ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 446 บุญคุณช่วยฟื้นชีวิตใหม่
ตอนที่ 446 บุญคุณช่วยฟื้นชีวิตใหม่
สองวันต่อมาตระกูลเซี่ยจัดเลี้ยงแขก ลู่เจียวเชิญจ้าวหลิงเฟิง หันถง หูซ่าน เจิ้งจื้อซิ่ง ตู้อี้ เจียงหยวนเซิง เถียนฮวน คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่ไปมาหาสู่สนิทสนมกับตระกูลเซี่ย
ตอนใกล้เที่ยง ทุกคนในครอบครัวไปยืนต้อนรับแขกที่หน้าประตูกันอย่างพร้อมเพรียง
หกคนราวกับหกทิวทัศน์งาม ยืนอยู่หน้าประตูดึงดูดคนที่ผ่านไปมาในตรอกให้เอ่ยชมกันไม่ขาดสาย
ลู่เจียวแอบเขิน นางหันไปมองคนข้างกาย เขาแลดูสงบสุขุม ใบหน้าหล่อเหลายังคงเย็นเยียบ ราวกับบุรุษที่ผู้อื่นเอ่ยชมไม่ใช่เขา ครั้งหลือบมองไปยังเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ ต่างก็ยืนหลังตรงพร้อมสีหน้าเบิกบาน มีแต่นางเท่านั้นหรือที่เขินอาย
ขณะลู่เจียวกำลังคิด หน้าประตูก็มีรถม้าขับมาจอด ผู้ที่มาเป็นคนแรกก็คือจ้าวหลิงเฟิงดังคาด
สองพ่อลูกตระกูลจ้าวเพิ่งลงจากรถม้า จ้าวอวี้หลัวก็เหมือนกับกระสุนปืนใหญ่พุ่งไปตรงหน้าเอ้อร์เป่า แล้วเอ่ยชม
“เอ้อร์เป่า วันนี้เจ้าสวมเสื้อผ้าใหม่หรือ หล่อมาก”
ในใจเอ้อร์เป่าก็ดีใจ ใบหน้าน้อยๆ พยายามสะกดสีหน้านิ่งมองจ้าวอวี้หลัว เอ่ยชมกลับไปว่า “วันนี้เจ้าก็แต่งตัวสวยมาก”
คำพูดนี้ทำเอาจ้าวอี้หลัวลืมตัว รีบถามเอ้อร์เป่าทันทีว่า “จริงหรือ ข้าสวยมากจริงหรือ หรือว่าหูหลิงเสวี่ยสวยกว่า”
เด็กผู้หญิงที่มาเรียนที่บ้านตระกูลเซี่ย นอกจากจ้าวอวี้หลัว ก็มีแต่หูหลิงเสวี่ยกับเจิ้งเมี่ยว จ้าวอวี้หลัวไม่ได้รู้สึกเป็นศัตรูกับเจิ้งเมี่ยวแม้แต่น้อย บางครั้งนางยังดูแลเจิ้งเมี่ยวเพราะเจิ้งเมี่ยวยังเล็กอีกด้วย แต่นางมีใจคิดเปรียบเทียบกับหูหลิงเสวี่ย มักจะนำตนไปเทียบกับหูหลิงเสวี่ยว่าผู้ใดฉลาดกว่า ผู้ใดสวยกว่า แข่งกันว่าผู้ใดจะเป็นเด็กผู้หญิงที่ดี
สุดท้ายแทบจะทุกคนล้วนว่าหูหลิงเสวี่ยดีกว่านาง เรื่องนี้ทำให้ในใจจ้าวอวี้หลัวคิดแต่จะเอาชนะ
แต่ผู้อื่นชมหูหลิงเสวี่ย จ้าวอวี้หลัวไม่ค่อยสนใจ ที่นางสนใจที่สุดก็คือเอ้อร์เป่าชมหูหลิงเสวี่ย นางถามแทบจะทุกวัน วันนี้ข้าเทียบกับหูหลิงเสวี่ยแล้วผู้ใดสวยกว่ากัน
เอ้อร์เป่าเองก็กลัวนางแล้ว ทุกครั้งที่นางถามก็จะบอกว่านางสวยกว่าหูหลิงเสวี่ย
“อืม วันนี้เจ้าสวยกว่าหูหลิงเสวี่ยแน่นอน”
จ้าวอวี้หลัวหัวเราะพอใจ ดีอกดีใจราวกับแม่ไก่ออกไข่
ต้าเป่า ซานเป่า ซื่อเป่าค้อนใส่เอ้อร์เป่าพร้อมกัน จ้าวอวี้หลัวราวกับคนเสียสติ สวยกว่าหูหลิงเสวี่ยตรงไหนกัน
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่กำลังแอบปะทะทางความเห็นกัน ก็มีแขกมาที่หน้าประตู
เป็นตระกูลหู หูซ่านกับหลี่อวี้เหยา หลี่อวี้เหยาไม่เพียงแต่พาบุตรีคนโตมา ยังพาบุตรชายมาด้วย เสี่ยวผิงอันตอนนี้อายุได้ร้อยวันแล้ว หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู อย่าได้เอ่ยว่าน่ารักเพียงใด
พอลู่เจียวเห็นก็รู้สึกชอบมาก ยื่นมือออกไปอุ้มมาหยอกเล่นจนหัวเราะเอิ๊กอ๊าก เจ้าตัวน้อยเหมือนรู้ว่าตนเองมีชีวิตรอดมาได้เพราะลู่เจียวช่วยเขาไว้ ดังนั้นพอลู่เจียวอุ้มเขา เขาไม่เพียงแต่ไม่ปฏิเสธ แต่ยังแลดูสนิทชิดใกล้เป็นพิเศษ
หลี่อวี้เหยาส่งเสียงชมอย่างแปลกใจ “เจียวเจียว เจ้ารู้ไหม ปกติผิงอันไม่ชอบใกล้ชิดกับคนแปลกหน้า แม้แต่ท่านแม่ข้าอุ้มเขา เขาก็ฮึ่มๆ ไม่พอใจ แต่พอเจ้าอุ้มเขา เขากลับไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย และยังแสดงท่าทางดีใจอย่างมากอีกด้วยนะ”
ลู่เจียวได้ฟังก็ดีใจมาก หยอกผิงอันว่า “ผิงอัน รู้จักท่านน้าหรือ มา ให้ท่านน้าหอมแก้มหน่อย”
เด็กน้อยผิวพรรณเกลี้ยงเกลานุ่มลื่น ตัวหอม หอมแล้วรู้สึกชื่นใจอย่างมาก
ลู่เจียวหอมผิงอันไปทีหนึ่ง หยอกจนผิงอันหัวเราะไม่หยุด
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ข้างๆ ต่างเริ่มรู้สึกไม่ค่อยพอใจ ลู่เจียวเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าเจ้าหนูน้อยทั้งสี่อิจฉาแล้ว พวกเขาน่าจะคิดถึงตอนเด็กที่เคยโดนตี บางทีโตขึ้นไป พวกเขาอาจลืมเรื่องตอนเด็ก แต่ตอนนี้น่าจะยังจำได้
ลู่เจียวไม่อยากให้เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไม่พอใจ รีบส่งผิงอันคืนให้แม่นมเขา
นางหันหน้าไปสั่งการเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ “พวกเจ้าบอกว่าวันนี้จะต้อนรับเพื่อนๆ ไม่ใช่หรือ รีบพาจ้าวอวี้หลัว หูหลิงเสวี่ยไปต้อนรับดูแลที่เรือนด้านหลังสิ”
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ลืมเรื่องท่านแม่ตนอุ้มผิงอันไปทันที พวกเขาเงยหน้ามองลู่เจียวกล่าวว่า “พวกหันตงเซิ่งยังไม่มาเลย”
“พวกเจ้าพาจ้าวอวี้หลัวกับหูหลิงเสวี่ยเข้าไปรับรองที่เรือนด้านหลังก่อน หันตงเซิ่งกับหันหนานเฟิงมา แม่ก็จะส่งพวกเขาไปเรือนด้านหลัง”
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นด้วย หันหลังกวักมือเรียกจ้าวอวี้หลัวกับหูหลิงเสวี่ยไปเรือนด้านหลัง พวกลูกทั้งสี่ต้อนรับแขกเป็นครั้งแรก ทุกคนต่างตื่นเต้นมาก โอ้อวดกับจ้าวอวี้หลัวและหูหลิงเสวี่ยว่า “ท่านแม่ข้าว่า วันนี้พวกเจ้ามาเป็นแขก พวกเราเตรียมของกินไว้ให้พวกเจ้าแล้ว ยังมีของเล่นด้วย ใช่แล้ว ยังเตรียมของขวัญให้พวกเจ้าด้วย อ้อ ของกินยังเป็นของที่พวกเราทำกับฮวาเสิ่นด้วยนะ”
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่เล่าอย่างเบิกบาน จ้าวอวี้หลัวก็ให้เกียรติเป็นพิเศษ ซักถามอย่างกระตือรือร้นว่าเตรียมของกินอะไรให้พวกนาง
นางแสดงท่าทีบอกกับเอ้อร์เป่าว่านางจะนำของขวัญกลับไปกินคนเดียว
ลู่เจียวเห็นท่าทางต้อนรับเพื่อนของเจ้าหนูน้อยทั้งสี่แล้ว ก็ไม่ไปซักถามเรื่องของเด็กๆ อีก
หลังจากตระกูลหูมา พวกหันถงและเจิ้งจื้อซิ่งก็ทยอยกันมาถึง
พวกผู้ใหญ่มีเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวคอยต้อนรับที่เรือนด้านหน้า พวกเด็กๆ ก็ส่งไปเรือนด้านหลัง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นต้อนรับแขกผู้ชายในห้องโถง ลู่เจียวต้อนรับแขกผู้หญิงที่เรือนข้าง
จู้เป่าจูจ้องมองลู่เจียวอย่างตกใจ “พี่ลู่ พี่ช่างร้ายกาจนัก ไม่เพียงแต่วิชาการแพทย์ร้ายกาจ ความสามารถก็ยังร้ายกาจ ถึงกับตั้งสามโรงผลิตได้ ที่สำคัญก็คือ ตอนนี้ยังเป็นรองประธานสมาคมการค้าชิงเหออีกด้วย”
บรรดาแขกสตรีต่างเห็นด้วยกับวาจาจู้เป่าจู หลี่อวี้เหยายิ้มกล่าวว่า “วิชาการแพทย์นางร้ายกาจที่สุด ตอนนั้นข้าคลอดยากเกือบตายแล้ว นางเป็นคนช่วยข้าไว้”
หลี่อวี้เหยากล่าวถึงตรงนี้ ก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ นางหันไปมองลู่เจียว กล่าวอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณเจียวเจียวที่ช่วยข้าไว้”
ลู่เจียวโบกมือ “ข้าเป็นหมอ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่สมควรทำ พี่อย่าได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจ”
หลี่อวี้เหยากลับส่ายหน้า “จะลืมได้อย่างไร สิ่งที่เจ้าทำสำหรับพวกเราแล้ว เรียกได้ว่าเป็นดั่งบุญคุณช่วยฟื้นชีวิตใหม่”
ครั้งนี้เถียนฮวนรับคำ “ใช่ เจียวเจียว เจ้าช่วยน้องชายข้า สำหรับตระกูลเถียนเราแล้วก็เทียบเท่ากับบุญคุณช่วยฟื้นชีวิตใหม่ พวกเราไม่มีวันลืมบุญคุณเจ้า”
ตอนนี้เถียนจิ้นอานดีขึ้นไม่น้อยแล้ว อีกสักระยะก็น่าจะหายดี เรื่องนี้ทำให้ทุกคนในตระกูลเถียนต่างดีใจแทบคลั่ง
ลู่เจียวถูกพวกนางพูดเสียจนเขิน รีบโบกมือหยุดว่า “วันนี้ข้าเชิญพวกเจ้ามาเป็นแขกก็เพื่อได้คุยกันครึกครื้น ไม่ใช่เพื่อให้พวกเจ้าเอาแต่ยกยอข้า”
นางกล่าวจบ ทุกคนในห้องโถงก็หัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน ถานเสี่ยวยามองลู่เจียวกระซิบเบาๆ ว่า “พี่ลู่ ช่วยตรวจให้ข้าหน่อยได้ไหม ข้าอยากจะคลอดลูกอีกสักคนมาตลอด แต่ก็ไม่ท้องสักที”
คำพูดถานเสี่ยวยาได้รับเสียงตอบรับจากจู้เป่าจูด้วยเช่นกัน จู้เป่าจูเองก็รีบกล่าวว่า “แม่สามีเร่งรัดข้าหลายครั้งแล้ว ให้ข้าไปหาหมอ ข้ารู้สึกอาย คิดว่าเอาไว้หลังปีใหม่ค่อยไป พวกเจ้าไม่รู้ แม่สามีถึงกับกล่าวไว้ชัดเจนว่า หากปีหน้ายังไม่มีลูกอีก ก็จะหาอนุให้ท่านพี่ข้า พี่ลู่ช่วยตรวจให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
ความจริงอายุลู่เจียวไม่ได้มากกว่าจู้เป่าจูและถานเสี่ยวยา แต่กริยาท่าทางการพูดการจาของนางมักทำให้คนรู้สึกได้ถึงความหนักแน่นสงบนิ่ง ดังนั้นจู้เป่าจูกับถานเสี่ยวยาจึงมักเรียกนางว่าพี่ด้วยสัญชาตญาณ นางเองก็ไม่ปฏิเสธ สุดท้ายจู้เป่าจูกับถานเสี่ยวยาก็ยกให้นางเป็นพี่สาวไปเสียเลย
“มา ข้าช่วยตรวจให้พวกเจ้าสักหน่อย”