ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 681 ตอบ
ตอนที่ 681 ตอบ
ลู่เจียวรู้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจ แต่นางก็รู้ว่าหากไม่ไขข้อสงสัยให้ชายผู้นี้ เขาอาจนอนไม่หลับทั้งคืน
ลู่เจียวสะลึมสะลือเข้าไปในห้วงอากาศค้นหาหนังสือวิธีทำปุ๋ยหลินเจี่ยออกมาสองสามเล่ม “นี่คือหนังสือวิธีทำปุ๋ยหลินเจี่ย เจ้าเอาไปอ่าน”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นนางหาวไม่หยุด ก็รีบปลอบใจนางให้ไปเข้านอน “เอาละๆ เจ้ารีบไปนอน”
ลู่เจียวหลับตาลง เซี่ยอวิ๋นจิ่นยื่นมือไปคว้าหนังสือวิธีทำปุ๋ยหลินเจี่ยมาเริ่มอ่าน
พอได้อ่านก็อ่านข้ามคืนจนไม่ได้นอน เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เจียวตื่นมาเห็นเขายังคงหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือจนดวงตาแดงก่ำไปหมด
ลู่เจียวตกใจสะดุ้ง เข้าไปผลักเขากล่าวว่า “เจ้าคงไม่ได้อ่านหนังสือมาทั้งคืนกระมัง”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นหันไปมองท้องฟ้าด้านนอก ยิ้มเขินอายกล่าวว่า “ข้าอ่านจนลืมไปเลย ถึงกับผ่านมาทั้งคืน”
ลู่เจียวมองเขา พลางถามอย่างห่วงใยว่า “หรือนอนสักครู่ แล้วค่อยไปที่ทำการ”
“ไม่ต้อง จิตใจข้ากระปรี้กระเปร่ามาก”
เขากล่าวจบก็มองลู่เจียวอย่างตื่นเต้น “เจียวเจียว หนังสือสามเล่มนี้มีประโยชน์มากจริงๆ หากการทดลองสำเร็จ ผลผลิตต่อพื้นที่ของข้าวเจ้ากับข้าวสาลีแคว้นต้าโจวเราก็จะพัฒนาขึ้นอย่างมาก”
ตอนนี้ผลผลิตข้าวเจ้าต่อพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ของแคว้นต้าโจวได้เพียงหมู่ละสองร้อยกว่าจิน[1] หากปลูกข้าวเจ้าด้วยวิธีการในหนังสือ อย่างน้อยก็ต้องได้หนึ่งพันจิน เขาไม่หวังถึงหนึ่งพันจิน หากเพิ่มผลผลิตข้าวเจ้าเป็นห้าหกร้อยจิน สำหรับแคว้นต้าโจวก็นับว่าเป็นเรื่องมงคลยิ่งแล้ว เซี่ยอวิ๋นจิ่นยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น มองลู่เจียวกล่าวว่า “หากวิธีนี้ทำได้ ข้าจะส่งเสริมให้ราษฎรเมืองหนิงโจวเพาะปลูกข้าวเจ้าในพื้นที่กว้าง อากาศที่นี่อบอุ่น ปลูกข้าวเจ้าได้ปีละสองรอบ ส่วนข้าวสาลี ส่งเสริมในพื้นที่ตอนเหนือก็พอแล้ว”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นพูดจบก็โน้มกายลงจุมพิตลู่เจียวทีหนึ่ง “เจียวเจียว เจ้าช่างเป็นดาวแห่งวาสนาสุขของแคว้นต้าโจวเราเสียจริง”
ลู่เจียวเห็นเขาดีใจเช่นนี้ก็นึกขำ ผลักเขาออกกล่าวว่า “เอาละ รีบไปกินอะไรก่อนแล้วก็ไปที่ทำการ ยังมีคนคอยจับจ้องเจ้าอยู่นะ”
พูดถึงหลินจือฝู่ สีหน้าเซี่ยอวิ๋นจิ่นก็ย่ำแย่เล็กน้อย คนผู้นี้ต้องหาทางขับไล่ไป ไม่เช่นนั้นเขาทำงานในเมืองหนิงโจวก็จะพบเจอแต่คนคอยขวาง
อย่าได้ถึงตอนนั้น เขาคิดทำเพื่อประโยชน์ชาวบ้าน หลินจือฝู่กลับแอบเป็นตัวถ่วงคอยกระชากเขาอยู่ด้านหลัง จะทำให้เขาโมโหมาก ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือต้องขับคนผู้นี้ออกจากพื้นที่เมืองหนิงโจว
ในใจเซี่ยอวิ๋นจิ่นเริ่มวางแผน แต่ไม่ได้บอกเรื่องกลัดกลุ้มพวกนี้กับลู่เจียว เพียงถามลู่เจียวอย่างดีใจว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าในห้วงอากาศเป็นอย่างไร ลู่เจียวนำเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าออกมาให้เซี่ยอวิ๋นจิ่นดู
ลู่เจียวใช้เพียงเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าธรรมดาในแคว้นต้าโจวไปเพาะเลี้ยง แต่เพราะห้วงอากาศมีอากาศวิเศษ กอปรกับนางใช้น้ำพุจิตวิญญาณรดข้าวเจ้า ดังนั้นข้าวเจ้าจึงงดงามเป็นพิเศษ ไม่เพียงแต่เมล็ดอวบอิ่ม แต่ดมแล้วยังมีกลิ่นข้าวหอม ดีกว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าเดิมไม่รู้ว่าเท่าไร
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเห็นแล้วก็หลงรัก กอบไว้ในมือจ้องมองเป็นนาน
“เมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้านี่ดีงามจริงๆ หากเพาะปลูกออกมาได้ จะต้องสร้างวาสนาสุขให้แก่ชาวบ้านได้มหาศาล”
เขากล่าวจบมองลู่เจียวกล่าวว่า “เจียวเจียว ข้าจำได้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าซื้อที่ดินอำเภอชิงเหอไว้ปลูกสมุนไพรไม่น้อย เลือกออกมาส่วนหนึ่งไว้เพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าได้หรือไม่ เรื่องนี้ไม่อาจให้ผู้ใดรู้ความลับ”
“ได้ ไว้รอเจ้ามีเวลาว่าง พวกเราไปอำเภอชิงเหอกัน ดูว่ามีพื้นที่ใดเหมาะจะปลูกข้าวเจ้า”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “เช่นนั้น พรุ่งนี้พวกเราไปอำเภอชิงเหอกันเลย”
“หลินจือฝู่ไม่มาหาเรื่องหรือ”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นขมวดคิ้ว หลินจือฝู่คงต้องมาหาเรื่องแน่ แต่เขาเป็นถงจือเมืองหนิงโจว มีงานการในมือมากมาย หาเหตุผลสักเหตุไปอำเภอชิงเหอสักครั้งก็ย่อมได้
“ไม่เป็นไร เรื่องนี้ข้าจัดการเอง อีกอย่างพรุ่งนี้พวกเรานำเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลีไปด้วย ไปส่งให้ถึงมือจ้าว หลิงเฟิง ให้เขาดูหน่อย หากเขายินยอม ก็ให้เขารีบเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวสาลี”
“การปลูกข้าวสาลีเหมาะกับอากาศเย็น เมืองหนิงโจวเราไม่เหมาะกับการปลูกพันธุ์ข้าวสาลี ต้องขึ้นเหนือไปสักหน่อย เรื่องนี้ก็มอบให้จ้าวหลิงเฟิงไปจัดการก็แล้วกัน”
“จ้าวหลิงเฟิงเกิดที่เมืองหลวง คนเหนือชอบกินอาหารจำพวกแป้งที่ทำจากข้าวสาลี ข้าวสาลีมอบให้เขาไปจัดการเพาะปลูกจะเหมาะสมที่สุด ถึงตอนนั้นก็อ้างเหตุผลฟังขึ้น”
ลู่เจียวยิ้มกล่าวว่า “เพียงแต่น่าเสียดายที่ความดีความชอบใหญ่นี้ถูกเขารับหน้าไปแล้ว”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นยิ้มกล่าวว่า “เขาเพียงแต่รับหน้าไปเท่านั้น เขารู้ว่านี่เป็นผลงานเพาะปลูกของพวกเรา อ๋องเยียนย่อมต้องรู้ เพียงแต่ไม่อาจป่าวประกาศออกไปในตอนนี้ ไม่เป็นไรหรอก”
เขายังมีความชอบในการเพาะปลูกพันธุ์ข้าวเจ้าก็พอ
สองสามีภรรยาคุยกันได้ครู่หนึ่ง ก็ลุกขึ้นตื่นนอนไปแปรงฟันกินข้าวเช้า เซี่ยอวิ๋นจิ่นไปที่ว่าการเมืองหนิงโจวทำงาน ลู่เจียวอยู่จวนทำงานจิปาถะ ตอนนี้จวนตระกูลเซี่ยขาดแคลนบ่าวรับใช้อย่างมาก ดังนั้นนางต้องดูแลจัดการไม่น้อย
พอดีที่หันถงต้องนำสมุดบัญชีร้านขนส่งสินค้าเหนือใต้มาส่ง ลู่เจียวคิดถึงเรื่องที่เฝิงจือคุยกับนาง จึงได้เชิญเขามาคุย
หันถงมาครั้งนี้ก็คิดหารือกับลู่เจียวเรื่องการแต่งงานของเขากับเฝิงจือ ดังนั้นก็มาอย่างมีความสุข
พอเขาได้ยินลู่เจียวบอกว่าเฝิงจือลังเล สีหน้าดีใจของหันถงก็พลันมลายหายไปสิ้น ท่าทางคอตกหมดแรง เขามองลู่เจียวกล่าวว่า “ทำไมหรือ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่านางรับปากแล้วหรือ”
ลู่เจียวมองเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “เจ้าลืมไปหรือว่าตนเองแต่งงานรอบสอง เจ้ายังมีบุตรชายสองคน นางย่อมกังวล จะเป็นห่วงก็เป็นเรื่องปกติไหม นางเป็นคนที่ยังไม่เคยออกเรือน พอออกเรือนไปก็มีบุตรชายสองคน นางต้องเป็นมารดาของบุตรชายสองคน อีกอย่างเจ้าว่าบุตรชายเจ้าสองคนไม่ถือสาเรื่องนี้แม้แต่น้อยหรือ ยอมรับนางเป็นมารดาหรือ ข้าไม่เชื่อว่าบุตรชายสองคนของเจ้าจะไม่เคยโต้เถียงกับเจ้า”
หันถงได้ฟังคำพูดลู่เจียว ก็เริ่มอึดอัด บุตรชายสองคนของเขาเคยมีเรื่องโต้เถียงกับเขาเรื่องที่เขาจะแต่งภรรยาจริงๆ ถึงกับประท้วงอดอาหาร แต่สุดท้ายท่านพ่อกับท่านแม่เขาช่วยกล่อมไว้ได้
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ก็ตกลงกันดีแล้วว่าจะแต่งกับเขา ในใจเขาเต็มไปด้วยความยินดีตระเตรียมงานแต่ง นางกลับพลันไม่คิดแต่งแล้ว
หันถงรู้สึกเพียงแค่ปวดใจ เป็นนานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ข้าอยากพบนาง”
“นางไม่อยากพบเจ้าตอนนี้ นางฝากข้ามาถามเจ้าสามเรื่อง”
หันถงได้ฟังก็สงบใจลง ยืดตัวตรงขึ้นมองลู่เจียว “พี่สะใภ้ว่ามา”
“หนึ่ง หากวันหน้านางกับบุตรชายสองคนของเจ้าเกิดความขัดแย้งกัน เจ้าจะทำเช่นไร สอง หากนางตีบุตรชายเจ้า เจ้าจะทำเช่นไร สาม หากบุตรชายเจ้าไม่เคารพนาง เจ้าจะทำเช่นไร”
หันถงได้ฟังคำพูดลู่เจียว ก็ตอบด้วยสัญชาตญาณทันทีว่า “พวกเขาเป็นเด็ก ผู้ใหญ่กับเด็กมีเรื่องกัน ผู้ใหญ่ก็ควรต้องยอมให้เด็ก”
หันถงเพิ่งกล่าวจบ ห้องข้างๆ พลันมีเสียงโครมดัง เห็นชัดว่ามีคนทำของหลุดมือ
หันถงคิดถึงแล้วสีหน้าก็แปรเปลี่ยน เขาเงยหน้ามองไปยังห้องข้างๆ ด้วยสัญชาตญาณทันที
ลู่เจียวพยักหน้ากล่าวว่า “ไม่ผิด เฝิงจืออยู่ห้องข้างๆ เห็นชัดว่าคำตอบเจ้าไม่อาจเป็นที่พึงพอใจของนาง เรื่องของพวกเจ้าเกรงว่าคงไม่สำเร็จแล้ว หากนางไม่คิดแต่ง ข้าก็จะไม่บังคับนาง”
[1] หนึ่งจินราวห้าร้อยกรัม