท้าเปล่าคนนี้ทำให้เขารู้สึกถึงพลังกดดันมหาศาล
นางแข็งแกร่งมาก ทรงพลังยิ่งนัก!
เสี่ยวโยวมีท่าทีเย็นยะเยือก ทุกครั้งที่นางเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า นางก็มักจะมีท่าทีเช่นนี้เสมอ ประกายวับวาวในดวงตาสีดำสนิทของนางค่อยๆ แผ่ขยายออกไปจนถึงตาขาว เปลี่ยนให้ดวงตาของนางกลายเป็นสีดำทั้งหมด
“หากเจ้าไม่คิดกลับไป… ก็ตายเสียเถอะ!”
น้ำเสียงอันเฉยเมยดังก้องไปทั่ว
ผมสีดำของเสี่ยวโยวพลิ้วไหวและสยายออกมา จนดูราวกับจะปกคลุมดวงจันทร์ทั้งสองดวงและบดบังแสงสว่างของพวกมันเอาไว้
จางเฮ่อคำรามด้วยความโกรธ รูขุมขนบนร่างกายของเขาเปิดกว้างพร้อมพลังปราณเที่ยงแท้ที่ปะทุออกมา ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็นชั้นหมอกจางๆ ซึ่งปกคลุมร่างกายของเขาเอาไว้ จางเฮ่อควงหอกของตนเองแล้วเล็งเป้าไปที่เสี่ยวโยว หอกที่พุ่งเข้ามานั้นราวกับจะแยกท้องฟ้าออกจากกัน หอกที่พุ่งเข้าใส่หญิงสาวดูราวกับเป็นลำแสงที่ส่องประกายระยับก็ไม่ปาน
ด้านหลังของหัวหน้าผู้คุ้มกันมีโซ่มายาเส้นหนึ่งแกว่งไกวอยู่
ดวงตาสีดำสนิทของเสี่ยวโยวลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม ทันทีที่เท้าคู่สวยของนางสัมผัสพื้นอีกครั้ง นางก็หายตัวไปราวกับเป็นภูตผี
หอกสีเงินที่พุ่งเข้าใส่หญิงสาวถูกความมืดมิดกลืนหายไปทันใด
เปรี๊ยะ!
ฝ่าเท้าของหญิงสาวแตะลงบนพื้นดินอย่างนุ่มนวล ขณะที่ชุดสีดำของเธอสะบัด นางยืนบนก้อนหินที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้มีเสียงสะท้อนขึ้นแผ่วเบา
จางเฮ่อยังคงเสือกหอกของตนเองใส่เสี่ยวโยว แต่ผมยาวราวน้ำตกของนางก็พลิ้วไหวไปมารอบตัวเขาและต้อนเขาให้จนมุม จากนั้นมันก็ปกคลุมตัวของเขาจนมิดก่อนจะรัดเอาไว้แน่น
เสี่ยวโยวลดมือบอบบางของตนเองลง แล้วหันกลับมามองด้านหลังอย่างเรียบเฉย
ผมของนางรัดอีกฝ่ายไว้อย่างแน่น จนทำให้ได้ยินเสียงกระดูกหักดังขึ้น
แกร๊ก...
จางเฮ่อถูกรัดจนตายทั้งที่ยังไม่ทันได้ส่งเสียงคร่ำครวญด้วยซ้ำ
วืด!
เสี่ยวโยวรวบผมของตนเองกลับมาแล้วปล่อยให้มันยาวสยายอยู่ด้านหลัง ผมสีดำขลับหดสั้นลงจนถึงระดับเอวของนาง ทำให้นางดูงดงามอย่างไร้ที่ติ
แสงสว่างจากดวงจันทร์ทั้งสองดวงส่องลงมาที่เสี่ยวโยว ทำให้ใบหน้าอันงดงามของนางเปล่งประกาย
ท่านหัวหน้า… ตายแล้วหรือ
ใบหน้าของชายชุดดำที่เหลือเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จากนั้นพวกเขาก็หันหลังกลับแล้วหนีไปอย่างรวดเร็ว
หญิงสาวคนนั้นเป็นปีศาจ นางคือปีศาจที่คืบคลานออกมาจากขุมนรก!
คนที่สามารถใช้ผมของตัวเองฆ่าคนอื่นได้ ถ้าไม่ใช่ปีศาจแล้วจะเป็นตัวอะไรได้อีกเล่า
อย่างไรก็ตาม กลุ่มชายชุดดำที่กำลังหลบหนีวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาของพวกเขาก็แดงก่ำขึ้น พวกเขารับรู้ได้ว่ามีผมสีดำมัดขาเอาไว้
ผมนั้นขยายตัวออกอย่างรวดเร็วจนปกคลุมพวกเขาจนมิด
ยอดฝีมือชั้นกายาศักดิ์สิทธิ์สิบกว่าคนที่สามารถทำลายโซ่ตรวนขั้นเซียนเทพได้หนึ่งชิ้นเสียชีวิตลงในเวลาไม่กี่อึดใจเท่านั้น
หากข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป จะต้องสร้างความโกลาหลครั้งใหญ่แน่นอน
มีศพจำนวนนับไม่ถ้วนนอนเกลื่อนกลาดเต็มพื้นถนน
เสี่ยวโยวเดินไปข้างหน้า เท้าของนางเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่ห้วงอากาศ และในชั่วพริบตาต่อมา นางก็กลับมาอยู่บนหลังคาร้านอาหารหมอกเมฆาอีกครั้ง
นางยกมือขึ้น แสงจันทร์ส่องลงมากระทบมือ ทำให้มือของนางดูงดงามละเอียดอ่อนยิ่งกว่าเดิมจนราวกับเป็นหยกขาว นางโบกมือทำให้เกิดคลื่นพลังไร้รูปร่างแผ่ขยายออกมา
ทันใดนั้น ศพที่กระจายอยู่เต็มพื้นก็ถูกกำจัดไป ร่างของพวกเขากลายเป็นเศษฝุ่นที่ฟุ้งกระจายไปทั่ว หลงเหลือไว้เพียงกองเลือดที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปในอากาศ
ความมืดดำในตาขาวในเสี่ยวโยวหายไป และกลับมามีสีขาวตามเดิม
หญิงสาวจากยมโลกกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างเฉยเมย จากนั้นร่างกายของนางก็เริ่มพร่าเบลอแล้วหายตัวไป
เจ้าดำที่อยู่ในร้านอาหารทำจมูกฟุดฟิด ก่อนจะลืมตาที่สะลึมสะลือขึ้นแล้วมองดูเสี่ยวโยวที่เพิ่งกลับขึ้นไปยังเรือยมโลก จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงของบุรุษที่ฟังดูอ่อนโยน “เจ้าจัดการทุกคนเลยหรือ”
เสี่ยวโยวสะดุ้ง แต่ก็หันไปมองเจ้าดำแล้วพยักหน้าให้
“พอมีเจ้าอยู่ที่นี่ด้วย ชีวิตของท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ก็เรียบง่ายขึ้นมาก มันจะดีสักแค่ไหนกันเล่าหากเจ้าเป็นซี่โครงเนื้อซอสเปรี้ยวหวานให้ท่านสุนัขผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ด้วย”
หญิงสาวจากยมโลกอ้าริมฝีปากแดงก่ำของตนเองแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะกลับขึ้นไปบนเรือยมโลก
“แม่สาวน้อยเอ๋ย…” เจ้าดำกลอกตามองนางก่อนจะกลับไปนอนต่อ
…
วันรุ่งขึ้น ปู้ฟางตื่นขึ้นมาเพราะเสียงคร่ำครวญอย่างน่าเวทนาที่ฟังดูราวกับเป็นเสียงร้องของสุกรซึ่งถูกนำไปยังโรงฆ่าสัตว์ก็ไม่ปาน เขานั่งตัวตรงอยู่บนเตียงพลางขยี้ตาที่ยังสะลึมสะลือ ก่อนจะมองไปรอบๆ อย่างงุนงง
เกิดอะไรขึ้น
เขาลุกขึ้นจากเตียงแล้วมองออกไปทางหน้าต่าง สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงเศษซากอิฐและร้านขายโอสถทิพย์ที่ถูกทำลาย รวมถึงกลุ่มเจ้าของร้านโอสถทิพย์ที่คุกเข่าร้องไห้อยู่กับพื้น
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ดวงตาของปู้ฟางเบิกกว้าง ร้านโอสถทิพย์จำนวนมากพังพินาศในชั่วข้ามคืนได้อย่างไรกัน
โชคชะตาของบรรดาเจ้าของร้านโอสถทิพย์ช่างน่าสงสารยิ่งนัก เพราะพวกเขาต้องใช้ร้านค้าของตนเองในการทำมาหากิน และต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อจ่ายค่าเช่าให้กับตระกูลหนานกง ดังนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้จึงส่งผลกระทบอย่างหนักต่อพวกเขาทุกคน
เจ้าของร้านโอสถทิพย์บางคนถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง ในขณะที่บางคนก็คร่ำครวญเสียงดังและร่ำไห้อย่างขมขื่น
นอกจากนี้ เจ้าของร้านโอสถทิพย์บางคนยังทุบประตูสัมฤทธิ์ของร้านอาหารหมอกเมฆาอย่างรุนแรงด้วยความโกรธจัด พวกเขาเชื่อว่าคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมดคือปู้ฟาง เพราะร้านโอสถทิพย์ทุกร้านที่อยู่รอบๆ ต่างถูกทำลาย มีเพียงร้านอาหารของปู้ฟางเท่านั้นที่ยังคงสภาพเดิมและไม่ได้รับความเสียหายใดๆ มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่ให้พวกเขามีความคิดเช่นนี้
สมาชิกของตระกูลหนานกงนำโดยหนึ่งในผู้อาวุโสของตระกูลหนานกงเดินทางมาถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว ผู้อาวุโสคนนี้มีทัศนวิสัยลึกซึ้ง หลังจากที่สอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มคนที่กำลังหมดกำลังใจ เขาก็กวาดสายตาไปมองที่ร้านอาหารหมอกเมฆา
คราบเลือดเต็มพื้นตรงนั้นดึงดูดความสนใจของเขาเช่นกัน
เมื่อคืนนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
คราบเลือดนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นอายของพลังปราณเที่ยงแท้ที่คุกรุ่น นั่นหมายความว่าคนที่เสียเลือดต้องเป็นคนที่มีขั้นปราณทรงพลัง หากรู้ว่าเลือดเหล่านี้เป็นของใคร พวกเขาก็จะรู้ถึงความจริงที่เกิดขึ้น
ผู้อาวุโสคนนี้เชื่อว่าคนจากตระกูลจางหรือไม่ก็ตระกูลหลินเป็นคนก่อเรื่องนี้ขึ้น เพราะมีข่าวลือทำนองนี้ออกมาบ้างแล้ว
หนานกงหวั่นและหนานกงอู๋เชวียเองก็รีบไปที่นั่นด้วยเช่นกัน หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่เข้ามาตรวจสอบ การทำลายหนึ่งในกิจการของตระกูลหนานกงนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย
หนานกงหวั่นเป็นคนเก่งและเฉลียวฉลาด นางปลอบโยนเจ้าของร้านโอสถทิพย์ที่กำลังร้องไห้อยู่ให้สงบลง และให้คำมั่นว่าจะคืนเงินให้พวกเขา
ร้านโอสถทิพย์ของหนานกงหวั่นเองก็ถูกทำลายเช่นเดียวกัน แต่นางรู้ว่าเถ้าแก่ปู้ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ มันต้องเป็นฝีมือของคนที่ตระกูลหลินหรือตระกูลจางส่งมาอย่างแน่นอน
พวกเขาต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด
หลังจากปู้ฟางเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว เขาก็เดินลงมาชั้นล่างและเปิดประตูสัมฤทธิ์ของร้านอาหาร ก่อนจะเอนตัวพิงประตูบานนั้น
หนานกงหวั่นและหนานกงอู๋เชวียเดินเข้ามาทักทายชายหนุ่ม
ปู้ฟางอดขมวดคิ้วไม่ได้เมื่อเห็นว่าเจ้าของร้านขายโอสถทิพย์ที่อยู่รอบๆ ต่างจ้องเขาตาเขม็ง
“สหายปู้ เรารู้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า ดังนั้นไม่ต้องกังวลไป เราจะต้องตามหาคนที่ก่อเรื่องนี้มาให้ได้ ตระกูลหนานกงจะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องร้ายแรงเช่นนี้ผ่านไปง่ายๆ”
หนานกงอู๋เชวียตบหน้าอกของตนเองเพื่อเป็นการยืนยันกับปู้ฟาง
หนานกงหวั่นในตอนนี้อารมณ์ไม่ค่อยดีนัก เพราะร้านขายโอสถทิพย์ของนางก็ถูกทำลายเช่นกัน วันนี้นางตั้งใจมาปรับโฉมร้าน แต่ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น
“เถ้าแก่ปู้ สถานที่ที่ผู้มีพรสวรรค์จะไปลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานประลองหัตถ์เวทนั้นอยู่ทางตอนใต้ของเมือง ตอนนี้เจ้าว่างหรือไม่ เราจะไปกันเลยก็ได้” หนานกงหวั่นพูดหลังจากถอนหายใจ
“ตอนนี้ข้ายังไม่ว่าง ยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย” ปู้ฟางตอบ
หนานกงหวั่นตัวแข็งเกร็ง นางอึ้งกับคำตอบของชายหนุ่ม
“พวกเจ้าอยากมากินด้วยกันไหมเล่า จะมากินก้ได้ แต่อย่าลืมทิ้งผลึกไว้ให้ด้วยก่อนกลับก็แล้วกัน” ปู้ฟางพูดขึ้นก่อนจะเดินกลับไปในห้องครัว
ดวงตาของหนานกงอู๋เชวียและหนานกงหวั่นเป็นประกาย ในขณะที่พวกเขากำลังจะเดินเข้าไปในร้านอาหาร หนานกงอู๋เชวียก็เห็นเสี่ยวโยวกำลังเดินออกมาจากเรือยมโลก ตอนนั้นเองเขาก็หมุนตัวแล้วเดินกลับออกไปราวกับเป็นหนูที่วิ่งเจอแมวก็ไม่ปาน
หนานกงหวั่นถูกทิ้งให้งุนงงที่จู่ๆ พี่ชายของตนเองก็ออกไปกะทันหันเช่นนั้น
เสี่ยวโยวเดินลงมาจากเรือยมโลกด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางอ้าปากหาว จากนั้นเรือยมโลกก็ส่งเสียงหึ่งๆ ออกมา ก่อนที่นางจะเก็บมันไป
เมื่อหนานกงหวั่นสังเกตเห็นเสี่ยวโยว ดวงตาของนางก็เบิกกว้างทันที
หนานกงหวั่นก็ได้กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งมาจากผมของอีกฝ่าย หลังจากที่เสี่ยวโยวสยายผมของตนเองไปด้านหลัง
มีบางอย่างหยดลงมาบนใบหน้าของหนานกงหวั่น นางยกมือขึ้นมาเช็ดโดยไม่รู้ตัว ตอนนั้นเองนางก็ตระหนักได้ว่ามือของนางมีคราบเลือดติดอยู่