ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! - บทที่ 48 พลังของมิตรภาพที่แท้จริง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน!
- บทที่ 48 พลังของมิตรภาพที่แท้จริง
ยวี่เฟยเอียงคอมองอันจิ่วเม่ยด้วยดวงตาเป็นประกาย รอยยิ้มบาง
ๆ ประดับบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน ้าเสียงแฝงความสงสัยอย่าง
จริงใจ
“น้องจิ่วเม่ย บ้านเธอไม่ได้กำลังวุ่นวายกับการก่อสร้างเหมือนรัง
มดรังปลวกหรอกเหรอ ทำไมถึงมีเวลามาที่นี่ได้ล่ะ?”
แม้ว่าเพ่ยอิงและซื่อหงจะติดต่อกันน้อยลง แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ
แห่งนี้ ข่าวคราวและเสียงซุบซิบนินทาก็ยังคงแพร่กระจายไปทั่ว ราว
กับไฟลามทุ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวใหญ่อย่างการแต่งงานของอันจิ่วเม่ย
และหลี่เจียเฟิ่ง ที่กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนปากของชาวบ้านทุก
คน ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหน ก็จะได้ยินเสียงพูดคุยถึงเรื่องนี้เป็นหลัก
แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว ยากนักที่
ใครสักคนในหมู่บ้านจะไม่รับรู้ถึงข่าวการแต่งงานครั้งนี้ เว้นเสียแต่ว่า
จะเป็นคนหูหนวกตาบอดเท่านั้น
อันจิ่วเม่ยยิ้มบาง ๆ ก่อนตอบคำถามของยวี่เฟยอย่างนุ่มนวล
“ใกล้จะสร้างเสร็จแล้วค่ะ ฉันไปก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก สู้เอา
เสื้อผ้าสกปรกที่บ้านมาซักดีกว่า”
ดวงตาของยวี่เฟยเป็นประกายด้วยความยินดี
“ดีจังเลย วันเวลาที่ลำบากของเธอคงจะสิ้นสุดแล้วสินะ ต่อไปอยู่
ให้ห่างจากแม่เลี้ยงของเธอหน่อย ชีวิตจะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอน
เหมือนดอกไม้ที่ผลิบานหลังฝนพรำ”
ทันใดนั้น เหม่ยลี่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน ้าเสียงกังวล “น้องจิ่วเม่ย
น้องชายของเธอเป็นยังไงบ้าง ฉันได้ยินมาว่าทำร้ายคนจนตาย จริง
หรือเปล่า? เรื่องนี้กำลังเป็นที่ซุบซิบกันทั่วหมู่บ้านเลยนะ”
ผิงผิงรีบเสริมด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ฉันได้ข่าวว่าเธอปฏิเสธ
ให้แม่เลี้ยงยืมเงินเหรอ? จิ่วเม่ยระวังตัวด้วยนะ! แม่เลี้ยงของเธอต้อง
แค้นเธอแน่ ๆ”
สามสาวรุมล้อมอันจิ่วเม่ย กระซิบกระซาบด้วยความห่วงใย เสียง
จ้อกแจ้กดังไปทั่วบริเวณ
อันจิ่วเม่ยนั่งท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนสาวทั้งสาม ยวี่เฟย เหม่ย
ลี่ และผิงผิง ความอบอุ่นแผ่ซ่านในใจเธอ
แม้ว่าทั้งสามจะมาจากครอบครัวธรรมดา มีพี่น้องมากมาย และ
พ่อแม่อาจรักลูกชายมากกว่า แต่พวกเธอก็ยังโชคดีกว่าอันจิ่วเม่ยที่
เป็นเพียงลูกเลี้ยง
ความคิดนี้ทำให้อันจิ่วเม่ยสงสัยว่าทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงได้
ทอดทิ้งมิตรภาพอันล ้าค่านี้ เพื่อไปสนิทสนมกับเพ่ยอิงที่แสร้งทำดี
ด้วย
“ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกค่ะ” อันจิ่วเม่ยยิ้มแหย ๆ พลางอธิบาย
“ที่จริง อันตงหยางต่างหากที่ขโมยเงินคนอื่น แถมยังทำร้ายเขา
จนเข้าโรงพยาบาล สุดท้ายก็เลยโดนจับขังคุกไปแล้ว”
ยวี่เฟยแค่นเสียงอย่างเย็นชา “อันตงหยาง สมน ้าหน้า! ไอ้เด็กนั่น
ไม่เคยดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทั้งหมดเป็นเพราะแม่มันตามใจนั่นแหละ!”
เหม่ยลี่และผิงผิงพยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าของพวกเธอบ่งบอกถึง
ความโล่งใจแทนอันจิ่วเม่ยที่ไม่ต้องเผชิญปัญหาจากอันตงหยางอีก
ต่อไป
ผิงผิงโน้มตัวเข้ามากระซิบ น ้าเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย
“เมื่อวานฉันตามแม่ไปทำงานที่ทุ่ง พอไปคืนจอบที่โรงเก็บของ
บังเอิญได้ยินแม่เลี้ยงของเธอ นินทาเธอกับเพ่ยอิง บอกว่าเธอไม่มี
น ้าใจอะไรทำนองนั้น ช่วงนี้สองคนนั้นสนิทกันมาก เหมือนแม่ลูกแท้
ๆ เลยนะ เธอต้องระวังตัวให้ดีล่ะ”
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของอันจิ่วเม่ย ความยินดีเอ่อล้น
ในใจ เธอรู้ทันทีว่าการตัดสินใจมาซักผ้าที่นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
เพราะเธอได้รับข้อมูลสำคัญอย่างที่คาดหวังไว้
ขณะที่มือของอันจิ่วเม่ยยังคงขยับซักผ้าอย่างต่อเนื่อง สมองของ
เธอก็เริ่มประมวลข้อมูลที่ได้รับอย่างรวดเร็ว ความคิดหนึ่งผุดขึ้นใน
ใจ
ซื่อหงคงไม่มีทางปล่อยโอกาสทองนี้หลุดลอยไปแน่ เป็นไป
ตามที่เธอคาดการณ์ไว้ ซื่อหงกำลังวางแผนชั่วร้าย โดยใช้เธอเป็น
เครื่องมือในการหลอกลวงเพ่ยอิง
“ซื่อหงคงกำลังจะลงมือกับเพ่ยอิง แล้วคิดจะโยนความผิดให้เรา
แน่ๆ…” อันจิ่วเม่ยเผลอพึมพำกับตัวเอง แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อผิงผิง
ได้ยินและพูดเสริมทันควัน
“ใช่แล้วล่ะ จากนั้นซื่อหงก็คงเผ่นหนีไปอย่างไร้ร่องรอย แผนการ
ช่างแยบยลจริง ๆ” ผิงผิงกล่าวด้วยน ้าเสียงตื่นเต้น
“…” อันจิ่วเม่ยอดยิ้มมุมปากอย่างจนใจไม่ได้ ผิงผิงนี่ช่างมีหู
ทิพย์จริง ๆ
เธอหันไปมองเพื่อนด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะเอ่ยขอบคุณ
อย่างจริงใจ “ขอบคุณมากนะผิงผิง”
ความอบอุ่นแผ่ซ่านในหัวใจของอันจิ่วเม่ย เธอรู้สึกถึงพลังของ
มิตรภาพที่แท้จริง จึงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง
“รอให้บ้านฉันสร้างเสร็จ ฉันจะเชิญพี่ๆ และเธอมาเที่ยว แล้ว
ทำอาหารอร่อยๆ เลี้ยงทุกคนเอง!”
“ดีเลย!” ทั้งสามคนตอบรับอย่างร่าเริง
ทั้งสี่คนคุยกันไปพลางทำงานไป บรรยากาศรอบ ๆ ริมแม่น ้า
อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุข ไม่นานนักสาว ๆ ที่แต่งงาน
แล้วอีกหลายคนก็ทยอยมาร่วมซักผ้าด้วย
อันจิ่วเม่ยทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง และอย่างแนบเนียน เธอ
ค่อย ๆ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปที่เรื่องของซื่อหงและเพ่ยอิง ทำให้ได้
ข่าวลับมาอีกไม่น้อย
ขณะที่แสงแดดยามบ่ายทอดตัวลงบนหมู่บ้าน ที่อีกฟากหนึ่งของ
ถนนดินแคบ ๆ เสียงกระซิบกระซาบดังแว่วมาจากโรงเก็บของ
ภายในห้องที่มีแสงสลัว ซื่อหงนั่งอยู่ตรงหน้าเพ่ยอิง ดวงตาของ
เธอเป็นประกายวาววับด้วยความมุ่งมั่น
ขณะที่ริมฝีปากซื่อหงกำลังคลี่ยิ้มบางๆ อย่างมีเลศนัย โดยที่เธอ
ไม่รู้เลยว่าแผนการชั่วร้ายของตนนั้น ถูกอันจิ่วเม่ยล่วงรู้ไปหมดแล้ว
“เพ่ยอิง” ซื่อหงเอ่ยเสียงนุ่มนวล “หนูกังวลเรื่องหลี่เจียเฟิ่งมาก
ใช่ไหม? ป้าเข้าใจความรู้สึกของเธอนะ”
เพ่ยอิงพยักหน้า ดวงตาฉายแววกังวล “ใช่ค่ะ หนูอยากจะวิ่งไป
ถามเขาตรง ๆ จริง ๆ ”
ซื่อหงยิ้มอย่างเห็นใจ ก่อนจะวางมือลงบนไหล่ของเพ่ยอิง อย่าง
อ่อนโยน
“ป้าเข้าใจ แต่หนูคิดว่าการทำแบบนั้นจะดีจริง ๆ เหรอ? ทำไมเรา
ไม่ลองวิธีอื่นดูล่ะ?”
“วิธีอื่น?” เพ่ยอิงเลิกคิ้วด้วยความสงสัย
ซื่อหงกล่าวด้วยน ้าเสียงนุ่มนวลแต่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์
“ใช่แล้ว เราควรส่งหลี่ถังไปสืบข่าวแทน ไอ้หนุ่มโง่เง่าเต่าตุ่นคน
นั้นมีจิตใจไร้เดียงสาราวกับเด็กน้อย ควบคุมง่ายยิ่งกว่าหุ่นเชิด การ
ส่งเขาไปถามหลี่เจียเฟิ่งจะช่วยรักษาหน้าทุกฝ่าย และคลายความ
วิตกของหนูได้อย่างไร้ที่ติ”
เพ่ยอิงยังคงลังเลอยู่ ซื่อหงจึงเอ่ยเสริมด้วยน ้าเสียงปลอบประโลม
“เธอไม่ต้องกังวล ยังไงไอ้โง่นั่นก็ฟังเธออยู่แล้ว ถ้ามันช่วยสืบ
ข่าวได้ เธอก็ให้รางวัลมันบ้าง หลังจากที่ได้แต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่ง
แล้ว”
คำพูดของซื่อหงเหมือนมนตร์สะกด ทำให้ความลังเลในใจของ
เพ่ยอิงค่อย ๆ จางหายไป
เพ่ยอิงพยักหน้าอย่างแน่วแน่ ก่อนจะร้องออกมาด้วยความดีใจ
“ขอบคุณป้ามากนะคะ!”
มือน้อย ๆ ของเธอจับมือซื่อหงแน่น “ถ้าไม่ได้ป้า หนูคงทุกข์
ทรมานไปอีกนาน”
ซื่อหงแสร้งทำหน้าสำนึกผิด น ้าตาเอ่อคลอ “โธ่ ที่จริงป้าเองก็
ไม่ได้ดีนักหรอก ป้ามันแย่จริง ๆ ที่เผลอพูดออกไป ป้าไม่น่าพูด
ออกไปเลย…”
“อย่าพูดแบบนั้นสิคะ!” เพ่ยอิงค้านเสียงแข็ง ดวงตาเป็นประกาย
ด้วยความมุ่งมั่น
“ถ้าไม่ใช่เพราะป้า หนูก็คงไม่รู้ว่าตัวเองโดนขโมยชีวิตไป! นัง
อันจิ่วเม่ยนั่นมันแค่คนอกตัญญู หนูต้องสั่งสอนมันให้ได้ เพื่อแก้แค้น
ให้ป้าและตัวหนูเอง!”
ซื่อหงยิ้มอย่างพึงพอใจพลางพูดว่า “ขอบใจมากนะเพ่ยอิง เธอ
เป็นเด็กดีจริง ๆ ถ้าป้ามีลูกสาวที่สวยและใจดีอย่างเธอ ป้าคงมี
ความสุขมาก”
ทั้งสองจับมือกันอย่างอบอุ่น เสียงพูดคุยเต็มไปด้วยความเห็นอก
เห็นใจ ซึ่งแฝงไปด้วยแผนการที่มุ่งร้าย
เพ่ยอิงเดินกลับบ้านด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม พร้อมกับ
เสียงฮัมเพลงที่ดังแว่วมาแต่ไกล ทว่าเมื่อก้าวเข้าบ้าน เธอกลับต้อง
เผชิญกับสายตาคมกริบของเจียงอิงที่จ้องมองอย่างไม่พอใจ
“นี่! มัวแต่เล่นอะไรอยู่ รีบมาช่วยทำกับข้าวสิยะ” เจียงอิงตวาด
เสียงดัง
“ทุกวันนี้เธอทำงานน้อยที่สุด แต่กลับมาบ้านช้าที่สุด อย่าคิดนะ
ว่าฉันไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ คิดว่าตัวเองเป็นคนจดคะแนนแล้วเก่ง
มากรึไง!”
นับตั้งแต่เพ่ยอิงได้รับตำแหน่งเจ้าหน้าที่บันทึกคะแนน เธอก็ทำ
ตัวราวกับเป็นราชินีในบ้านหลังนี้ ไม่ช่วยงานบ้านเหมือนแต่ก่อน
ซ ้ายังมองทุกคนด้วยสายตาดูถูก พูดจาหยิ่งผยองจนน่าหมั่นไส้
พ่อแม่ของเพ่ยอิงเห็นแก่ตำแหน่งใหม่ของลูกสาว จึงไม่ได้ว่าอะไร
แต่เจียงอิงไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาเหยียบย ่าศักดิ์ศรี หล่อน
อดทนมาหลายวันแล้ว และวันนี้ความอดทนก็หมดลงจนระเบิด
อารมณ์ออกมา
แต่ทว่าวันนี้กลับมีเรื่องที่น่าแปลกใจ เพ่ยอิงกลับไม่โกรธเคืองแม้
ถูกด่าอย่างรุนแรง เธอกลับอารมณ์ดีผิดปกติ พับแขนเสื้อแล้วเดิน
เข้าไปช่วยงานในครัวทันที
อีกทั้งยังคงฮัมเพลงไปพลางพร้อมรอยยิ้มที่ไม่จางหายไปจาก
ใบหน้า เจียงอิงมองตามไปด้วยความรำคาญ ถลึงตาใส่แต่ก็ไม่ได้พูด
อะไร
ซินอี้กลับสังเกตเห็นสีหน้าเคลิ้มฝันของลูกสาว ด้วย
สัญชาตญาณความเป็นแม่ เธอจึงเตือนขึ้นทันทีว่า
“เพ่ยอิงลูก ช่วงนี้แม่เห็นลูกสนิทกับซื่อหงมากไปนะ แม่ว่าหล่อน
ไม่ใช่คนดี อย่าไปใกล้ชิดกับหล่อนมากนัก ระวังจะถูกหล่อนชักจูงไป
ในทางที่ผิด”