ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 603 ปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
ตอนที่ 603 ปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
ตู้อี้กล่าวจบ ในใจก็รู้สึกละอายยากเอ่ยปาก ในห้องโถง ถานเสี่ยวยาเห็นท่านพี่ลำบากใจ จึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “พี่ลู่ คืออย่างนี้ ปีก่อนการสอบเซียงซื่อ ท่านพี่สอบไม่ติดใช่หรือไม่ ท่านพ่อท่านแม่สามีรู้เข้า ก็ไม่ให้ท่านพี่ไปเรียนหนังสืออีก บอกว่าที่บ้านแบกรับภาระเขาไม่ไหว ให้เขาออกมาเปิดสำนักศึกษา ท่านพี่เขายังคิดจะศึกษาต่อ ไม่อยากเปิดสำนักศึกษา ปรากฏพ่อสามีกับแม่สามีข้าโมโหบอกว่า หากพวกเราไม่ฟังคำพูดพวกเขา ก็จะขับไล่พวกเราออกจากบ้าน และไม่สนับสนุนให้ท่านพี่เรียนหนังสือ”
ตู้อี้เอ่ยขึ้นว่า “ข้าไม่รู้สึกสนใจเปิดสำนักศึกษา แม้ว่าสอบจิ้นซื่อไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็สอบจวี่เหรินได้ ถึงตอนนั้นอาจไปเป็นตำแหน่งรองนายอำเภอหรือไปเป็นอาจารย์สำนักศึกษา”
ตู้อี้กล่าวจนสุดท้ายน้ำเสียงเบาหวิวยิ่งกว่ายุงบิน “ที่บ้านไม่สนับสนุน ดังนั้นคิดมาขอให้พี่อวิ๋นจิ่นช่วย”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นได้ฟังตู้อี้ แววตาก็ส่องประกายทันที เขามองตู้อี้กล่าวว่า “ตามหลักแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องลำบากอันใด แต่…”
ตู้อี้ได้ฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่น ในใจก็รู้สึกหนักใจ คิดว่าเรื่องนี้คงไม่สำเร็จ สีหน้าเขาพลันซีดเผือด ร่างกายซวนเซแทบล้มลง ระยะนี้พวกเขาวิ่งหาคนที่หาได้ไปทั่ว แต่ทุกคนก็ไม่ยินยอมให้เขายืมเงิน ส่วนพวกที่ยอมให้พวกเขายืมเงินก็ให้ยืมเงินน้อยมาก พวกเขาทั้งครอบครัวกินดื่มอยู่อาศัยล้วนต้องใช้เงินไม่น้อย
ต่อมาเขาได้ข่าวอย่างไม่ได้ตั้งใจมาว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นกลับบ้านเกิดมาจากพร้อมสรรพทั้งเงินทองและตำแหน่ง เขาครุ่นคิดถึงว่าพวกเขาก็เคยเป็นสหายกัน ดังนั้นลองมาดูก็ได้ คิดไม่ถึงว่ายังไม่ได้อีกหรือ
เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองท่าทางตู้อี้ก็รู้ว่าเขาคิดมากไปแล้ว
เขากล่าวว่า “ข้ามีวิธีที่ดีกว่า เจ้าลองฟังดู ข้าเตรียมจะสร้างสำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูล ตอนนี้กำลังขาดแคลนอาจารย์ เจ้าไปเป็นอาจารย์ประจำสำนักศึกษาประจำวงศ์ตระกูลของเราก่อน ส่วนการเรียนนั้น แม้เจ้าไปเรียนที่สำนักศึกษาอำเภอชิงเหอ ความจริงก็เรียนอ่านไม่ได้อันใด ไม่สู้มาอยู่ที่นี่ สอนหนังสือไปอ่านตำราไป จากนั้นข้าก็จะคอยชี้แนะเจ้า”
เดิมตู้อี้ไม่ยินดี แต่พอได้ยินช่วงหลังก็ตกใจระคนยินดี เขาเงยหน้ามองเซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวว่า “เจ้าว่าเจ้าจะชี้แนะข้า”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นพยักหน้า “ใช่ หากเจ้ายินดีเป็นอาจารย์ที่หมู่บ้านตระกูลเซี่ย ข้าก็จะให้คำชี้แนะไม่คิดค่าใช้จ่าย ถือเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าเป็นอาจารย์ที่นี่ เจ้าคิดดูสองปีจากนี้ค่อยไปสอบเซียงซื่อ พวกเจ้าทั้งครอบครัวกินดื่มอาศัยล้วนต้องใช้เงินทองไม่น้อย อาศัยเพียงแค่เจ้า ไม่น่าจะทำได้ หากเจ้าเป็นอาจารย์อยู่หมู่บ้านตระกูลเซี่ยก็จะไม่เหมือนกัน ไม่เพียงแต่ไม่ต้องหยิบยืมเงินทอง ยังเลี้ยงดูครอบครัว รออีกสองปีกว่าเข้าร่วมการสอบเซียงซื่อ เจ้าไม่เพียงแต่ไม่ต้องเป็นหนี้ ยังมีเงินเหลือเก็บอีกด้วย”
ตู้อี้ฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวจบก็ไม่คิดมากต่อ รีบตกปากรับคำทันที “ได้ ข้าตกลง”
ถานเสี่ยวยาเองก็ดีใจมาก ดึงมือลู่เจียวมากุมอย่างตื่นเต้น เอ่ยขอบคุณว่า “ขอบคุณใต้เท้าเซี่ย ขอบคุณพี่ลู่”
ลู่เจียวมองถานเสี่ยวยาที่กำลังดีใจ ก็พลันคิดถึงจู้เป่าจูที่เมืองหลวง ไม่รู้ว่าตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง แต่ลู่เจียวแน่ใจได้ว่าจู้เป่าจูไม่มีทางโดนสามีตบตีเพียงครั้งเดียว ทันทีที่ลงมือหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ย่อมต้องลงมืออีก เพราะความรุนแรงในครอบครัวมีเพียงศูนย์ครั้งกับนับครั้งไม่ถ้วน
ลู่เจียวครุ่นคิดเงยหน้ามองไปยังตู้อี้กล่าวว่า “ตู้ซิ่วไฉ วันหน้าเจ้าหากสอบจวี่เหรินได้ หรือสอบจิ้นซื่อได้ อย่าได้ลืมว่าวันนี้เสี่ยวยาร่วมทุกข์กับเจ้ามา”
ตู้อี้อึ้งไปครู่หนึ่ง หันไปมองภรรยาตนเอง เขาไม่ค่อยพึงพอใจภรรยาผู้นี้นัก ไม่รู้หนังสือ แม้แต่พูดจาก็ไม่เป็น แต่ครั้งนี้นางกลับไม่ลังเลที่จะให้การสนับสนุนเขา
ในใจตู้อี้จึงมิได้คิดรังเกียจถานเสี่ยวยาอีก โลกนี้มีสักกี่คนที่สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขกันได้
“ข้าจะไม่ลืม”
ลู่เจียวพยักหน้าพึงพอใจ เซี่ยอวิ๋นจิ่นมองตู้อี้ กล่าวว่า “เจ้าจะอยู่หมู่บ้านตระกูลเซี่ยตอนนี้เลย หรือว่ากลับไปเก็บของก่อน”
ตู้อี้กล่าวอย่างดีใจ “ข้ากลับไปเก็บของก่อน จากนั้นก็จะพาภรรยามาหมู่บ้านตระกูลเซี่ย”
“ตกลง”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรีบสั่งการหร่วนไคไปออกไปเชิญจู๋จ่างกับผู้ใหญ่บ้านเข้ามา
“จู๋จ่าง ผู้ใหญ่บ้าน นี่คือสหายร่วมชั้นเรียนข้าตู้อี้ เขาจะเป็นอาจารย์ที่ข้าเชิญมาสอนเด็กๆ”
เดิมเซี่ยอวิ๋นจิ่นวางแผนให้คนไปสอบถามอาจารย์ซือกับอาจารย์พานที่เคยสอนแฝดสี่ก่อนหน้านี้ ว่าจะมาอยู่สอนที่หมู่บ้านตระกูลเซี่ยหรือไม่ ตอนนี้ได้ตู้อี้มาแล้วยิ่งเหมาะ
แต่เซี่ยอวิ๋นจิ่นยังคงคิดส่งคนไปถามอาจารย์ซือกับอาจารย์พานอีก
ตู้อี้เชี่ยวชาญเรื่องสี่ตำราห้าคัมภีร์ อาจารย์ซือกับอาจารย์พานเหมาะกับการสอนเด็กๆ ในรายวิชาอื่น เช่นว่า มารยาทพิธีกรรม การวางตัวและความสนใจอื่นๆ
จู๋จ่างกับผู้ใหญ่บ้านได้ฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่น ก็ตื่นเต้นขึ้นมากันทันที และพวกเขายังจำตู้อี้ได้ ก็ยิ่งดีใจ
ทั้งสองคนทักทายตู้อี้อย่างเกรงอกเกรงใจ “รบกวนอาจารย์ตู้แล้ว”
ตู้อี้ยิ้มตอบรับตามมารยาท
ทุกคนตกลงเรื่องนี้เสร็จ ตู้ฮ๊พาถานเสี่ยวยาเดินกลับไปอย่างดีอกดีใจ เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวกำลังพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ขึ้นรถม้าออกจากหมู่บ้านตระกูลเซี่ย
จู๋จ่างกับผู้ใหญ่บ้านนำคนในหมู่บ้านมาส่งเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวทั้งครอบครัวออกจากประตูหมู่บ้าน
เซี่ยเหล่าเกินยืนอยู่ในหมู่ชาวบ้านก็โล่งอก ในที่สุดบุตรชายก็กลับแล้ว ดีจริงๆ
แต่เซี่ยต้าเฉียงด้านหลังเขากลับโมโหมาก มองบิดาตนเองพลางบ่นว่า “ท่านพ่อ ทำไมท่านไม่บอกน้องสามให้หางานให้ข้ากับเจ้าสี่ทำบ้าง ตอนนี้น้องสามเป็นขุนนางใหญ่เมืองหนิงโจว ให้เขาหาตำแหน่งขุนนางเล็กๆ ให้ข้ากับเจ้าสี่ทำหน่อยก็ได้”
เซี่ยต้าเฉียงเพิ่งกล่าวจบ ก็มีคนข้างกายกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าตำแหน่งขุนนางอยากเป็นก็เป็นได้หรือ ยังคิดจะเป็นตำแหน่งเล็กๆ ไม่ดูตัวเองเสียบ้างว่าเป็นได้ไหม”
“ไม่รู้หนังสือสักตัว ยังคิดเป็นขุนนางตำแหน่งเล็กๆ ฝันไปเถอะ”
“พวกเจ้าสงบเสงี่ยมอยู่ในหมู่บ้านเป็นชาวบ้านธรรมดาไปดีๆ ดีกว่า จะได้ไม่ก่อเรื่องให้อวิ๋นจิ่น”
เซี่ยต้าเฉียงโมโหตะโกนด่าว่า “เกี่ยวอันใดกับพวกเจ้า พวกอิจฉาริษยา”
คนในหมู่บ้านได้ยินเขากล่าวก็หันหลังจากไปไม่คิดสนใจเขาอีก
เซี่ยต้าเฉียงโมโหกระทืบเท้าอยู่ด้านหลัง น่าเสียดายไม่มีคนสนใจเขา
เซี่ยเอ้อร์จู้ค่อยๆ เอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ข้าขอเตือนพี่สักคำ วันหน้าอย่าได้หาเรื่องน้องสาม น้องสามไม่ได้ผูกพันพี่น้องอันใดกับพวกพี่ หากทำให้เขาโมโห คนที่เสียเปรียบก็คือพี่”
ตระกูลเซี่ย นอกจากเซี่ยเหล่าเกิน ก็มีแต่เซี่ยเอ้อร์จู้ที่รู้ว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นไม่ใช่คนตระกูลเซี่ยพวกเขา
หากเมื่อก่อนเซี่ยต้าเฉียงดีกับน้องสามก็แล้วไป แต่เขากลับไม่ดีกับน้องสาม เช่นนี้แล้วยังคิดจะให้น้องสามดูแลช่วยเหลือ เพ้อพกโดยแท้
เซี่ยต้าเฉียงไม่เข้าใจความนัยในเรื่องนี้ ได้ฟังเซี่ยเอ้อร์จู้ก็โมโหตวาดว่า “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด เจ้าเองตอนนี้ไม่ใช่อาศัยน้องสามช่วยประคองจึงได้มีชีวิตที่สุขสบายใจเช่นนี้หรือ”
เซี่ยเอ้อร์จู้ไม่สนใจอีกเซี่ยต้าเฉียง หันหลังเดินออกไปทันที
บนรถม้าตระกูลเซี่ย เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวไม่รู้เรื่อง ทั้งสองคนกำลังคุยเรื่องการเรียนของเจ้าหนูน้อยทั้งสี่
“ไปเมืองหนิงโจวครั้งนี้ เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ควรได้รับการศึกษาพื้นฐานสี่ตำราห้าคัมภีร์แล้ว อวิ๋นจิ่น เจ้าวางแผนเชิญอาจารย์มาสอนพวกเขาหรือว่าให้พวกเขาไปเรียนที่สำนักศึกษา”