ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 521 ความคิดของอ๋องเยียน
ตอนที่ 521 ความคิดของอ๋องเยียน
นายผู้เฒ่าฉียิ่งได้คุยกับลู่เจียวก็ยิ่งพบว่าวิชาการแพทย์ของนางนั้นเหนือระดับ นางรู้มากมายหลายโรค ทำให้เขาถึงกับอุทานในใจ ยิ่งอยากจะคุยโรคซับซ้อนที่ตนเองเคยรักษามากับนางให้มาก แต่คิดไม่ถึงว่าบ่าวรับใช้ตระกูลฉีจะมาตาม นายผู้เฒ่าฉีระเบิดอารมณ์อย่างไม่พอใจ
บ่าวรับใช้ตระกูลฉีรีบยิ้มประจบ “นายผู้เฒ่า ไม่ใช่พวกเราอยากมารบกวนท่าน แต่เป็นซื่อจื่อจวนอ๋องฉินส่งพ่อบ้านมาเชิญนายผู้เฒ่าไปจวนเฉิงเต๋อโหวสักครา”
พอบ่าวรับใช้ตระกูลฉีเอ่ยถึงซื่อจื่อจวนอ๋องฉินกับจวนเฉิงเต๋อโหว ลู่เจียวก็หูผึ่งฟังทันที
นอกประตู ฉีเหล่ยกับเซี่ยอวิ๋นจิ่นกำลังเดินเข้ามา ฉีเหล่ยรีบถามอย่างห่วงใยว่า “จวนเฉิงเต๋อโหวมีคนป่วยหรือ”
บ่าวรับใช้ตระกูลฉีรีบตอบทันทีว่า “ได้ยินว่าตั้งแต่คุณหนูใหญ่จวนเฉิงเต๋อโหวกลับจากบ้านท่านตามา ก็ล้มป่วยหนัก ซื่อจื่อจวนอ๋องฉินคิดเชิญนายผู้เฒ่าไปตรวจดูอาการที่ตระกูลหลินสักครั้ง ดูว่าโรคนี้รักษาได้หรือไม่”
ฉีเหล่ยเลิกคิ้ว ครั้งก่อนเห็นหลินหรูเยว่ก็ยังดีๆ เหตุใดเพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงก็ล้มป่วยหนักได้
ในห้องโถง ลู่เจียวขมวดคิ้วเล็กน้อย ผู้อื่นไม่เข้าใจ แต่นางกลับรู้ว่าคุณหนูใหญ่จวนเฉิงเต๋อโหวผู้นี้น่าจะไม่คิดแต่งกับซื่อจื่อจวนอ๋องฉิน ดังนั้นจึงแกล้งป่วยหรือไม่ก็กินยาอันใดสักอย่างลงไปทำให้เกิดอาการของโรคจุดประสงค์ก็เพื่อปฏิเสธงานแต่งงานกับจวนอ๋องฉิน
แต่ลู่เจียวไม่ได้กล่าวอันใด เพียงแต่มองไปยังนายผู้เฒ่าฉีกล่าวว่า “ท่านลุงฉี ในเมื่อเขามาเชิญท่าน ท่านก็รีบไปดูสักหน่อยเถอะ”
นายผู้เฒ่าฉีกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “หรือว่าเจียวเจียวไปกับข้าด้วย ไปจวนเฉิงเต๋อโหวตรวจดูนังหนูนั่นว่าป่วยด้วยโรคอันใด”
ลู่เจียวกลับไม่คิดเปิดเผยตัวต่อหน้าคนในเมืองหลวงตอนนี้ นางยิ้มกล่าวว่า “อย่าเพิ่งดีกว่า หากข้าไปคนเขาจะไม่เชื่อวิชาการแพทย์ข้า ดังนั้นทำไมต้องไปด้วย อีกอย่าง ด้วยความสามารถท่านลุงฉีเองก็ย่อมตรวจพบว่าคุณหนูใหญ่ป่วยด้วยโรคอันใด”
ลู่เจียวกล่าวจบ นายผู้เฒ่าฉีรีบกล่าวทันทีว่า “เจียวเจียวเอ๊ย วิชาการแพทย์เจ้าไม่อาจปล่อยให้เสียเปล่าเช่นนี้ ข้าตัดสินใจแล้วว่าพรุ่งนี้ตระกูลฉีข้าจะจัดโต๊ะเลี้ยงที่ร้านอาหารที่หรูหราที่สุดในเมืองหลวงเพื่อคารวะอาจารย์ ให้ตระกูลดังทุกคนในเมืองหลวงได้รู้ว่าวิชาการแพทย์เจ้าร้ายกาจเพียงนี้”
ใบหน้าลู่เจียวราวกับมีแสงสีดำพาดผ่าน นี่กำลังหาเรื่องยุ่งยากให้นางไหม ตอนนี้สถานะพวกนางต่ำต้อย หากตระกูลดังรู้วิชาการแพทย์นาง พากันมาเชิญนางไปรักษาอาการป่วย นางจะไปรักษาดีหรือไม่ หากรักษาก็คงเหนื่อยตาย หากไม่รักษา คนเขาสถานะสูงส่งทรงอิทธิพล พวกนางรับมือไม่ไหว ดังนั้นตอนนี้ไม่ควรจะทำตัวเป็นที่จับตาดีกว่า จัดงานเลี้ยงคารวะอาจารย์อันใดกัน
ลู่เจียวครุ่นคิดแล้วก็ยื่นมือไปดึงมือชายชราไว้ ยิ้มกล่าวว่า “ท่านลุงฉี อย่าจัดงานเลี้ยงคารวะให้เอิกเกริกดีกว่า หากผู้อื่นรู้วิชาการแพทย์ข้า ท่านว่าสถานะข้าต่ำต้อยเช่นนี้ ชนชั้นสูงศักดิ์เชิญข้าไปรักษา ข้าควรไปหรือไม่ไปดี”
สรุป ตอนนี้ไม่ใช่เวลาอันดีงามที่จะเปิดเผยวิชาการแพทย์นาง
ฉีเหล่ยได้ฟังคำพูดลู่เจียว รีบกล่าวว่า “ท่านปู่ อย่าเอิกเกริกเลย แต่ไรมาอาจารย์ข้าไม่ชอบเรื่องเอิกเกริก อีกอย่างวิชาการแพทย์นางสูงส่ง หากทุกคนรู้ นางคงได้งานยุ่งตาย”
นายผู้เฒ่าฉีเองก็มิใช่คนโง่ พอลู่เจียวกับฉีเหล่ยเอ่ย เขาก็เข้าใจความลำบากใจของลู่เจียว จึงไม่ดึงดันให้นางลำบากใจอีก รีบกล่าวทันทีว่า “เช่นนี้ก็จัดงานเลี้ยงที่ตระกูลฉีข้า ไม่เชิญคนนอก ตระกูลฉีเราต้องจัดงานเลี้ยงคารวะอาจารย์สักครั้ง”
ลู่เจียวได้แต่รับปาก “ได้ ทำตามท่านลุงฉีว่า”
นายผู้เฒ่าฉีดีใจตบหน้าขาฉาดหนึ่งกล่าวว่า “ตกลง หลานข้าเก่งมาก ถึงกับคารวะหมอเทวดาเก่งกาจเช่นเจียวเจียวได้”
เขากล่าวจบมองไปยังลู่เจียวกล่าวว่า “เจียวเจียวเอ๊ย หากข้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ก็จะมาขอถามเจ้าสักหน่อยนะ”
นายผู้เฒ่าฉีเริ่มกระตือรือร้นในเรื่องวิชาการแพทย์ขึ้นมาอีกครั้ง ลู่เจียวได้แต่พยักหน้าเล็กน้อยเห็นด้วย แต่นางก็รู้ทันทีว่าพยักหน้ารับคำเร็วไปสักหน่อย เพราะจากนั้นมาเหมือนนายผู้เฒ่าฉีแทบจะมาอยู่บ้านพวกนางเป็นกิจวัตร
แต่ตอนนี้นางไม่รู้ จึงได้พยักหน้าอย่างไม่รอช้า พลางเร่งนายผู้เฒ่าฉีว่า “ท่านลุงฉี พวกท่านรีบกลับไปเถอะ อย่าให้คนเขารอนาน”
“นานสักหน่อยก็คงไม่ตาย”
ความจริงนายผู้เฒ่าฉีอารมณ์ไม่นับว่าดีนัก คนเรายิ่งแก่ก็ยิ่งเหมือนเด็ก
แต่พอคิดถึงสถานะซื่อจื่อจวนอ๋องฉิน จึงได้ยอมลุกขึ้นพาฉีเหล่ยกลับไป
ฉีเหล่ยกล่าวอำลากับลู่เจียว “อาจารย์ เช่นนั้นศิษย์ขอตัวกลับก่อน วันหน้าข้าค่อยส่งเทียบมาเชิญอาจารย์ไปที่บ้านเพื่อทำพิธีคารวะอาจารย์”
“ได้”
ตระกูลฉีสองปู่หลานกลับไปได้เสียที ลู่เจียวยิ้มมองเซี่ยอวิ๋นจิ่นเอ่ยว่า “ท่านลุงฉีหลงใหลวิชาการแพทย์เสียจริง”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย “เกรงว่าวันหน้าเขาจะเอาแต่มาบ้านเรา”
ลู่เจียวกล่าวอย่างนึกขำว่า “เจ้าคิดมากไปแล้ว เขาอยู่ดีๆ จะมาบ้านเราทำไมกัน”
ยามนี้เที่ยงแล้ว เจ้าหนูน้อยทั้งสี่เดินเข้ามา พอเข้ามาก็ถามอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ได้ยินว่าเมืองหลวงมีสถานที่เที่ยวมากมาย พวกเราไปเที่ยวข้างนอกกันเมื่อไรดี”
ลู่เจียวมองไปยังเจ้าหนูน้อยทั้งสี่กล่าวว่า “ท่านพ่อเจ้าต้องทบทวนตำราเตรียมสอบหุ้ยซื่อในเดือนสองปีหน้า ไว้แม่พาพวกเจ้าออกไปเดินเล่นเอง”
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่โตเท่าๆ กัน ยังหน้าตาดีอีก หากพาพวกเขาออกไป ย่อมต้องเป็นที่ฮือฮา ดังนั้นลู่เจียวจึงไม่คิดพาพวกเขาออกไปตอนกลางวัน เพราะกลัวเป็นที่สะดุดตาเกินไป นางตัดสินใจว่าตอนค่ำจึงจะพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ออกไปเดินตลาดกลางคืน
แต่นางไม่ได้บอกเรื่องพวกนี้กับเจ้าหนูน้อยทั้งสี่
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ได้ฟังคำพูดลู่เจียวก็ดีใจมาก หันหน้าไปคุยกัน ตัดสินใจว่าจะซื้อของเล่นอันใดดี ไว้นำกลับไปฝากเพื่อนๆ ในอำเภอชิงเหอ
ท่านอาหันมาเมืองหลวงได้ระยะหนึ่งแล้ว คงต้องกลับอำเภอชิงเหอแล้ว จะได้ให้เขานำของขวัญกลับไปด้วย
ลู่เจียวสั่งการเฝิงจือให้ยกอาหารกลางวันออกมา ทั้งครอบครัวเริ่มกินข้าว
กินข้าวได้ครึ่งหนึ่ง เซียวซานก็ถือปึกหนึ่งเดินเข้ามา
“คุณชายมีคนส่งข้อมูลมาหนึ่งปึก ให้มอบให้ท่าน”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ ยื่นมือไปรับข้อมูลจากมือเซียวซานมา
ข้อมูลถึงขั้นเขียนว่าผู้คุมสอบหลักของการสอบหุ้ยซื่อครั้งนี้ก็คือมหาบัณฑิตซุนหมิงเหลียง อาจารย์ใหญ่แห่งสำนักศึกษาฮั่นหลิน อีกคนก็คือมหาบัณฑิตเฉิงเจ๋อแห่งสำนักมนตรี
ข้อมูลให้รายละเอียดถึงขั้นว่าแวดวงสมาคมและนิสัยพฤติกรรมของทั้งสองคน บทความที่พวกเขาเคยเขียนและคำวิพากษ์ที่เคยตรวจบทความจำนวนหนึ่ง
พอเซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็น ก็เดาได้ว่าข้อมูลนี้น่าจะมาจากอ๋องเยียน
การมาเมืองหลวงครั้งนี้ ตระกูลหลิวและตระกูลหวังล้วนส่งคนนำของขวัญมามอบให้ แต่จวนอ๋องเยียนกลับไร้การเคลื่อนไหว
เดิมเซี่ยอวิ๋นจิ่นคิดว่าอ๋องเยียนก็คือท่านอ๋อง ย่อมไม่สนใจไปมาหาสู่กับคนเช่นพวกเขา
ตอนนี้ดูท่าอ๋องเยียนไม่อยากนำเรื่องยุ่งยากที่ไม่จำเป็นมาสู่พวกเขา ตอนนี้การแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทในเมืองหลวงค่อนข้างรุนแรง
อ๋องเยียนอยู่ในสถานะองค์ชายที่ค่อนข้างมีความมั่นใจในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท เป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง หากเขาให้คนส่งของมาตระกูลเซี่ย ตระกูลเซี่ยก็คงได้กลายเป็นมดบนหม้อร้อนทันที และยังอาจทำให้ฮ่องเต้ทรงจับตาดู ดังนั้นอ๋องเยียนจึงไม่ปรากฏตัวมาตลอด
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองดูข้อมูลพวกนี้แล้วก็คาดเดาอย่างมั่นใจว่า ดูท่าแล้วอ๋องเยียนคิดใช้งานเขาจริง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วคิดไตร่ตรอง เขาต้องทำงานให้อ๋องเยียนหรือ หากเขาทำงานให้อ๋องเยียน ก็ต้องใกล้ชิดกับอ๋องเยียนมากยิ่งขึ้น เช่นนั้นสถานะซื่อเป่ายังจะปกปิดไว้ได้อีกหรือ แม้เขาไม่พูด ช้าเร็วสักวันหนึ่งอ๋องเยียนก็คงพบได้ว่า เขาหน้าตาเหมือนกับเฉินอิงอยู่ไม่น้อย ก่อนหน้านี้เพียงแค่ไม่ทันได้คิดไปทางนั้นเท่านั้น
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกำลังครุ่นคิด ลู่เจียวก็ถามอย่างห่วงใยว่า “เป็นอะไรไปหรือ นั่นคือสิ่งใด”