ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 572 ลูกน้อยที่น่ารัก
ตอนที่ 572 ลูกน้อยที่น่ารัก
นี่เป็นครั้งแรกที่ซิ่งอันโหวมาเยือนตระกูลเซี่ย เขาไม่ได้เข้ามาทางประตูหน้า แต่เข้ามาทางประตูข้างแทน สาเหตุก็เพราะไม่อยากให้ผู้คนล่วงรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา เพราะอาจจะนำพาความยุ่งยากที่ไม่จำเป็นตามมาได้
เป็นครั้งแรกที่เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ใกล้ชิดกับซิ่งอันโหว ครั้งก่อนอยู่จวนขุนพลหวัง เพราะว่าสุขภาพของซิ่งอันโหวไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่ค่อยได้พูดจาอันใดกันมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสัมผัสใกล้ชิดอันใด
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองซิ่งอันโหว เห็นเขาไม่ได้ผอมซูบเหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้เขาฟื้นตัวได้ดีไม่น้อย เริ่มมีเค้าโครงหน้าเหมือนเดิม เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นใบหน้าตนเองบนใบหน้าเขา
“ท่านน้า”
ซิ่งอันโหวอมยิ้มมองเขา พยักหน้าอย่างตื่นเต้น “ดี ดี”
เห็นหลานชายคนนี้หน้าตาละม้ายคล้ายพี่สาวเขา ซิ่งอันโหวดีใจมาก เขายื่นมือไปดึงมือเซี่ยอวิ๋นจิ่นเดินไปนั่ง
“วันนี้ข้าแอบมาเยือนก็เพราะได้ยินว่า อ๋องจิ้นสร้างความลำบากใจให้เจ้าที่งานเลี้ยงฉยงหลิน? ดังนั้นข้าไม่วางใจจึงได้มาดูสักหน่อย”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบกล่าวว่า “ท่านน้าอย่าได้เป็นห่วง ข้ารับมือได้”
“อืม ข้าก็คิดอยากถามเจ้าว่า อ๋องจิ้นหาเรื่องเจ้าเพราะเรื่องเซียวถิงหรือไม่ เซียวถิงไปพูดให้ร้ายอะไรเจ้าต่ออ๋องจิ้นหรือ อีกอย่างเจ้าจะไม่รับเป็นพี่น้องกับเซียวถิงหรือ”
ทั้งสองคนเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน ความจริงซิ่งอันโหวไม่ค่อยชอบเซียวถิง เซียวถิงเป็นซื่อจื่อจวนอ๋องฉิน ไม่สนิทกับเขาผู้เป็นน้า ปกติสองตระกูลไม่ค่อยไปมาหาสู่กัน แต่เขาเป็นฝาแฝดกับเซี่ยอวิ๋นจิ่น ซิ่งอันโหวไม่อยากเห็นพวกเขาพี่น้องทำร้ายกันเอง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังซิ่งอันโหวก็กล่าวว่า “ท่านน้าคิดว่ายอมรับได้หรือ ท่านน้าคิดว่าหากเขารู้ว่าข้าคือน้องชายเขา เขาจะไม่หาเรื่องข้าหรือ”
คนผู้นั้นแทบจะควานหาจุดอ่อนเขาให้ได้ หากรู้ว่าเขาเป็นน้องชายฝาแฝด ไม่น่าอาจจะรีบเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท บอกฝ่าบาทเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นฝ่าบาทก็คงลงมือจัดการกำจัดเขาทิ้ง
ซิ่งอันโหวได้ฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่นก็ถอนหายใจยาว “ช่างเป็นเวรกรรมโดยแท้”
เขากล่าวจบมองไปยังเซี่ยอวิ๋นจิ่นถามว่า “ลำดับถัดจากนี้ไปเจ้ามีแผนอย่างไร จะเข้าเป็นขุนนางในสำนักศึกษาฮั่นหลินไหม”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นส่ายหน้า “ข้าคิดออกไปรับตำแหน่งนอกเมืองหลวง ไม่เข้ารับตำแหน่งในสำนักศึกษาฮั่นหลิน”
ซิ่งอันโหวได้ฟังเขาก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าเช่นนี้ดีมาก หลบคนในเมืองหลวงไปชั่วคราว อย่าได้เกิดการปะทะกัน และอวิ๋นจิ่นตอนนี้ก็ไร้สถานะ หากมีเรื่องกับพวกเขา คนที่เสียเปรียบก็คืออวิ๋นจิ่น
“เช่นนั้นเจ้าคิดไปประจำตำแหน่งที่ไหนกัน ดูว่าข้าจะช่วยเจ้าสักหน่อยได้หรือไม่”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นส่ายหน้าแสดงท่าทีว่ายังไม่ได้คิด และไม่ได้เอ่ยถึงว่าอ๋องเยียนช่วยเขาคิดหาวิธี
“เรื่องนี้ข้าช่วยเจ้าคิดหาวิธี”
“ขอบคุณท่านน้า”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวจบสั่งการให้คนไปเตรียมอาหารเย็น จะเชิญซิ่งอันโหวอยู่กินข้าว
ซิ่งอันโหวก็มิได้ปฏิเสธ แสดงอาการดีใจที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก เขาเล่าเรื่องวัยเด็กของเขาให้เซี่ยอวิ๋นจิ่นฟัง เซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่ได้เล่าเรื่องวัยเด็กของเขาที่มีชีวิตไม่ดีออกมาแม้สักคำ และไม่เอ่ยถึงเรื่องที่หร่วนซื่อไม่ชอบเขา เขาเลือกเล่าแต่เรื่องดีๆ
ซิ่งอันโหวได้ฟังก็รู้สึกดีใจ
เรือนด้านหลัง ตอนลู่เจียวตื่น ฟ้าก็มืดแล้ว เจ้าหนูน้อยทั้งสี่กำลังเฝ้านางอยู่ พอเห็นนางตื่น เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ก็แย่งกันเข้าไปเอาใจใส่นาง
“ท่านแม่ตื่นแล้วหรือ จิตใจดีขึ้นหน่อยแล้วหรือไม่ หิวไหม อยากกินอันใดหรือไม่”
“พวกเราให้ฮวาเสิ่นเตรียมอาหารอร่อยให้ท่านแม่แล้ว ท่านแม่ตื่นมากินสักหน่อยนะ”
“พวกเรากินเสร็จค่อยนอนต่อ หากท่านแม่นอนไม่หลับ พวกเราเล่าเรื่องตลกให้ท่านแม่ฟัง”
“ข้าจะร้องเพลงให้ท่านแม่ฟังนะ ท่านแม่บอกว่าข้าร้องเพลงเพราะที่สุดไม่ใช่หรือ ครั้งนี้พวกเราไม่ร้องเพลงเด็กแล้ว แต่จะร้องเพลงสายน้ำวสันต์ไหลสู่ตะวันออก”
นี่เป็นเพลงที่ลู่เจียวชอบ ซื่อเป่าได้ยินโดยบังเอิญ และขอให้นางสอน สุดท้ายลู่เจียวก็สอนเขา ปรากฏซื่อเป่าร้องเพลงนี้ได้ไพเราะจับใจมาก ปกติลู่เจียวชอบฟังมาก
ลู่เจียวมองเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ข้างกายนางแล้วก็อดปวดปลาบใจไม่ได้ นางยื่นมือไปกอดเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ ยิ้มกล่าวว่า “แม่ขอบคุณพวกเจ้าที่ห่วงใย ขอบคุณลูกน้อยที่น่ารักของแม่”
นางกล่าวจบก็หอมแก้มเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ จากนั้นก็ยิ้มกล่าวว่า “แม่ไม่เป็นไรแล้ว ก่อนหน้านี้เพียงแค่เหนื่อยเกินไป นอนพักก็หายแล้ว พวกเจ้ากินอาหารเย็นกันหรือยัง”
“ยังขอรับ รอท่านแม่มากินด้วยกัน”
ลู่เจียวพอได้ฟังเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ว่ายังไม่ได้กินอันใด ก็รีบลุกขึ้นพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไปกินที่เรือนด้านข้าง เพราะไม่เห็นเซี่ยอวิ๋นจิ่น ก็อดถามไม่ได้ว่า “ท่านพ่อพวกเจ้าล่ะ”
“จิ้วเย๋เยมา ท่านพ่อไปกินข้าวกับจิ้วเย๋เยที่เรือนด้านหน้า ไม่ได้มาที่นี่”
ลู่เจียวพอได้ฟังรู้ว่าซิ่งอันโหวมา นางหันหน้าไปถามเฝิงจือด้านหลังว่า “พวกเจ้าได้เพิ่มเติมอาหารอีกสองอย่างหรือไม่”
เฝิงจือรีบกล่าวทันทีว่า “เหนียงจื่อวางใจ ฮวาเสิ่นทำอาหารเพิ่มให้ไม่น้อย”
ลู่เจียวพยักหน้าเล็กน้อยรับรู้ แม่ลูกไปเรือนข้างกินข้าว
เรือนด้านหน้าเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับซิ่งอันโหวดื่มสุราไปเล็กน้อย พอฤทธิ์สุราได้ที่ สองน้าหลานก็เคาะโต๊ะร้องเพลงเบิกบานใจอย่างมาก
เรือนด้านหลังลู่เจียวกับเจ้าหนูน้อยทั้งสี่กินอาหารเย็นแล้ว ก็ไปห้องนอนของเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ เด็กๆ สี่พากันแสดงความสามารถตนให้ท่านแม่เบิกบานใจ ต้าเป่าวาดภาพให้ลู่เจียว เอ้อร์เป่าแสดงวิชายุทธ์ ซานเป่าท่องชื่อยาสมุนไพรร้อยชนิด ซื่อเป่าแสดงความสามารถด้านคำนวณที่ตนเองถนัดที่สุด จากนั้นยังร้องเพลงที่เรียนจากลู่เจียวอย่างเต็มที่
“บุปผาวสันต์ จันทราใบไม้ผลิ จบลงเมื่อใด เรือนน้อยคืนวาน ลมตะวันออกพัดผ่าน…”
เดิมลู่เจียวอารมณ์ไม่ดี ปรากฏบุตรชายทำให้นางอารมณ์ปลอดโปร่งขึ้นมา สุดท้ายร่วมกันร้องกับซื่อเป่า “ไม่อาจกลับคืนแผ่นดินเกิด จันทราากระจ่าง ระเบียงแกะสลัก พื้นหยกขาว ยังคงอยู่ แต่คนเราชราแล้ว…”
แม่ลูกสองคนร่วมขับร้องจบ ต้าเป่า เอ้อร์เป่า ซานเป่าก็ตบมือกันเต็มที่ เอ่ยชมว่า “ร้องได้ดี ร้องได้ดี”
ลู่เจียวกับซื่อเป่ายิ้มกว้าง แม่ลูกกอดกันมีความสุขส่งเสียงร้องดัง ลู่เจียวเห็นว่าดึกแล้วก็เร่งให้เจ้าหนูน้อยทั้งสี่นอน
เจ้าแฝดสี่เองก็เหนื่อยแล้ว หลับตาลงก็นอนหลับไปทันที
ลู่เจียวยื่นมือไปลูบศีรษะเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ ก้มหน้าลงจุมพิตพวกเขา นางดีใจมากที่เห็นพวกเขาเช่นนี้ แม้นางจากไป นางก็เชื่อว่าเจ้าหนูน้อยทั้งสี่จะไม่กลายเป็นตัวร้าย
“พวกเจ้าจะต้องเติบโตไปอย่างดี กลับไปเยี่ยมแม่ที่อำเภอชิงเหอได้”
นางกล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินออกไป เฝิงจือเดินตามนางมา มักรู้สึกว่าเหนียงจื่อมีท่าทางเจ็บปวดใจ แต่นางไม่กล้าถามมาก
ลู่เจียวกลับถึงห้องก็หลับลงอย่างรวดเร็ว นางหลับไปได้ไม่นาน เซี่ยอวิ๋นจิ่นก็กลับมา เพราะดื่มสุราเมาเล็กน้อย พอหัวถึงหมอนก็หลับ
ลู่เจียวลืมตาหันหน้ามามองเขา ครุ่นคิดเงียบๆ เซี่ยอวิ๋นจิ่น เจ้าต้องตาต้องใจหลินหรูเยว่จริงหรือ
พอฟ้าสาง ลู่เจียวก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ ลุกขึ้นยิ้มแย้ม ราวกับทุกอย่างเมื่อวานเป็นเพราะนางเหนื่อยเกินไปจริงๆ
เซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่วางใจ รั้งมือนางมาถามอย่างห่วงใยว่า “เจียวเจียว เจ้าสุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้พักผ่อนอยู่บ้าน ข้าพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไปงานเลี้ยงตระกูลหลิวเองก็พอ”