ทะลุมิติมาเป็นภรรยาของตัวร้าย - ตอนที่ 683 คดีฆ่าคน
ตอนที่ 683 คดีฆ่าคน
จ้าวหลิงเฟิงได้ฟังเซี่ยอวิ๋นจิ่น ก็ตกใจเบิกตาโพลง ผุดลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น เดินไปเดินมาในห้องโถง
“สวรรค์ นี่ช่างเป็นวาสนาสุขแห่งแคว้นต้าโจวเสียจริง”
กล่าวจบก็คิดถึงว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นจะยกความดีความชอบเรื่องข้าวสาลีให้เขา เขาก็อดตกใจไม่ได้ หันหน้าไปมองเซี่ยอวิ๋นจิ่น
“เจ้าเสียสติแล้วหรือ เรื่องนี้หากทูลเกล้าฯ ถวายฝ่าบาท ฝ่าบาทย่อมต้องเลื่อนตำแหน่งเจ้ากลับเมืองหลวง ไปดำรงตำแหน่งในกรมคลัง”
นี่เป็นความชอบยิ่งใหญ่เทียมฟ้า
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกล่าวน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า “ต้นไม้สูงเด่นในป่า ย่อมถูกลมพัดล้มก่อนต้นอื่น ก่อนหน้านี้เจียวเจียวเข้าเมืองหลวงถอนพิษให้อ๋องเยียน พวกเราเผยโฉมหน้าต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทไปแล้ว วันหน้าพวกเราก็ถูกกำหนดว่าเป็นพวกอ๋องเยียนแล้ว หากโดดเด่นมากจนเกินไป อาจทำให้ฝ่าบาททรงระแวงได้ ฝ่าบาทพระชนม์มายุมากแล้ว ทรงระวังป้องกันบรรดาองค์ชายอย่างมาก ไม่แตะต้ององค์ชายก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แตะต้องคนข้างกายองค์ชายที่โดดเด่นจนเกินไป”
จ้าวหลิงเฟิงเข้าใจคำพูดเซี่ยอวิ๋นจิ่นในทันที และลึกๆ ยังรู้ว่าเขาทำเช่นนี้ถูกต้อง
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเอ่ยขึ้นอีกว่า “ดังนั้นข้ากับเจียวเจียวคิดแล้วก็ตัดสินใจให้พวกเรารับความชอบเรื่องการเพาะปลูกข้าวเจ้าคุณภาพดีก็พอ ส่วนความดีของพันธุ์ข้าวสาลีมีคุณภาพก็ยกให้เจ้า”
จ้าวหลิงเฟิงมองเขาเป็นนานก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “น้ำใจนี้ ข้าจดจำไว้แล้ว วันหน้าหากพวกเจ้าต้องการใช้งานอันใดข้าจ้าวหลิงเฟิง ก็เอ่ยปากมาได้ทันที”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นเองก็ไม่เกรงใจเขา ยิ้มรับคำ จากนั้นก็ผู้ชายสองคนก็ไปหารือกันที่ห้องหนังสือด้วยความตื่นเต้นยินดีเต็มที่
ลู่เจียวกับเถียนฮวนสองคนมองดูชายสองคนคุยกันสนิทสนมก็ได้แต่ไร้วาจาจะกล่าว
“ดังนั้นจึงได้กล่าวว่าในใจผู้ชาย การงานเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง”
เถียนฮวนทอดถอนใจกับลู่เจียว ยิ้มกล่าวว่า “ไม่เป็นไร พวกเราผู้หญิงก็วางเรื่องการงานไว้เป็นเรื่องสำคัญได้”
พอนางกล่าว เถียนฮวนก็เอ่ยขึ้นอย่างสนใจว่า “เจียวเจียว หรือพวกเรามาทำกิจการร่วมกันดี”
ลู่เจียวพยักหน้า “ได้สิ เจ้าอยากทำอันใด”
เถียนฮวนยิ้มเขินอาย “สำคัญที่เจียวเจียวคิดทำอันใด ข้าก็ทำร่วมกับเจ้า”
ตอนนี้ลู่เจียวยังคิดไม่ออก ในมือนางตอนนี้มีสามโรงผลิตกับร้านขนส่งสินค้าเหนือใต้ เดิมก็ไม่คิดทำอันใดอีกแล้ว รายได้ของสองอย่างนี้ก็สูงมากแล้ว หากทำอันใดอีก ก็จะเป็นที่จับตามากเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี
แต่เถียนฮวนอยากทำ ก็ทำอีกสักอย่างก็ได้ ให้เถียนฮวนออกหน้าจัดการ นางอยู่เบื้องหลังลงทุนเป็นหุ้นส่วนก็พอ
“ข้าคิดก่อนว่าอยากทำอันใด ไว้เขียนแผนการออกมาก่อน”
“ดี ดี”
เถียนฮวนดีใจลงนั่งข้างลู่เจียวคุยสัพเพเหระ ลู่เจียวเห็นท่าทางนางเบิกบานใจ ก็ดีใจไปกับนางด้วย ดูท่าเถียนฮวนแต่งเข้าตระกูลจ้าวแล้วไม่เลว เช่นนี้ก็ดี
ตอนเที่ยงครอบครัวตระกูลเซี่ยก็อยู่กินอาหารกลางวันที่ตระกูลจ้าวแล้ว เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวจึงค่อยพาลูกๆ ขอตัวกลับ
พวกเขาจะไปที่นาเพื่อตรวจสอบดูว่ามีพื้นที่ใดเหมาะกับการปลูกข้าวเจ้า
จ้าวหลิงเฟิงรู้ว่าเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวจะไปที่นาก็ไม่ได้รั้งพวกเขาให้อยู่ต่อ เขาเองก็มีเรื่องต้องไปทำ ก่อนหน้านี้ที่ห้องหนังสือ เซี่ยอวิ๋นจิ่นสอนวิธีการเพาะปลูกข้าวสาลีเขาแล้ว เขาต้องกลับไปจัดระเบียบกลวิธีการเพาะปลูกแบบใหม่นี้ออกมา
จ้าวหลิงเฟิงยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น หากเขาเพาะปลูกได้ผลผลิตข้าวสาลีห้าหกร้อยจินต่อหนึ่งหมู่ได้จริง นำทูลเกล้าฯ ถวายต่อเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท เขาจะต้องได้รับความไว้วางพระทัยจากฝ่าบาท แต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก เช่นนี้เขาก็จะมีหน้ามีตากลับเมืองหลวง ไม่ต้องรอให้อ๋องเยียนขึ้นครองราชย์ ก็ได้ย้ายกลับไปเมืองหลวงก่อนแล้ว
จ้าวหลิงเฟิงเป็นคุณชายจวนโหวที่ไม่ได้รับความสำคัญจากบิดา ยังถูกมารดาที่เป็นพระชายาเอกบิดากดขี่ สิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คือมีสักวันที่เขาจะได้กลับเมืองหลวงอย่างมีหน้ามีตา ให้คนที่เคยกดขี่เขาได้เห็น แม้พวกเขากดขี่เขาไว้ เขาก็ยังคงเปล่งประกายรัศมีได้
แม้ว่านี่เป็นสิ่งที่เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวมอบให้เขา แต่เขายังคงดีใจ
“ฮวนฮวน ไม่แน่ว่าครั้งนี้พวกเราจะได้กลับเมืองหลวง”
เถียนฮวนได้ฟังจ้าวหลิงเฟิงก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดีใจขึ้นมา แต่พอดีใจเสร็จก็เริ่มเป็นห่วง นิสัยเช่นนางเหมาะกับอยู่เมืองหลวงหรือ
“ข้ากลัวว่าตนเองจะไม่เหมาะกับอยู่เมืองหลวง”
จ้าวหลิงเฟิงยื่นมือไปโอบกอดนาง “เจ้าอย่าได้เป็นห่วง ข้าจะช่วยเจ้า”
แม้ว่ากับเถียนฮวนเพิ่งแต่งงานกัน แต่ก่อนแต่งงานพวกเขาก็เคยได้พบกันมานานแล้ว สองฝ่ายมีใจให้กัน และจ้าวหลิงเฟิงรู้สึกว่าเถียนฮวนเป็นคนที่เหมาะสมกับเขามาก นิสัยเขาค่อนข้างน่าเบื่อ เถียนฮวนกลับร่าเริงเปิดเผย และนางคิดอันใดก็พูดตรงๆ แต่ไรมาไม่ต้องให้เขาคาดเดา นี่เป็นเรื่องดีมาก ภรรยาเช่นนี้เขารู้สึกทะนุถนอมอย่างมาก
เถียนฮวนได้ฟังจ้าวหลิงเฟิงก็ยิ้มแก้มปริ ในฐานะภรรยาจ้าวหลิงเฟิงย่อมรู้ปมในใจเขา
นางยิ้มมองจ้าวหลิงเฟิงกล่าวว่า “ครั้งนี้นับได้ว่าพวกเราติดค้างน้ำใจยิ่งใหญ่ของเซี่ยอวิ๋นจิ่นกับเจียวเจียวแล้ว”
“ไม่เป็นไร วันหน้ามีโอกาส ข้าจะต้องตอบแทนพวกเขา หากพวกเราได้กลับเมืองหลวงก็ดี ข้ากับเซี่ยอวิ๋นจิ่นก็จะได้เป็นผู้ช่วยอ๋องเยียน หนึ่งใน หนึ่งนอก ดีมากๆ”
เถียนฮวนไม่ได้กล่าวอันใดอีก สองคนต่างยินดีมาก
เซี่ยอวิ๋นจิ่นกับลู่เจียวพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไปตรวจสอบที่นา ปรากฏพบว่าที่นาเหล่านี้ล้วนไม่เหมาะจะปลูกข้าวเจ้า แม้ว่าที่นาเหล่านี้เมื่อก่อนเคยปลูกข้าวเจ้า แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาปลูกสมุนไพร ร่องน้ำโดยรอบล้วนปรับเปลี่ยนไปหมดแล้ว พวกเขาปลูกข้าวเจ้าก็ต้องขุดร่องน้ำใหม่ ทำเช่นนี้เปลืองแรงงานมากเกินไป และเซี่ยอวิ๋นจิ่นก็แค่เตรียมทดลองปลูกข้าวเจ้าบนพื้นที่สิบหมู่เท่านั้น เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวเจ้าที่ลู่เจียวเพาะได้มาเพียงพอแค่พื้นที่สิบหมู่เท่านั้น
เซี่ยอวิ๋นจิ่นตัดสินใจไม่ปลูกข้าวเจ้าที่อำเภอชิงเหอ เขามองลู่เจียวกล่าวว่า “แล้วไปเถอะ พวกเราไปหาซื้อพื้นที่ใหม่ละแวกเมืองหนิงโจวมาเป็นนาทดลองปลูกข้าวเจ้าดีกว่า”
“ได้ เรื่องนี้มอบให้พ่อบ้านเซียวไปจัดการ เป็นความลับหน่อย อย่าให้ผู้ใดรู้ว่าตระกูลเราเพาะปลูก ซื้อที่นาสิบหมู่ก็พอ หากซื้อมากไป จะเป็นที่สนใจของผู้อื่นไม่ค่อยเหมาะ หากซื้อเพียงสิบหมู่ คนเขาก็จะคิดว่าพ่อบ้านเซียวซื้อไว้เอง สัญญาที่นาก็ให้ใช้ชื่อพ่อบ้านเซียว”
“อืม ก็ทำตามเจ้าว่า”
ทั้งครอบครัวตรวจสอบอยู่นาน จากนั้นก็นั่งรถกลับเมืองหนิงโจว
ตลอดทางมา เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ถามอย่างกระตือรือร้น “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราขอไปปลูกข้าวเจ้ากับท่านพ่อ ท่านแม่ได้หรือไม่”
เซี่ยอวิ๋นจิ่นรับปากทันที “ได้สิ รอให้พ่อกับท่านแม่ซื้อที่นาก่อน เริ่มปลูกเมื่อใด ก็จะพาพวกเจ้ามาด้วย วันหน้ายังต้องปักดำ กำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ย พวกเราจะพาพวกเจ้ามาด้วย”
เจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไม่รู้สึกว่าลำบาก กลับรู้สึกเบิกบานใจ “ดีจังเลย”
ทั้งครอบครัวกลับถึงเมืองหนิงโจว ฟ้าก็มืดแล้ว กินข้าวเสร็จก็เข้านอน วันรุ่งขึ้นเซี่ยอวิ๋นจิ่นก็ให้พ่อบ้านเซียวไปจัดการเรื่องนี้
พ่อบ้านเซียวรับคำสั่งไปจัดการ
ลู่เจียวอยู่บ้านสอนเรื่องสมุนไพรกับเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ เดิมควรพาเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร แต่นางตอนนี้ตั้งครรภ์ ไม่เหมาะจะขึ้นเขา ดังนั้นจึงสอนเรื่องสมุนไพรกับเจ้าหนูน้อยทั้งสี่ไปก่อน
แม่ลูกกำลังนั่งเรียนเรื่องยาสมุนไพรกันอยู่ นอกประตู เฝิงจือก็ถือจดหมายเข้ามาส่งให้ลู่เจียว “ฮูหยิน ตระกูลเซี่ยที่หมู่บ้านให้คนส่งมา”
ลู่เจียวรับจดหมายมาอ่าน สีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยน ในจดหมายก็คือหญิงรับใช้สูงวัยที่ก่อนหน้านี้พวกเขาส่งไปดูแลบิดาเซี่ยอวิ๋นจิ่น นางเล่าเรื่องเซี่ยต้าเฉียงรังแกชาวบ้านยึดครองที่นาผู้อื่น ปรากฏสองตระกูลมีเรื่องกัน เขาพลั้งมือฆ่าคนตาย