ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 512 ศัตรูของเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุกำลังจะพ่ายแพ้หรือ
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 512 ศัตรูของเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุกำลังจะพ่ายแพ้หรือ
“ข้าขอประกาศว่า…การแข่งขันในรอบหนึ่งร้อยคนสุดท้ายของงานประลองหัตถ์เวทกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะต้องไปรวมตัวกันที่ลานแข่งขันหมายเลขหนึ่ง”
เสียงทุ้มลึกดังไปทั่วจัตุรัสกลางและกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคน เสียงประกาศข้อความนั้นดังขึ้นประสานกับเสียงของเข็มนาฬิกาที่ขยับไปเรื่อยๆ!
ภายในชั่วอึดใจ จัตุรัสกลางก็อึกทึกไปด้วยเสียงโห่ร้องจากเหล่าผู้ชม แต่ละคนต่างตื่นเต้นกับการแข่งขันที่กำลังจะเริ่มขึ้น ความวุ่นวายโกลาหลจากพวกเขานั้นแทบจะทะลุไปถึงสรวงสวรรค์เลยก็ไม่ปาน
“ในที่สุดมันก็จะเริ่มแล้ว ข้าแทบรอต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว!”
“การแข่งขันกำลังจะเริ่มสักที! ข้าอยากดูเทพธิดาอันของข้า!”
“ฮ่าๆ! ข้ารอคอยสิ่งนี้มาเป็นเวลานาน ศิษย์พี่มู่ไป๋ของข้าเก่งกาจที่สุด!”
…
ในขณะที่เหล่าผู้ชมต่างพูดคุยกันไม่หยุด ใบหน้าของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ ในบรรดาฝูงชนเหล่านี้ มีบางคนเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ และบางคนไม่ใช่ แต่ทุกคนก็มีบุคคลในดวงใจที่ตนเองชื่นชอบ
ในวังโอสถ การสกัดโอสถทิพย์ถือเป็นกระแสนิยมมานานแล้ว และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้มีการจัดงานประลองหัตถ์เวทขึ้น
ส่วนหมอและปรมาจารย์ด้านยาพิษนั้น เป็นอาชีพสำหรับคนที่ไม่มีความสามารถในการสกัดโอสถ แต่ยังคงทะเยอทะยานที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่างเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุอยู่ และเนื่องจากวังโอสถนั้นไม่ได้รังเกียจในพรสวรรค์ดังกล่าว งานประลองหัตถ์เวทจึงมีหมวดหมู่สำหรับคนที่มีพรสวรรค์พิเศษเฉพาะทางด้วยเช่นกัน
แต่สุดท้ายแล้วแก่นสำคัญของงานประลองหัตถ์เวทก็ยังคงเป็นเวทีหลักสำหรับพวกนักเล่นแร่แปรธาตุอยู่ดี นี่คือที่ที่นักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหลายจะมาแสดงความสามารถของพวกเขา
พูดได้เลยว่าศาสตร์ของหมอและปรมาจารย์ด้านยาพิษนั้นไม่ได้มีหลักการเดียวกันกับการสกัดโอสถ ความพยายามที่พวกเขาดิ้นรนขวนขวายไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการแสดงและจัดฉากเพื่อทำให้นักเล่นแร่แปรธาตุเฉิดฉายยิ่งขึ้นก็เท่านั้น
ในครั้งนี้ไม่มีกรรมการคนใดถามปู้ฟางว่าเขาจะทำอาหารอะไร ดังนั้นแม่มดอันเซิงจึงอดคร่ำครวญถึงโอกาสอันน้อยนิดที่เสียไปไม่ได้ นางรู้สึกไม่พึงพอใจอยู่ลึกๆ
ไม่นานนักผู้คนมากมายก็หลั่งไหลมาที่ลานแข่งขันหมายเลขหนึ่ง ถึงแม้ปู้ฟางจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันในรอบหนึ่งร้อยคนสุดท้ายเหลือเพียง 91 คน แต่นี่คือการแข่งขันเพื่อจัดอันดับหนึ่งร้อยคนสุดท้าย ดังนั้นจะมีผู้เข้าแข่งขันเพียง 91 คนไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองสามวันที่ผ่านมาจึงมีการแข่งขันรอบแก้ตัว เพื่อคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันเพิ่มเติมอีกเก้าคน
ในที่สุดผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออีกเก้าคนก็ได้รับการคัดเลือก
ในบรรดาเก้าคนนั้น มีศิษย์พี่หลิวที่ตกรอบเพราะปู้ฟางด้วย แม้ว่าเขาจะยังหดหู่อยู่ แต่ดวงตาของเขาก็เผยประกายของความมั่นใจอีกครั้ง
บนลานแข่งขันแห่งนี้ ศิษย์พี่หลิว ศิษย์พี่จาง และต้วนอวิ๋นยืนอยู่ด้วยกัน ในขณะที่พวกเขามองดูปู้ฟาง สีหน้าของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของศิษย์พี่จางสะท้อนให้เห็นถึงความหวาดระแวง ในรอบคัดออก เขาแข่งขันในสนามเดียวกับปู้ฟาง และผ่านเข้ารอบไปได้อย่างหวุดหวิด เขาจึงรับรู้ถึงความแข็งแกร่งของปู้ฟางได้เป็นอย่างดี แม้กระทั่งตอนนี้ ในใจของเขาก็ยังคงหวาดกลัวอยู่
ในทางตรงกันข้าม ต้วนอวิ๋นกลับรู้สึกตื่นเต้น การได้พบเถ้าแก่ปู้ในเมืองหมอกนภาถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับเขา
ส่วนสายตาที่ศิษย์พี่หลิวมองปู้ฟางนั้นเป็นแววตาโกรธแค้นของหมาป่าก็ว่าได้ เขาสาบานว่าจะต้องแก้แค้นคนที่ทำให้ตนเองต้องอับอายขายหน้าให้จงได้!
ตอนแรกปู้ฟางรู้สึกตะลึงงันเล็กน้อยกับสายตาที่แต่ละคนจ้องมองมา แต่เขาก็รีบพยักหน้าให้อย่างเคร่งขรึมเพื่อเป็นการทักทาย
ทางฝั่งอัฒจันทร์คนดู ซีเหมินเซวียนที่หลังแอ่นเพราะน้ำหนักของกระบี่ด้ามใหญ่ซึ่งผูกไว้ด้านหลัง กำลังมองหาที่นั่งให้ตัวเองก่อนจะนั่งลง
“ท่านพี่ซีเหมิน ไม่คิดเลยว่าท่านอยากจะมาดูการแข่งขันด้วย”
เซียวเหอบังเอิญนั่งอยู่ไม่ไกลจากซีเหมินเซวียน ชายหนุ่มส่งยิ้มให้อีกฝ่าย
ซีเหมินเซวียนกลอกตา พร้อมขยับปากเป็นคำพูดหนึ่ง
เซียวเหออึ้งไป ก่อนจะรู้สึกขุ่นเคือง
โรคจิต...
ชายที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่างท่านพูดคำคำนี้ออกมาได้อย่างไรกัน เพียงเพราะท่านกระซิบมันออกมา ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่ได้ยินหรอกนะ
เซียวเหอหน้าเจื่อน! การที่มีหญิงสาวรูปงามเรียกเขาว่าโรคจิตนั้นมันเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การถูกชายที่โตแล้วเรียกเช่นนั้น… มันแทบทำให้เขาคลั่งตายอยู่แล้ว
แต่เซียวเหอก็ทำได้เพียงเก็บความขุ่นเคืองนี้เอาไว้ในใจ
เมื่อสามวันก่อนที่ร้านอาหารหมอกเมฆา เขาได้กินเนื้อตุ๋นซอสแดงของเถ้าแก่ปู้ มันมีรสชาติที่น่าทึ่งอย่างมาก... แม้กระทั่งตอนนี้เอง เขาก็ยังรับรู้ได้ถึงมือที่ลูบไล้และโอบกอดรอบตัวเขาอย่างไม่ยอมปล่อย มันเป็นสิ่งเย้ายวนที่ไม่อาจต้านทานได้ ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาสามวันหลังจากนั้นอยู่ที่ร้านอาหารของเถ้าแก่ปู้
ตอนนี้เถ้าแก่ปู้กำลังจะเข้าร่วมการแข่งขันแล้ว เขาจึงตัดสินใจมารับชมด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ส่วนสถานการณ์ของซีเหมินเซวียนนั้นแทบไม่ต่างจากเขา
แต่เมื่อวันก่อนตอนเซียวเหอถามซีเหมินเซวียนว่าอยากไปดูการแข่งขันด้วยกันหรือไม่ ซีเหมินเซวียนกลับตอบปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ทว่ามาวันนี้เขากลับมาดูการแข่งขันเสียได้ แถมยังมานั่งข้างๆ เซียวเหออีก ช่างน่ากระอักกระอ่วนยิ่งนัก…
บนเวที ร่างของคนสี่ห้าคนเหาะลงมาจากเรือรบ
พวกเขาเป็นคณะกรรมการอาวุโสในงานประลองหัตถ์เวท และมีขั้นปราณที่น่าทึ่งมาก นอกจากนี้พวกเขายังเป็นผู้ดูแลการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย
ปรมาจารย์กู้เฮ่อเป็นผู้ที่มีรอยยิ้มอยู่เสมอ ดูแล้วเหมือนเป็นผู้เฒ่าน้อยผู้น่ารัก
ปรมาจารย์เสวียนหมิงเป็นหนึ่งในนักเล่นแร่แปรธาตุจตุเมฆาแห่งเมืองหมอกนภา ด้วยสถานะอันน่านับถือของเขา ทำให้เขาเป็นผู้ดูแลการแข่งขันหลัก ทุกรายละเอียดที่สำคัญของงานประลองนี้จะต้องผ่านความเห็นของเขาก่อนทั้งสิ้น
“ผ่านไปสามวันแล้ว ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเตรียมตัวกันมาอย่างราบรื่น การแข่งขันรอบหนึ่งร้อยคนสุดท้ายกำลังจะเริ่มขึ้น ไม่ช้าเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งของตนเอง จงแสดงพลังที่แท้จริงของตัวเองออกมา! เพราะท้ายที่สุดแล้ว… ในแต่ละรอบของการแข่งขัน จะมีเพียงคนเดียวที่สามารถผ่านเข้าสู่รอบห้าสิบคนของงานประลองหัตถ์เวทได้!”
เสียงอันเคร่งขรึมของปรมาจารย์เสวียนหมิงดังก้องไปทั่วขณะที่เขาลอยตัวอยู่กลางอากาศ ชุดคลุมยาวของเขาพลิ้วไหวไปตามแรงลม และเสื้อผ้าที่สะบัดพลิ้วจนเกิดเสียงนั้น ทำให้เขาเหมือนกำลังเปล่งรัศมีของความเป็นอมตะออกมา
เหล่าผู้เข้าแข่งขันที่อยู่บนลานแข่งขันหมายเลขหนึ่งเริ่มรู้สึกตื่นเต้น
“ข้าคิดว่าเมื่อสามวันก่อนทุกคนน่าจะรู้แล้วว่าคู่แข่งของตัวเองเป็นใคร และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่จะจัดลำดับการแข่งขัน… ทุกคนเห็นวงแหวนปราณที่อยู่ตรงนั้นหรือไม่”
ปรมาจารย์เสวียนหมิงโบกมือไปทางด้านหลังของตนเอง
กรรมการอาวุโสที่อยู่ทั้งสี่มุมของลานแข่งขันต่างพยักหน้าพร้อมกัน ตอนนั้นเองพลังปราณเที่ยงแท้ก็ปะทุออกมาจากร่างของพวกเขา แล้วเข้าไปที่ผลึกแก้วที่อยู่ด้านในวงแหวนปราณ
ฟิ้ว…
เกิดเสียงดังก้องไปทั่วบริเวณขณะที่ลำแสงจากวงแหวนปราณทั้งสี่มุมพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เมื่อลำแสงเหล่านั้นรวมตัวกัน มันก็กลายเป็นม่านแสงที่ปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า จนดูราวกับว่ามีดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วนกำลังส่องประกายระยิบระยับอยู่บนฟ้า
ขณะที่ทุกอย่างกำลังเกิดขึ้นนั้น…
จู่ๆ ในหอโอสถของทั้งเมืองโอสถนภาและเมืองแสงนภาก็มีลำแสงส่องสว่างพุ่งขึ้นไปด้านบน และเมื่อแสงนั้นปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า ภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้นอย่างพร่ามัว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ตอนแรกภาพนั้นเบลอมาก แต่มันก็ค่อยๆ คมชัดขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดภาพนั้นก็ดูชัดเจน
เมื่อมองไปที่ภาพดังกล่าว ก็จะเห็นจัตุรัสกลางแห่งเมืองหมอกนภาปรากฏอยู่บนนั้น
ว้าว…
ผู้คนทั้งหลายต่างประหลาดใจกับฉากอันน่าทึ่งตรงหน้า พวกเขารู้สึกอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
ศาสตร์แห่งการสร้างวงแหวนปราณนั้นเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งอย่างมาก ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยที่จะบอกว่าศาสตร์แห่งการสร้างวงแหวนปราณนั้นยากยิ่งกว่าศาสตร์แห่งการสกัดโอสถเสียอีก วงแหวนปราณที่กำลังปรากฏขึ้นตอนนี้คือวงแหวนปราณฉายภาพ แม้ว่ามันจะไม่มีความสามารถในการโจมตีที่แข็งแกร่ง แต่ก็สร้างได้ยากกว่าวงแหวนปราณทั่วๆ ไป
หลังจากนั้น ปรมาจารย์เสวียนหมิงก็กล่าวสุนทรพจน์ต่อ
ขณะที่ม่านแสงบนท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนแปลง รายชื่อของคู่แข่งในรอบต่างๆ ก็ปรากฏขึ้น
มีชื่อสองชื่อปรากฏขึ้นข้างๆ กัน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องแข่งขันกันเอง
ปู้ฟางใช้เวลาไม่นานนักในการมองหาชื่อของตัวเอง ชื่อของเขาปรากฏอยู่ท่ามกลางชื่อของคนอื่นๆ จำนวนมาก
และข้างๆ ชื่อของเขาก็คือ อันเซิง
“หืม… ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องแข่งขันในนัดที่สามของลานแข่งขันหมายเลขหนึ่ง เถ้าแก่ปู้ ทำไมเจ้าถึงไม่เปิดเผยข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับอาหารที่เจ้าจะทำให้พี่สาวคนนี้ได้รู้บ้างเล่า” แม่มดอันเซิงพูดอย่างแผ่วเบาตรงข้างหูของปู้ฟาง
เมื่อกลิ่นหอมจากน้ำหอมของอันเซิงกระทบจมูกของปู้ฟาง ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้ว จากนั้นก็เมินเฉยต่อแม่มดอันเซิงทันที
เมื่อทุกคนรู้ตารางการแข่งขันของตัวเองแล้ว พวกเขาก็แยกย้ายกันออกจากลานแข่งขันหมายเลขหนึ่งไป
ลานแข่งขันสัมฤทธิ์มีอยู่ทั้งหมดห้าลาน และแต่ละลานแข่งขันก็เต็มไปด้วยผู้คน พวกเขาเตรียมตัวที่จะต่อสู้กับคู่แข่งของตนเองเพื่อที่จะได้เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เก่งกว่า
เนื่องจากปู้ฟางต้องแข่งขันในนัดที่สาม เขาจึงถือป้ายร้านของตนแล้วเดินออกจากลานแข่งขันไป
คราวนี้แม่มดอันเซิงไม่ได้ตามเขาไปด้วย เพราะนางกำลังเตรียมตัวในการสกัดโอสถทิพย์ของตนเองอย่างจริงจัง บางทีอันเซิงอาจจะตระหนักได้แล้วว่านางไม่สามารถหาจุดอ่อนใดๆ ของปู้ฟางได้
...
ปู้ฟางกวาดตามองไปที่ลานแข่งขันต่างๆ และเขาก็บังเอิญเจอคนที่คุ้นเคย
คนคนนั้นมีกล้ามเนื้อแน่นกว่าผู้ชายทั่วๆ ไป นางคือหยางเหม่ยจี๋ที่หายตัวไปหลายวันเพราะถูกอาจารย์เสวียนเปยบังคับให้ต้องเก็บตัวฝึกฝน
นางสามารถเข้าสู่รอบหนึ่งร้อยคนสุดท้ายได้แล้ว และคู่แข่งของนางก็เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่งดงาม แม้ว่าคู่แข่งของหยางเหม่ยจี๋จะมีผิวพรรณซีดเซียวกว่าแม่มดอันเซิง แต่หากเปรียบเทียบคู่แข่งคนนี้กับหยางเหม่ยจี๋แล้ว… แคก แคก!
ถึงกระนั้นทันทีที่การแข่งขันเริ่มขึ้น ผู้คนมากมายที่อยู่ในบริเวณลานแข่งขันของหยางเหม่ยจี๋ก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
หนานกงอู๋เชวียที่นั่งอยู่ด้านข้างปู้ฟางเบิกตากว้าง ขณะที่ร่างกายของเขาเริ่มแข็งเกร็ง
“เปลวเพลิงอัคนีแห่งสวรรค์และปฐพี เปลวเพลิงราชันเก้าโลกันตร์เช่นนั้นหรือ”
หนานกงอู๋เชวียสูดอากาศเย็นเข้าปอด ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความไม่อยากเชื่อ
เปลวเพลิงราชันเก้าโลกันตร์… มันคือเปลวเพลิงอัคนีแห่งสวรรค์และปฐพีที่เคยเป็นของเขามาก่อน มันเคยเป็นคู่หูของเขา
ทว่าตั้งแต่ที่หนานกงเสวียนเฮ่อ ไอ้สุนัขเวรนั่นกระชากมันออกจากร่างเขาไป หนานกงอู๋เชวียก็ไม่สามารถเชื่อมต่อกับมันได้อีกเลย เขาไม่คาดคิดเลยว่าตนเองจะได้เห็นเปลวเพลิงราชันเก้าโลกันตร์ในตอนนี้
สีหน้าของหนานกงอู๋เชวียเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
เปลวเพลิงราชันเก้าโลกันตร์ทำให้ความแข็งแกร่งในการสกัดโอสถของหยางเหม่ยจี๋เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อเพลิงสังเคราะห์ของนางปะทะกับเพลิงสังเคราะห์ของคู่แข่ง นางก็เอาชนะอีกฝ่ายได้อย่างราบคาบ และได้เข้าสู่รอบต่อไปทันที
หลังจากได้รับชัยชนะแล้ว หยางเหม่ยจี๋ก็รู้สึกมีความสุขจนใจเต้นระรัว และเมื่อนางมองมาทางปู้ฟางที่กำลังยืนอยู่ นางก็สังเกตเห็นหนานกงอู๋เชวียที่นั่งอยู่ข้างๆ และกำลังมองนางอยู่ด้วยเช่นกัน หัวใจดวงน้อยของนางจึงแทบจะกระเด็นออกมาทางปาก
“คุณชายหนานกงมองข้าอยู่หรือนี่ ข้าประทับใจจริงๆ…”
หยางเหม่ยจี๋มีสีหน้าเคอะเขิน จากนั้นนางก็รีบวิ่งออกจากลานแข่งขันด้วยความเขินอาย
ผู้ชมที่ดูอยู่ต่างตกอกตกใจ
การแข่งขันแต่ละรอบดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ทำให้รอบของปู้ฟางมาถึงอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
ปู้ฟางลุกขึ้นยืนพลางหยิบป้ายร้านของตนเองขึ้นมา แล้วเดินขึ้นไปที่ลานแข่งขันหมายเลขหนึ่ง
“สหายปู้ ทำให้ดีที่สุด! มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยที่จะพ่ายแพ้ต่อแม่นางอันอกเบิ้ม!” หนานกงอู๋เชวียตะโกนด้วยความตื่นเต้น
ปู้ฟางมองชายหนุ่มด้วยแววตาที่อยากจะตบหน้าอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด… หมอนี่กำลังเข้าข้างใครกันแน่
เมื่อปู้ฟางขึ้นไปบนลานแข่งขัน เหล่าคนดูก็ต่างดีอกดีใจ ผู้ชมหลายคนรีบกรูมาทางลานแข่งขันหมายเลขหนึ่ง ที่ปู้ฟางกำลังจะลงแข่งขัน!
ลองคิดดูสิว่ามีพ่อครัวคนหนึ่งอยู่ท่ามกลางเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหลาย!
มันช่างเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเกินไปแล้ว!
“ในที่สุดก็ถึงรอบแข่งขันของเขา! ฮ่าๆๆ!”
“ศัตรูของเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหลาย… พวกนักเล่นแร่แปรธาตุเอ๋ย จงตัวสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวเสียเถอะ”
“ข้าตั้งตารอดูเถ้าแก่ปู้สร้างปาฏิหาริย์! หากพ่อครัวคนนี้เข้าสู่รอบห้าสิบคนสุดท้ายได้จริงๆ มันจะน่าทึ่งเพียงใดกันเล่า”
...
ผู้คนมากมายต่างคาดหวังให้ปู้ฟางซึ่งเป็นม้ามืดเข้ารอบไปได้ แน่นอนว่าหลายๆ คนรู้สึกตื่นเต้น เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าใครคือคู่แข่งของปู้ฟาง และมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่าคู่แข่งของชายหนุ่มคือแม่มดอันเซิง
ทันทีที่แม่มดอันเซิงผู้มีรูปร่างเย้ายวนกระโดดขึ้นมาบนลานแข่งขัน เหล่าผู้ชมก็เงียบงันไปครู่หนึ่ง และทันใดนั้นพวกเขาก็เริ่มพูดคุยกันอย่างดุเดือด
โอ้สวรรค์! คู่แข่งของเถ้าแก่ปู้คือแม่มดอันเซิงเช่นนั้นหรือ
ม้ามืดที่มาแรงที่สุดในงานประลองหัตถ์เวทครั้งนี้ ผู้เป็นศัตรูของเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหลายจะต้องพ่ายแพ้ต่อแม่มดอันเซิงหรือนี่