ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 171 เมล็ดพันธุ์แห่งการขบถ
ตอนที่ 171 เมล็ดพันธุ์แห่งการขบถ
………………..
หลิวจี้ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบคว้าเสื้อคลุมมาใส่ แล้วก้าวออกจากห้อง เมื่อเห็นกองสิ่งของสีดำกองเล็กๆ ก็ถึงกับตกตะลึงจนปากอ้าค้าง
ฉินเหยาอดหลับอดนอนมาทั้งคืน แต่กลับดูสดใสราวกับไม่มีความง่วงเลยแม้แต่น้อย นางเชิดคางขึ้นส่งสัญญาณให้หลิวจี้
“มาเก็บข้าวของให้เรียบร้อย ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เจ้าจงเตรียมรถม้าให้พร้อม ขนกระต่ายป่าและกวางขึ้นรถ ประเดี๋ยวเราจะไปเรือนเก่าของตระกูลติงด้วยกัน”
ติงเซียงเคยบอกว่า ท่านย่าของนางนับถือเพียงบัณฑิต ไม่ชอบเสวนากับหญิงชาวไร่ชาวนาเป็นที่สุด
แต่สำหรับบุรุษหนุ่มรูปงาม ผู้มีความมุ่งมั่นและขวนขวายเช่นหลิวจี้ เขาวาจาคมคายมีน้ำหนักให้รับฟัง
หลิวจี้หาวออกมาอย่างขี้เกียจพลางรับคำ แล้วมองดูฉินเหยาเดินเข้าไปในห้องนอน จากนั้นก็เอ่ยถามอย่างเอาใจ “อยากได้น้ำร้อนไว้อาบน้ำหรือไม่”
“อยาก” นางตอบเพียงสั้นๆ
หลิวจี้ร้องรับ “ได้เลย!”
เขาเข้าไปในห้องโถงก่อน เติมถ่านลงไปในเตาที่กลบไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วตั้งกาต้มน้ำ ก่อนจะออกมาจัดการกับเหยื่อที่ลานบ้าน
แพะป่าดูเหมือนจะตื่นแล้ว หลิวจี้คิดว่าปีใหม่ การได้กินเนื้อสดใหม่สักมื้อคงจะดี เขาจึงผูกมันไว้ข้างคอกม้าแล้วโยนหญ้าให้หนึ่งกำมือ หวังให้มันมีชีวิตอยู่ได้อีกวัน
แต่เหล่าหวงไม่พอใจผู้มาเยือนตัวใหม่นี้ มันย่ำกีบเท้าด้วยความหงุดหงิด หลิวจี้จึงรีบจูงมันออกไปแล้วลากรถม้าที่จอดไว้หลังบ้านออกมา
เพื่อไม่ให้รถม้าเปรอะเปื้อน เขาจึงปูฟางลงไปชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงยกซากสัตว์ที่จะนำไปให้ตระกูลติงขึ้นวางลงไป
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เสียงน้ำจากห้องอาบน้ำก็เริ่มดังขึ้น หลิวจี้ไม่รอช้า รีบไปเตรียมทำอาหารเช้าอย่างคล่องแคล่ว
เขาไม่มีเวลาหมักแป้งจึงนำกับข้าวที่กินเหลือจากเมื่อวานมาผสมกับข้าวสาร ปิดฝาหม้อ ใช้ไฟอ่อนอบข้าวจนสุก
ฉินเหยาอาบน้ำเสร็จเดินออกจากห้องอาบน้ำ ขณะเดินผ่านครัว กลิ่นอาหารหอมฉุยก็ทำให้นางเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ!
เพราะไม่ได้กินอาหารดีๆ มานาน การได้กินข้าวอบหม้อดินเช้านี้ทำให้ฉินเหยาไม่ได้รู้สึกว่าหลิวจี้ขัดหูขัดตาอีกแล้ว
หลิวจี้ ง่ายขนาดนี้เชียวหรือ
แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น ภายในใจก็ยังแอบโล่งอก การใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง กับการได้ยืดอกใช้ชีวิตอย่างภาคภูมินั้น มันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง
หลังจากรับประทานอาหารเช้าและจัดเก็บถ้วยชามเรียบร้อย ในที่สุดหลิวจี้ก็กล้ายืดหลังตรงเสียที
ฉินเหยาบอกพวกต้าหลางสี่พี่น้องว่าตนเองกับหลิวจี้จะออกไปข้างนอก เอ้อร์หลางกลอกตาเล็กน้อยก่อนถามหยั่งเชิงไปว่า
“จะไปในตัวเมืองหรือไม่”
ซานหลางเลียริมฝีปาก ทุกครั้งที่ท่านแม่เข้าเมืองหรือเข้าเขตอำเภอ กลับมาก็มักจะมีของอร่อยติดมือมาด้วยเสมอ
ฉินเหยาพยักหน้า แต่ไม่ได้บอกว่าตนเองจะไปบ้านตระกูลติง กลัวว่าหากตกลงกันไม่ได้ พวกเด็กๆ จะผิดหวังจึงเพียงบอกเพียงว่าจะไปเยี่ยมสหาย
ต้าหลางกับเอ้อร์หลางคาดเดาบางอย่างได้ในทันที ดวงตาพลันเปล่งประกาย
ซื่อเหนียงดึงชายเสื้อของท่านแม่พลางอ้อนว่า “ซื่อเหนียงก็อยากไปด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซานหลางผู้เป็นเสมือนเงาตามติดก็รีบเข้ามาเกาะติด ฉินเหยาหัวเราะพลางจิ้มหน้าผากของทั้งสองแล้วปฏิเสธอย่างหนักแน่น “ไม่ได้”
พูดจบ นางก็ไม่สนใจทั้งสองที่ทำปากยื่นด้วยความผิดหวัง ดันพวกเขาเข้าไปในห้องโถง แล้วปิดประตูลงทันที
ซื่อเหนียงได้แต่พึมพำ “ก็ได้~”
ซานหลางก็เอ่ยตาม “ก็ได้”
เมื่อประตูใหญ่ปิดลง ฉินเหยาก้าวขึ้นรถม้าแล้วเข้าไปนั่งในตัวรถ หลิวจี้กระโดดขึ้นไปยังที่นั่งคนขับ สะบัดบังเหียน เหล่าหวงจึงเริ่มออกเดิน ลากทั้งสองคนออกเดินทาง
ถนนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำจากหิมะที่ละลาย ล้อรถหนักอึ้งเคลื่อนผ่าน ทิ้งร่องลึกไว้บนพื้นดิน
โชคดีที่ของที่บรรทุกมาไม่หนักมาก แม้เหล่าหวงจะเคลื่อนตัวช้าลงเล็กน้อย แต่โดยรวมก็เดินทางได้อย่างราบรื่น
เมื่อสองสามีภรรยามาถึงเมืองจินสือ ก็เป็นช่วงที่จวนตระกูลติงเพิ่งรับประทานอาหารเช้าเสร็จและกำลังพักผ่อนอยู่พอดี ตอนฉินเหยาเดินทางผ่านจวนของนายท่านติงก็ตรงเข้าไปเคาะประตูเพื่อขอพบกับคุณหนูติง
สบู่สี่ก้อนที่นางส่งมาเมื่อคราวก่อน ติงเซียงเก็บไว้เองสองก้อน ที่เหลืออีกสองก้อนส่งให้ท่านย่า พร้อมกับพูดถึงเรื่องที่เด็กๆ บ้านฉินเหยาเตรียมตัวจะเข้าสำนักศึกษา
เรื่องที่ติงเซียงเรียนขี่ม้าและยิงธนูเป็นที่รู้กันไปทั่วตระกูลติงนานแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่พอใจอย่างมาก พอได้ยินว่าสตรีชาวบ้านที่พูดถึงคือฉินเหนียงจื่อ ใบหน้ายิ่งมืดครึ้มลงไปอีก
หากไม่ใช่เพราะติงเซียงพูดออกมาอย่างทันเวลาว่าบ้านฉินเหนียงจื่อมีบัณฑิตอยู่ ฮูหยินผู้เฒ่าคงไม่ยอมผ่อนปรน ขอพิจารณาดูอีกทีเป็นแน่
เมื่อเห็นท่าทีของท่านย่า ติงเซียงก็ตัดสินใจเก็บถ้อยคำที่เตรียมมา เช่น ฉินเหยาเคยเป็นวีรสตรีปราบโจร อะไรทำนองนั้นเอาไว้เสียสิ้น ไม่กล้าเอ่ยถึงแม้เพียงครึ่งคำ
อย่างไรเสีย แค่สามารถเจรจาขอให้พบหน้าได้ นางก็ถือว่าภารกิจสำเร็จแล้ว
ก็แค่สบู่สองก้อนเท่านั้น นางถือว่าตนมีน้ำใจมากพอแล้ว!
แต่ถึงจะพูดเช่นนั้น พอเห็นฉินเหยามาเยือนถึงที่ นางก็อดยิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกไม่ได้
“เจ้าขึ้นเขาไปล่ากวางมาให้ท่านย่าข้าจริงๆ หรือ” ติงเซียงทั้งดีใจที่ฉินเหยามาหาตนเอง และตกตะลึงที่นางจัดการเรื่องราวได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
เรื่องที่ท่านย่าของนางขาดแคลนสนับเข่า เพิ่งจะฝากคนไปแจ้งฉินเหยาที่บ้านเถ้าแก่อู่เมื่อสองวันก่อนเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าวันนี้นางจะเตรียมวัตถุดิบมาพร้อมแล้ว
ติงซื่อไม่ได้อยู่ที่จวน ตั้งแต่เช้าก็ออกไปพร้อมกับพ่อบ้าน นำของขวัญปีใหม่ไปมอบให้ตระกูลอื่นๆ ในเมือง
ติงเซียงที่บัดนี้ไม่กลัวอะไรอีกแล้ว รีบวิ่งไปที่ประตูเพื่อดูกวางที่ฉินเหยาล่ามา
เมื่อเห็นหลิวจี้นั่งอยู่บนที่นั่งสารถี นางก็สะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นมองสบตาฉินเหยา ราวกับจะถามว่า สามีของเจ้ามีชีวิตกลับมาด้วยหรือ?
ฉินเหยาเพียงพยักหน้าบางเบา เผยสีหน้าจนใจเล็กน้อย
ทั้งสองมีอายุห่างกันเพียงหกปี ติงเซียงจึงไม่ยอมเรียกฉินเหยาว่าอาจารย์ และไม่ยอมเรียกนางว่าฉินเหนียงจื่อตามลำดับอาวุโสของหลิวจี้
นางจัดให้ฉินเหยาไปอยู่ในสถานะพี่สาวคนหนึ่ง และถามสถานการณ์ของหลิวจี้ในสำนักศึกษาจนได้ความชัดเจนแล้ว
ติงซื่อบอกว่าฝานซิ่วไฉไม่ใช่คนดีสักเท่าไร เคยทำให้ติงเซียงโกรธหลิวจี้แทนฉินเหยาอยู่นานนม
เวลานี้ เมื่อเห็นหลิวจี้ยิ้มพลางประสานมือคารวะตนเอง นางก็ฝืนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยเป็นการตอบรับ ก่อนจะหันไปบอกให้ฉินเหยาเปิดม่านรถม้าเพื่อให้ดูกวางป่า
ดังนั้นจึงล่าได้แต่สัตว์ตัวเล็กๆ กวางป่าตัวใหญ่เช่นนี้ไม่เคยพบเจอมาก่อน ย่อมรู้สึกตื่นเต้นและหลงใหลไม่น้อย
เมื่อเห็นกวางป่ามีโพรงเลือดสีดำลึกตรงดวงตา ติงเซียงก็หันไปมองฉินเหยาด้วยความตกตะลึง พลางนึกชื่นชมจนสุดหัวใจ
เพราะเป็นการยิงทะลุผ่านดวงตาทั้งสองข้างจึงไม่ทำให้หนังเสียหายแม้แต่น้อย แถมยังไม่มีรอยเลือดเปรอะเปื้อน รักษาสภาพมาเป็นอย่างดี
“หากครั้งหน้าเจ้าพาข้าขึ้นเขาไปด้วยก็คงจะดีไม่น้อย” ติงเซียงกล่าวพลางทอดถอนใจอย่างอาวรณ์ ขณะปล่อยม่านรถลง
ฉินเหยามองดวงตาของติงเซียงที่ยิ่งทอประกายเจิดจ้ายิ่งขึ้น ในดวงตาคู่นี้เต็มไปด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมีอิสระ ราวกับว่าวิญญาณของนางอยากจะหลุดพ้นจากร่างกาย โบยบินสู่ขุนเขาอันเวิ้งว้างเพื่อออกสำรวจและผจญภัย
น่าเสียดาย ที่นอกเหนือจากร่างกายยังมีเชือกที่เรียกว่า ‘ขนบธรรมเนียม’ มัดรั้งนางไว้ และดึงจิตวิญญาณกลับคืนมา
แต่เมล็ดพันธุ์แห่งการขบถได้ถูกหว่านลงไปแล้ว ติงเซียงเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทายพลางพูดกับฉินเหยาว่า
“หากท่านย่าไม่ยอมให้ต้าหลางกับเอ้อร์หลางของเจ้าเข้าเรียนในสำนักศึกษาของตระกูล ข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านพ่อ รับรองว่าต้องทำให้พวกเขาได้เข้าเรียนแน่!”
ส่วนเวลาที่จะต้องเสียไปกับการส่งจดหมายไปกลับนั้น นางเลือกที่จะมองข้ามไปก่อน แค่โกหกว่าท่านพ่อรับปากแล้วไปก่อน ค่อยใช้แผน ‘ตัดสินก่อนแล้วค่อยรับโทษทีหลัง’
ฉินเหยาได้ฟังคำพูดนี้ก็รู้สึกอบอุ่นในใจ แต่ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านช่วยข้ามามากพอแล้ว ที่เหลือข้าจัดการเอง หากท่านย่าของท่านจับได้คงได้เดือดร้อนแน่”
มารดาของติงเซียงล่วงลับไปแล้ว ในช่วงที่ภรรยาใหม่ของท่านพ่อยังไม่ได้เข้าจวน ตามหลักแล้ว นางควรได้รับการอบรมจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นสตรีในตระกูล ไม่ว่าจะเป็นท่านย่าหรืออาสะใภ้
ที่ติงเซียงยังสามารถอยู่ในจวนของตนเองได้ก็เพราะท่านพ่อและพี่ชายรักและให้ท้าย
แต่ตอนนี้นายท่านติงอยู่ในเมืองหลวง หากติงเซียงก่อเรื่องใหญ่ ฉินเหยาจะคิดว่าติงซื่อคงไม่อาจปกป้องนางจากท่านย่าได้แน่
เพราะสุดท้ายแล้ว ติงซื่อก็เป็นเพียงหลานชายในสายตาท่านย่า ต้องเคารพเชื่อฟังโดยไม่มีข้อแม้
ฉินเหยาอธิบายข้อดีข้อเสียให้ติงเซียงฟัง เด็กสาวถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วพูดว่า “เช่นนั้นก็ขอให้เจ้าโชคดีเถิด”
ฉินเหยายิ้มอย่างมั่นใจ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อแล้วหยิบแมลงปอไม้ไผ่ตัวหนึ่งออกมา ยื่นให้ติงเซียงราวกับเล่นกล “ข้างนอกหนาวนัก รีบเข้าไปเถิด พวกเราจะไปแล้ว”
ติงเซียงยังคงเป็นเด็กจริงๆ เมื่อได้รับของเล่น ใบหน้าก็เปี่ยมไปด้วยความสุข นางพยักหน้าหนักแน่น “อืม!”